https://www.youtube.com/watch?v=Hv9rf0yfDys
Love Like This (acoustic) - Kodaline
*
วันไหนที่ใจควรจะหยุดพัก
วันไหนที่รักควรจะจางหาย
วันใดความคิดถึงควรผ่อนคลาย
วันที่ใจ ฝนตกหนัก ตามนาฬิกา
*
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเมฆครึ้ม ฝนปรอย หรือลมเอื่อยๆที่เข้ามาแทรกกลาง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงเพลงเศร้าเคล้าไอร้อนซึ่งเริ่มจะปะปนมากับแสงอาทิตย์
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
แต่ที่แน่ๆ
รู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่เสียเท่าไหร่
ผมนั่งขดตัวอยู่ตรงพื้นห้อง หลังงอพิงโซฟาผ้าสีดำอ่านหนังสือบนตัก ทั้งๆที่ตัวอักษรไม่ได้เมคเซนส์อะไรเลย
เพราะตอนนี้หูกำลังฟังเพลงอยู่
ผมเป็นอีกคนที่ไม่สามารถทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกันได้ ตอนเรียนม.ปลายครูวิชาชีวะวิทยาบอกว่าเพราะผู้ชายไม่มีจุดนึงที่เชื่อมต่อระหว่างอะไรซักอย่างในสมอง ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ รู้แต่ว่าในสมองที่กำลังถูกกล่าวถึงบอกว่ามันไม่น่าจริง
แล้วก็คิดได้ว่าทำไมคนเราบางทีถึงเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง บางทีทำไมจึงฟังเพียงลมแผ่วๆของเสียงพูด
ทำไมถึงอยากเชื่อความรู้สึกที่เกิดจากผู้อื่น
มากกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากตัวเอง
ผมเหลือบตามองมาร์คซึ่งกำลังเช็ดผมพร้อมกับกดแล็ปท็อปทำงานไปด้วยอยู่บนเคาน์เตอร์ทานเข้าของห้องครัว มือหนาถือแกว้เซรามิคสีดำด้านบรรจุกาแฟร้อนหอมกรุ่นไว้อย่างเคย
ผมมาอยู่ลอนดอนได้ซักพัก เพราะทางมหาลัยมีเวิร์คช็อปพิเศษสำหรับนักเรียนสัญชาติอเมริกันเท่านั้น และที่ทำงานก็ให้หยุดเพราะเหลือแค่ไม่กี่คนที่เป็นชาวต่างชาติในสาขาของผม
ปึบ
เสียงพับหน้าจอดังขึ้นตามมาด้วยเสียงแกร๊งของช้อนแสตนเลสสีเงินที่กระทบกับอ่างล้างจาน อีกไม่นานเจ้าของห้องก็ก้าวออกมาพร้อมเปิดตู้หยิบคาร์ดิเกนโอเวอรไซส์สีเทาเข้มใส่ทับเสื้อเชิ้ตสีดำพอดีตัว
ร่างสูงเดินเลี้ยวเข้าห้องนอนไม่นานจึงเดินออกมาใหม่ บนบ่ามีเป้ใบเดิมที่ผมเคยเห็นเขาใช้บ่อยๆ มาร์คเดินวนมาหยิบขนมปังปิ้งที่เพิ่งเด้งออกจากตัวเครื่องมากัดไว้ เขามองหน้าผมและยกมือต่ำสงสัญญาณให้รู้ว่ากำลังจะออกไปเรียน
ผมพยักเพยิดไปตามนั้นแล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ
สิ่งที่ไม่คาดคิดคือความเหงาที่แทรกเข้ามาในเศษเสี้ยวของความรู้สึก
ผมไม่ใช่คนขี้เหงาที่บอกว่าตัวเองไม่ขี้เหงา
ผมเป็นคนไม่ขี้เหงาที่ชอบอยู่คนเดียว
แต่ความเคยชินบางทีก็ทำร้ายกันได้
ความเคยชินที่จำเป็นจะต้องมีบางอย่าง บางสิ่งรวมไปถึงบางคนและบางสถานที่ที่เราเคยมี ไม่ปฏิเสธเลยว่าช่วงนี้รู้สึกได้ถึงการเล่นวนของความทรงจำที่ไม่จบไม่สิ้น
อะไรกันที่ทำให้รู้สึกตัวเองเปลี่ยนไป
บางทีเหมือนไม่ใช่ไม่ชอบ แต่แค่รู้สึกถูก invade
เหมือนเส้นที่ขีดไว้ถูกถูไปมาจนมองแทบไม่เห็น
แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเส้นนั้นเลือนลาง
หรือตาพร่ามัวจนมองว่าเส้นนั้นเลือนลางกันแน่
หรือจะเป็นอากาศของลอนดอนที่ค่อนข้างจะหม่นหมองแม้ย่างเข้าฤดูร้อนแล้วก็ตาม
หรือจะเป็นความคิดที่ว่าเวลาของมาร์คยังเดินต่อไปแต่เวลาของผมเหมือนหยุดลงแค่เพราะเขาต้องไปเรียนและผมต้องอยู่บ้าน
พอคิดมาถึงจุดนี้แล้วขาก็ลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผมออกไปเที่ยวก็ได้นี่นา
แต่งตัวเสร็จผมก็มาหยุดอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินของลอนดอน เป้าหมายคือสวนสาธารณะซึ่งไกลบ้านไปอีกหน่อย บนบ่ามีถุงผ้าสีขาวซึ่งเป็นภาชนะของผ้าพันคอผืนบาง หนังสืออ่านเล่น แผนที่ และกระเป๋าสตางค์
ก็ไม่รู้จะพกแผนที่ทำไม
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มกลัวการหลงทาง
หรือเป็นเพราะการหลงทางแบบไม่มีผู้ร่วมเดินทางเริ่มจะดูน่ากลัวขึ้นทุกวันกันแน่
สถานีใกล้บ้านผู้คนไม่หนาแน่นและขวักไขว้มากนัก หันซ้ายไปเจอชายอายุย่างเข้าวัยกลางคนใส่สูทผูกเนคไท ในมือมีกระเป๋าหนังทรงที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นนักธุรกิจเดินทางมาคุยงาน
หันขวาก็เจอผู้หญิงวัยรุ่นอายุประมาณผม ริมฝีปากของเธอถูกแต่งเติมด้วยสีดำรับกับใบหน้าขาวจัดจนเกือบซีดและผมสีแพลตินั่ม การแต่งตัวของเธอนับว่าเข้าหมวดหมู่ดาร์คพั้งค์ก็ว่าได้
จริงๆแล้วผมชอบในสังคมที่ค่อนข้างจะชีวิตใครชีวิตมันและไม่ก้าวก่ายยุ่มย่ามกับชีวิตของใคร
นักธุรกิจคนซ้ายอาจกำลังวิจารณ์การแต่งตัวของหญิงสาวด้านขวาอยู่ในหัวและนิ้วก็อาจกำลังพิมพ์ต่อว่าเธอเล็กน้อยที่ไม่แต่งตัว 'ธรรมดา' เช่นคนอื่น
แต่ผมว่าเหตุการณ์ที่กล่าวไปนั้นเป็นไปได้ยากมาก
นักธุรกิจวันกลางคนดูไม่สนใจว่าจะมีผมยืนอยู่หรือความจริงที่ว่าถัดไปมีหญิงสาวไสตล์พั้งค์ฟังเพลงร็อคแสนฮาร์ดคอร์ดังจนเศษเสียงกลองกระเด็นกระดอนออกมาจากใบหู
หญิงสาวเองก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะมองเธอเป็นอย่างไรแบบไหนหรือใครจะตัดสินเธอ
ผมชอบที่ต่างคนต่างอยู่
แม้ลึกๆจะอยากรู้ว่าอีกคนคิดอย่างไรก็ตาม
ใช้เวลาเดินทางสิบห้านาทีก็ถึงสถานีที่หมาย การก้าวลงจากรถครั้งนี้ไม่เจอผู้คนหนาแน่นมากนัก ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วงเวลานี้คนน่าจะอยู่ในออฟฟิศหรือกำลังเรียนหนังสือกัน
เดินต่อมาอีกก็ถึงสวนใหญ่ล้อมรั้วเหล็กดัดสีดำเงาไสตล์ยุโรป วันนี้มีเพียงแดดรำไรส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างปุยเมฆและเงาไม้
ผมจัดการเอาผ้าพันคอที่ไม่เคยเอาไว้ใช้พันคอมาปูลงบนพื้นหญ้าสีเขียว ตามด้วยการจัดแจงใช้กระเป๋าแทนหมอนแล้วล้มตัวลงนอน หูฟังเล่นเสียงเพลงแสนผ่อนคลายคล้ายจะติดทำนองของความเศร้าเล็กน้อย
อ่านหนังสือเล่มเดิมซักพักก็กลายเป็นว่าเอามันมาวางบนหน้าแล้วหลับตาเสียอย่างนั้น
ได้ยินเสียงรถบัสเทียบป้าย
เสียงนกร้องเบาๆ
เสียงใบไม้บนต้นกระทบกับสายลมแผ่ว
เสียงเพลงบางเบาก้องในหู
เสียงหัวใจที่ไม่รู้ว่าเต้นแบบนี้เรียกเป็นจังหวะแบบไหน
บางครั้งคนเราต้องการแค่ที่ๆจะหลับตาได้สนิท
แต่บางครั้งการหลับตาสนิทกลับทำให้นึกถึงเรื่องบางเรื่องที่อยากจะซ่อนไว้ในมุมมืดของหัวใจ
ผมเรียกตอนนี้ว่าเหงา
เป็นความเหงาที่เกิดจากการคิดถึงตัวเอง
เหมือนทำเศษเสี้ยวหล่นหายทีละนิด
พอมองกลับมาพบว่าหาไม่เจอ
เหมือนพลั้งตกลงไปในถังสี
พอลุกขึ้นมาส่องกระจกก็พลันจำตนเองไม่ได้
ผมเคยพูดเกี่ยวกับสีน้ำ
ตอนนี้ผมคิดว่ามันข้นไป
ผมเคยว่าไว้เกี่ยวกับรูรับแสงของกล้อง
ผมว่าตอนนี้มันกว้างและแสงใกล้จะสว่างไป
จนใกล้ไป
จนต้องย้อนกลับมาทบทวนว่าทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ได้
*
ผมเลือกที่จะกลับก่อนเวลาเร่งด่วนเพราะไม่ชอบการเบียดเสียดและเสียงที่ดัง สู้มานั่งขดตัวบนโซฟาในบ้านจิบชาร้อนแบบตอนนี้ดีกว่าเยอะ
เอื้อมมือไปเปิดเพลงผ่านลำโพงที่มาร์คอุตส่าห์แบกมาจากกรุงเทพ จริงๆก็ดูไม่จำเป็น แต่สำหรับพวกผมการมีเสียงเพลงออกจากลำโพงดีๆนั้นสำคัญมากนะ
พอเสียงดี เพลงเศร้าก็ยิ่งเศร้าจับใจ
Running through the heat heartbeat
You shine like silver in the sunlight
You light up my cold heart
You shine like silver in the sunlight
You light up my cold heart
มาร์คเคยบอกว่าสำหรับเขา ผมเป็นเหมือนแสงอุ่นของท้องทะเล ส่วนตัวเขาเป็นลมหนาวของภูเขา เราเจอกันในฤดูร้อน ลามไปจนถึงฤดูหนาว ลากยาวจนฤดูใบไม้ผลิ
ฤดูฝนที่ไม่เคยผ่านเหมือนกำลังครึ้มเข้ามา
อากาศอบอ้าวเล็กน้อยพอใจหายใจติดขัดกว่าเก่า
สัมผัสเหนียวตัวทำให้ไม่อยากออกไปข้างนอก
ไม่อยากจะเผชิญอะไรต่อมิอะไรข้างนอกใจ
หรือแม้แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน
การเดินทางยังไม่สิ้นสุด แต่ซักวันขาสองข้างจะต้องหยุดก้าว มันคงมีวันที่อ่อนแรงและเหนื่อยล้า วันที่ต้องพัก พักใจให้กลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
การตัดสินใจมาที่นี่ในเวลานี้ไม่ได้ผิดไปหมดเสียทีเดียว หากแต่ช่วงระยะที่เว้นมานั้นอาจจะสั้นเกินไป ตอนนี้จึงอยากจะเปลี่ยนเลนส์จากระยะใกล้เป็นระยะไกล
เพื่อให้มีแค่ตัวเราที่รู้ว่าต้องการจะโฟกัสอะไร
มือพลันหยิบกล้องฟิล์มตัวเก่งของมาร์คขึ้นมาเล่นเมื่อสายตาไล้ไปเจอ ผมมองกลไกของมันครู่หนึ่งแม้จะเคยชินกับทุกอย่างบนนั้นแล้วก็ตาม ขึ้นชัตเตอร์เสร็จสรรพก็มองผ่านเลนส์กล้องจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงไขกุญแจหน้าประตู
ผมยืนอยู่ตรงสุดทางเดินด้านใน
ส่วนเขาเพิ่งเข้ามาตรงสุดทางเดินด้านนอก
เราอยู่กันคนละฝั่ง
แต่พอมองผ่านเลนส์แล้วก็คิดได้ว่า
จริงๆเราอยู่กันคนละฝั่งมาตั้งแต่แรก
ผมสบตากับเขาซึ่งยืนนิ่งผ่านเลนส์กล้อง
ผมเห็นเขา มองเขานานจนเข้าใจว่าทำไมความรู้สึกของผมจึงแปรผันตามคนๆนี้จนผมหาตัวเองไม่เจอ
It feels right in the sun, the sun
We're running around and around
Like nothing else could matter in our life
We're running around and around
Like nothing else could matter in our life
เพราะมันมีความคิดที่ว่าแค่มีเราก็โอเค
เพราะผมพลั้งไปคิดถึงแต่เวลาที่ผมมีเขา
เพราะผมลืมอะไรบางอย่างที่เรียกว่าพื้นที่ส่วนตัวไป ทั้งๆที่ปกติผมเป็นคนขีดเส้นนั้นเองแท้ๆ
เขาไม่ได้บุกรุกเข้ามา เป็นผมเองที่หยิบยื่นฟองสบู่ พยายามจะขยายมันจนเกินขอบเขตของตัวเอง สุดท้ายพอเขามาได้กลับรู้สึกอึดอัดกว่าที่ควร
But wait, but wait, but wait
The sun will stop shining soon
And you'll be dark in my life
The sun will stop shining soon
And you'll be dark in my life
You'll be gone, it's as simple as a change of heart
ผมชอบเขานะ
มันคงเป็นความรัก
มาร์คไม่ได้พยายามครอบครองตัวผม
และเพราะแบบนั้น ไม่ว่าจะมีข้อแม้อะไร ก็ต้องยอมรีบว่าส่วนหนึ่งของใจมีคนตรงหน้านึ้ตลอดเวลา
แต่ผมว่าเราต่างอยู่ในฟองสบู่ของตนเองดีกว่าเยอะ
หากเพียงเราอยู่ในพื้นที่แคบด้วยกันไปเรื่อยอากาศจะไม่พอให้หายใจได้เต็มปอด
เราแค่ต้องแยกออกมา แค่ต้องมีส่วนที่ intersect กันเท่านั้นเอง ไม่ได้จำเป็นจะต้องครอบคลุมทั้งหมด
But I'm not gonna think about the future
แชะ
เพราะมันแปลกใหม่ที่ได้รู้สึกกับใครลึกลงไปสุดหัวใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก
A love like this won't last forever
I know that a love like this won't last forever
I know that a love like this won't last forever
เราจะไม่คงอยู่ตลอดไปเช่นเดียวกับความรักและทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ ถึงวันเวลาอันควรก็ต้องลาจาก
But I, I don't really mind, I don't really mind at all
แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ
ไม่สำคัญเท่าคนที่อยู่ในเลนส์ ณ ปัจจุบัน
มาร์คยิ้มหลังเสียงชัตเตอร์และผมลดกล้องลงจากใบหน้า
เหมือนเขากำลังย้ำกับผมทางสายตาว่า
ตอนนี้ วันนี้ ณ ที่นี้ยังโอเค
เมื่อหาตัวเองเจอ
เมื่อค้นพบว่าจริงๆแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนไป
เมื่อตอนนี้ยังมีตัวผม ตัวเขา และเราในที่ของตัวเอง
เมื่อวันนี้ยังคงไม่สิ้นสุด ก็อยากจะเลือกอยู่กับมัน
แล้วไว้ตอนห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีค่อยนึกถึงวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน
No comments:
Post a Comment