Wednesday, 29 July 2015

#ฟิคปลากระเบน 09



ผมกลับไทยมาได้หนึ่งอาทิตย์เต็ม อาการ jetlag ดูจะไม่ยอมจากไปง่ายๆ แต่ข้อดีของการมีประสบการณ์อดนอนบ่อยครั้งทำให้ผมค่อนข้างชินเวลารู้สึกง่วงในตอนกลางวัน

แต่ความชีวิตดีในอเมริกาก็ถูกคิดถึงเป็นครั้งเป็นคราวไป ผมพยายามไม่เอาส่วนต่างๆของแต่ละที่มาเปรียบเทียบกัน มันอาจจะมีดีคนละแบบ แต่ก็นั่นแหละครับ บางทีก็หลีกเลี่ยงให้คิดไม่ได้

อีกหนึ่งอาทิตย์จะเปิดเทอม ฉะนั้นผมเลยใช้เวลาส่วนมากกับการนอนอยู่ในห้องเฉยๆ ความขี้เกียจมันมีมากกว่าที่คิดเยอะทีเดียว

ตอนไปอยู่กับแบมแบมที่นิวยอร์คเป็นช่วงเกือบจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศของนิวยอร์คแปรปรวนมากถึงระดับสุดที่คนทั่วไปเรียกว่าอากาศไม่ดี ผมเฉยๆนะ คือไม่ได้ชอบแต่ก็ไม่ได้รังเกียจความแปรปรวน

ตอนนี้ก็นั่งอ่านหนังสือเล่มเดิมที่เคยนั่งอ่านเมื่อตอนนั้น วันนั้นจำได้ว่าผมกับแบมแบมเลือกที่จะนอนเล่นภายในห้อง มีเพียงกลิ่นกาแฟและอาหารง่ายๆที่เหลือจากเมื่อวันก่อน


ผมชอบที่ห้องของแบมแบมมีมุมอ่านหนังสือ


"ก็เลือกห้องนี้เพราะมุมตรงนี้แหละ" เขาเคยบอกผมไว้แบบนี้ มุมที่ว่านั้นเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก พอสำหรับนั่งตะแคงข้างชันเข่า แต่มันดีตรงตัวที่นั่งอยู่ชิดกับหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นวิวของถนนด้านล่าง ถึงแม้ไม่สวยตระการตาแต่ก็เพลิดเพลินดีทีเดียว


เรานั่งหันหน้าเข้าหากัน ต่างคนต่างมีหนังสืออยู่ในมือ ต่างคนต่างมีหูฟังเปิดเพลงไว้ แสงที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเวลาที่แปรเปลี่ยนของวัน เรานั่งกันอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ก็จำไม่ค่อยได้ ขาของผมและเขาจำเป็นจะต้องก่ายกันในระดับหนึ่งเพราะที่มีค่อนข้างน้อย



"แป๊บ เหน็บกิน"

เสียงหวานติดแหบของอีกฝ่ายดังขึ้นแล้วค่อยๆเอาขาข้างที่ถูกขาของผมทับอยู่ออกไปห้อยต่องแต่งแทน ใบหน้านิ่งในตอนแรกยู่ลงทันใดเมื่อรู้สึกถึงความชาของขา


ผมหัวเราะเบาๆแล้วเอื้อมไปนวดให้แบมแบม สงสารนิดหน่อยตรงที่คิดว่าขาของผมน่าจะหนักกว่าของเขา


จำได้ว่าผมไม่ได้เมื่อยอะไรมากมาย 
แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่เมื่อยเพราะไม่ได้ไปนึกถึงและจดจ่อกับการที่ขาข้างนึงโดนน้ำหนักของขาอีกคนทับหรือเปล่า


ว่าไปแล้วการที่เรารู้สึกถึงบางอย่างมากกว่าสิ่งอื่นอาจเป็นเพราะเราเลือกจะโฟกัสบางอย่างมากกว่าก็ได้


และเพราะเป็นแบบนั้นผมจึงจำได้ว่าหน้าที่ผมเปิดค้างไว้มีคำว่า

'Loving is nothing if loving is owning'





*





สองวันก่อนผมกลับแบมแบมพาไปทัวร์แกลเลอรี่ มีทั้งภาพถ่าย งาน installation งานปั้น งานวาด และอื่นๆอีกเยอะแยะมากมาย สำหรับผมแล้วต่างประเทศดีเพราะมีพิพิธภัณฑ์เยอะ ผมเป็นคนชอบเดินการแสดงงานอาร์ตหลายๆแบบ ผมใช้เวลาอยู่กับมันได้ทั้งวัน


เพราะมันคือสิ่งที่เราให้ความสนใจ
และมันคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันสะท้อนความเป็นตัวผมออกมาให้ผมเองได้เห็น


เหมือนจะเคยเรียนมาว่าแกลเลอรี่สุดท้ายที่ไปนั้นคือที่แรกซึ่งจัดงานนิทรรศการภาพถ่าย 291gallery ไม่ได้ใหญ่มาก ตอนผมไปคือมีงานอื่นนอกจากภาพถ่ายด้วย แบมแบมบอกว่ามันมีหลายภาพที่เขาชอบและอยากจะประมูลเก็บไว้ ติดเพียงแค่ของเก่าและดีจริงๆราคาเหยียบล้าน ก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย

ผมคิดว่าบางสิ่งก็ไม่จำเป็นต้องครอบครอง
เพราะบางอย่างไม่สมควรจะตกอยู่ในการปกครองของใครคนใดคนหนึ่ง แม้จะเป็นคนที่ดูเหมาะสมก็ตามที



ผมบอกกับแบมแบมว่าผม
"ชอบที่บางอย่างครอบครองตัวของมันเอง"



อาจจะเหมือนกับผมและเขาที่เราต่างเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของตัวเองเพราะเราไม่เคยคิดจะครอบครองกันและกัน






แบบนั้น เราจะมีค่าต่อตัวเราและต่อกันและกันเสมอ







*




ผ่านไปหนึ่งเทอมที่ไม่ได้เจอกัน ส่งโปสการ์ดบ้างแต่ต่างคนก็ต่างต้องใช้ชีวิตของตัวเอง เทคโนโลยีสามารถทำให้เราเห็นหน้ากันผ่านจอมือถือที่ใช้เฟสไทม์ได้บางครั้งบางคราว แต่ก็ไม่บ่อยเพราะเวลาต่างกันเป็นวัน 


โปสการ์ดไม่มีข้อความยืดเยื้อมากมาย มีเพียงการบอกเล่าว่าเราแต่ละคนทำอะไรบ้าง บางทีมีงานพิเศษเข้ามา หรือเทศกาลอะไรพิเศษๆหน่อย ข้อความก็จะยาวขึ้นตามนั้น 


ผมไม่น้อยใจที่เราไม่ได้คุยกันเลย
มันไม่ใช่เพราะผมมั่นคง หรือเขามั่นคงต่อความรัก
แต่อาจจะเป็นเพราะเราต่างก็ไม่ได้มีชีวิตเพื่อแสวงหาความรักจากใครคนอื่น 
เราไม่ได้มาเจอกันและคบกันจากความต้องการที่จะถูกรัก แต่เรามาเจอกันเพราะสิ่งที่เรารักซึ่งอยู่ในตัวเราเองนำเรามาเจอกัน



ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะต้องเดินออกจากเส้นทางนี้





บางทีที่นึกถึงเขาผมก็ยิ้ม
บางทีเมื่อคิดถึงเขาผมก็หลับตา


บางทีผมคิดว่าผมค่อนข้างเหงา
แต่ความเหงาทำให้ผมคิดถึงเขา
เพราะฉะนั้นผมเลยไม่คิดเกลียดความเหงา. 








*






จริงๆเวลาก็เดินเร็วกว่าที่คิดไว้
ผ่านไปไม่กี่อึดใจเดือนก็ผลัดกันหมุนเวียนเปลี่ยนมาเป็นเดือนสุดท้ายของปีอีกครั้ง

แน่นอนมันเคยช้าเพราะการนั่งรอคอย
และแน่นอนมันเร็วเสมอเมื่อสิ่งที่อยากจะเจอกำลังจะผ่านไป


ผมกลับมาบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกรอบเหตุจากประโยคง่ายๆของแม่ที่พูดว่า
"ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ"

จังหวัดเหนือเกือบสุดอย่างเชียงใหม่ก็ยังเหมือนเดิม อากาศสบายๆสำหรับคนชอบอุณหภูมิต่ำเช่นเคย ผู้คนจากเมืองกรุงยังคงมาเที่ยวหนาแน่นตามเคย


และที่คิดว่าค่อนข้างจะสำคัญคือ
ผมมากับคนๆเดิม.. เหมือนเคย


ต่างกันตรงที่คราวนี้ยูคยอมเพื่อนของผมและแอนดริวเพื่อนของมาร์คติดสอยห้อยตามมาด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้กลับบ้านเหมือนกัน และเหงาถ้าจะต้องอยู่หอคนเดียว


แม่ผมดูดีใจที่คนเต็มบ้าน แม่บอกว่าเหงาเพราะลูกลงไปอยู่กรุงเทพกันหมด โดยเฉพาะผมที่ไปนิวยอร์คและน้องสาวคนสุดท้องของบ้านไปแลกเปลี่ยนที่ชิคาโก 

เทศกาลปีใหม่ก็รื่นเริงตามปกติ บรรยากาศเย็นๆมากับเพลงคลอออกมาจากบ้านเรือน ที่นี่ไม่เน้นประดับด้วยสายรุ้งและป้ายอะไรเท่าไหร่ ดูแล้วก็สบายตาไปอีกแบบ

เมื่อแดดร่มลมตกเราจึงมุ่งหน้าออกจากบ้านไปยังถนนนิมมานเหมินทร์ ที่ๆทั้งคนกรุงทั้งคนเมืองมารวมตัวกันในร้านกาแฟร้านอาหารหรือแม้แต่ร้านหนังสืออารมณ์ผ่อนคลาย 

ผมค่อนข้างชอบไปนั่งร้านกาแฟ ถึงแม้ที่บ้านจะมีเครื่องบดกาแฟสดก็ตามที 

ผมชอบนั่งมองผู้คนที่มาพร้อมกับหูฟังและหนังสือหรือโทรศัพท์มือถือในมือ 

โลกของพวกเขาดูมีบางอย่างครอบคลุมตนเองอยู่ เหมือนฟองสบู่ พออยู่คนเดียวมันจะปรากฎขึ้น และพอเพื่อนของเขาหรือเธอมามันก็จะหายไป

มันน่าสนใจที่เรายอมสละฟองสบู่นั้นให้แตกเพื่อที่จะต้อนรับอีกคนเข้ามา 
มันน่าสนใจกว่าที่บางคนไม่ยอมทำเช่นนั้น
และน่าสนใจที่สุดเวลาคนหนึ่งคนสามารถขยายฟองสบู่ของตัวเองให้ใหญ่พอจะรองรับคนทั้งคู่หรือมากกว่านั้น

ผมว่ามันเหมือนระยะของเลนส์
จะเลือกเป็น macro ระยะใกล้ก็ได้โฟกัสที่ชัดเจนของสิ่งของหนึ่งสิ่งซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
เปลี่ยนเป็นเลนส์ระยะธรรมดาเท่าสายตาก็ได้มุมมองอีกแบบที่กว้างขึ้นหน่อย แต่ถ้าเป็นเลนส์ fixed ก็ต้องซูมแมนวลใช้ขาเดินเอา
แบบสุดท้ายคงเป็นเลนส์ wide ที่มีระยะไกล เห็นภาพรวมใหญ่ๆราวกับต้องการเก็บไว้ทั้งหมดในเฟรมเดียว


มันก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกหยิบแบบไหนออกมาใช้ในสถานการณ์ไหน



ไม่มีอะไรผิดหรือถูก
มันอยู่ที่ว่า ความทรงจำแบบไหนที่ต้องการจะเก็บไว้



ผมอาจจะใช้เลนส์ macro ระยะใกล้เวลาที่อยู่กับมาร์คแค่สองคน เวลาที่เราจับมือกัน หรือเวลาที่มีแค่เสียงของความคิด

ผมอาจจะเลือกเลนส์ระยะธรรมดา ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป ไม่ทำให้สายตาและสมองต้องประมวลผลแข่งกัน แต่มันก็ทำให้เห็นถึงความค่อนข้างจะเป็นจริง

สุดท้ายผมอาจจะหยิบเลนส์ wide ออกมาเมื่อต้องการจะบันทึกสิ่งหลายสิ่งพร้อมๆกัน ทั้งบาริสต้าที่ชงกาแฟอย่างมีความสุข ทั้งผู้หญิงคนนั้นที่นั่งอ่านหนังสือจนหลับ ทั้งยูคยอมและแอนดริวที่คุยกันถูกคอ หรือแม่กระทั่งมาร์คที่นั่งอยู่ริมขอบเฟรม



และผมที่เลือกจะกดชัตเตอร์






*






คืนวันที่ 31 ธันวาคมเรามาเดินกันที่ถนนคนเดินวัวลาย อากาศเย็นสบายใส่เสื้อกันหนาวแค่ชั้นเดียวก็อยู่ได้ แต่บางครั้งอาจจะแวะซื้อชาร้อนแถวร้านข้างทางจิบกันซักหน่อย 

โดยปกติแล้วทางเดินจะแบ่งเป็นสองฝั่งคือไปและกลับ ส่วนตรงกลางและอีกสองข้างริมสุดเป็นพื้นที่สำหรับขายของ จะมีบางวันเช่นวันนี้ที่มีคนมาแสดงดนตรีอยู่ตรงเกาะกลาง

คุณลุงอายุราวหกสิบปีสี่ห้าคนนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยพร้อมเครื่องดนตรีไทยในมือ เสียงเพลงทำนองเย็นๆของดนตรีพื้นบ้านเมืองล้านนาดังไม่ขาดสาย ที่สำคัญคือรอยยิ้มบนใบหน้าซึ่งแต่งแต้มไปด้วยสีสันแห่งอายุตามวัฏจักรธรรมชาติ



รอยยิ้มที่เมื่อเห็นแล้วต้องยิ้มตาม



เมโลดี้อันคุ้นเคยบรรเลงขึ้นช้าๆ ถ้าผมไม่ได้คิดไปเองจังหวะการเดินของคนส่วนมากก็ขึ้นอยู่กับเพลงที่พวกลุงแกกำลังเล่น



ก่อนดอกไม้จะบาน
ก่อนความฝันจะสดใส
ฟ้ามืดมน ฝนหล่นเป็นสาย
ใจก็ร้าวก็ราน



มาร์คหยุดเดินก่อนจะก้มลงดูโปสการ์ดภาพถ่ายสีสวยของกิ่วแม่ปานที่ไปกันมาเมื่อปีที่แล้ว เขาควักเงิกออกมาไม่กี่สิบบาทจ่ายให้กับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับเรา 



"ขอยืมปากกาได้มั้ย"

หนุ่มไต้หวันกับสำเนียงไทยที่ชัดเจนเกินชาวต่างชาติทั่วไปเอ่ยพร้อมกับนั่งยองๆลงข้างพื้นที่ขายของ

ปากกาจรดลงบนโปสการ์ดอย่างว่องไวเป็นประโยคสั้นๆที่ผมมองไม่เห็น




ก่อนดอกรักจะบาน
จับมือฉันเอาไว้
กระซิบว่ารัก ซักคำได้ไหม
ให้ชื่นใจ ให้นอนฝันดี




มือหนายื่นกระดาษใบขนาดไม่ใหญ่มาตรงหน้าผม ดวงตาของเขายิ้ม และปากของเขาก็ขยับยิ้มตาม
มันไม่ได้สดใส แต่มันคงเรียกว่ายิ้มอุ่นใจ
ไม่ได้รู้สึกใจเต้นรัว แต่เป็นยิ้มอีกยิ้มที่ทำให้ยิ้มตาม

ผมพลิกดูก็พบกับข้อความสั้นสมระยะเวลาการเขียน




'อยู่ด้วยกันอีกแล้วนะปีนี้'









ไม่ปฏิเสธว่าจริงๆปีหน้าก็อยากจะมาอีก
กับสิ่งเดิมๆหลายๆอย่าง








*




และแล้วผมกับแบมแบมก็เท่าเทียมกัน
ไม่มีอะไรหรอกครับผมแค่จะบอกว่าผมเองก็ได้ทุนไปแลกเปลี่ยนที่ฝั่งตะวันตกของโลกเหมือนกัน


ทางคณะให้จับลอตเตอรี่คัดจากเกรดเพื่อจะได้ไปแลกเปลี่ยนระหว่าง นิวยอร์ค ลอนดอน ปารีส เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นระยะเวลาหนึ่งเทอมหรือประมาณสี่เดือนครึ่ง


ผมเลือกไปลอนดอน


หลายคนมีคำถามว่าทำไมผมถึงไม่ไปนิวยอร์คเมื่อแบมแบมอยู่ที่นั่น ผมก็ตอบได้ไม่เต็มปากว่าผมไม่ได้ไม่อยากไปหาเขา แต่ผมว่าถ้าผมไปมันจะเป็นการข้ามเส้นที่เราตกลงแบ่งไว้แต่แรก

ผมอยากมีทั้งความชอบ ความรัก ความผูกพันธ์ ความคิดถึง ความเศร้า ผมชอบมันทั้งหมดในเมื่อมันเป็นหนึ่งส่วนผสมของเรื่องราวทุกอย่าง

ผมชอบที่เรามีองค์ประกอบครบครันแม้ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายตั้งแต่แรก




Composition การจัดวางที่ดี ย่อมมีพื้นที่ว่างเสมอ. 






*





ผมมาลอนดอนได้ซักพักแล้ว ชีวิตส่วนมากก็เป็นไปในรูปแบบเดิม ช้าๆแบบเดิม ที่เปลี่ยนก็มีเพียงการเดินทางและอะไรๆที่สะดวกและมีคุณภาพขึ้นจากบ้าน

ห้องของผมยังคงรกเหมือนเดิมเมื่อการใช้ชีวิตมีแต่ปั่นงาน ทำโมเดล และไปเที่ยวกลางคืนเมื่อยามต้องการจะพบปะเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ๆ แน่นอนผมไม่ได้ไปบ่อย มากสุดก็สองอาทิตย์ครั้งเพราะผมเป็นคนเหนื่อยและง่วงง่าย จริงๆถ้าลองมาปั่นงารหามรุ่งหามค่ำก็จะกลายเป็นคนพลังงานต่ำแบบนี้ไปโดยปริยายล่ะมั้ง


ฤดูใบไม้ผลิกำลังมาเยือน ลมที่แปรเปลี่ยนและอากาศที่หมุนเวียนเปลี่ยนผัน

ทุกคนเข้าใจว่าฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น แต่ผมว่ามันมีอะไรมากกว่าด้านที่ทอแสงสีทองกระทบกับใบไม้สีเขียวขจีและดอกไม้เต็มทุ่ง

แน่นอนฤดูใบไม้ผลินั่นเป็นอีกฤดูที่มีอากาศหนาวและคาดเดายากเพราะเป็นการคาบเกี่ยวระหว่างอากาศหนาวจัดและร้อนจัด



บางทีอารมณ์ก็เปลี่ยนฉับพลัน
บางครั้งจิตใจก็รวนเรขาด
บางแห่งทำให้เราขาดความหนักแน่น
แห่งที่ว่าอาจไม่ใช่สถานที่ 
แต่อาจเป็นแค่กลิ่นของคุ้กกี้อบใหม่ตรงหน้าสถานีรถไฟที่แปลกไปกว่าเดิม
อาจเป็นแค่ฝนที่ตกลงมาไม่รู้เวลา 
อาจเป็นเชือกรองเท้าที่หลุดในวันซึ่งคนเยอะและเบียดจนก้มลงผูกไม่ได้



มันมีวันที่ผมไม่อยากติดต่อใคร ใครในที่นี้รวมแม้แต่แบมแบม เพื่อนสนิท และครอบครัวของผม
มันมีบางทีที่ผมอยากจะหายตัวไปในบรรยากาศน่าสลดใจของลอนดอน 
ที่นี่อากาศดีแค่เป็นบางช่วง และส่วนมากจะอึมครึม ส่วนมากจะเป็นอากาศที่คนปกติไม่ค่อยชอบเสียเท่าไหร่ 


ผมเลือกมาที่นี่ส่วนหนึ่งเพราะผมหลงใหลในบรรยากาศอันแสนเป็นเอกลักษณ์นี้ ยิ่งในฤดูหนาวแล้วเมืองลอนดอนขึ้นชื่อมากกับการเหงาแสนจะเปล่าเปลี่ยวหัวใจ



แต่ผมก็เหมือนคนทั่วไปที่บางครั้งก็หลุดเข้าไปในวังวนของความเหงาและความวังเวง


มันมีวันที่แค่ฟังเพลงเศร้าก็สามารถทำให้เศร้าจับใจ



วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมเดินอยู่บนฟุตบาทระหว่างทางกลับบ้าน ผมอยู่ในละแวกที่ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่ ผมไม่ชอบนักที่จะต้องเจอะเจอคนรู้จักเยอะๆในพื้นที่อยู่อาศัย

ผมเดินผ่านร้านกาแฟร้านประจำซึ่งขายทั้งอาหารทานเล่นและขนมหวานไปในตัว สมองสั่งให้ร่างกายบังคับขาทั้งสองข้างให้หยุดและเดินเข้าร้านโดยอัตโนมัติ


"Can I have hot latte double shot, please"



ผมเป็นคนชอบอยู่กับอะไรเดิมๆ
เมนูเดิมที่สั่งก็ไม่เคยเปลี่ยน
ที่เดิมๆก็ไม่อยากเปลี่ยน



หยิบแก้วกาแฟ grab to go ออกมาจากร้าน ทักทายลมหนาวเล็กน้อยก่อนจะออกเดินไปยังที่พักอาศัย
ผมเดินผ่านสวนสาธารณะใกล้บ้านทุกวันและความเคยชินก็สั่งให้หันมองในนั้นตลอดเวลา


แต่วันนี้เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม
วันนี้เหมือนนัยน์ตาจะเห็นอะไรบางอย่างที่ปกติไม่อยู่ ณ ตรงนั้น



เส้นผมสีบลอนด์ขาวปลิวไสวไปตามลม 
เสื้อโค้ทบางสีดำถูกแต่งแต้มด้วยดอกไม้โรยราจากต้น
ผ้าพันคอสีเทาเข้ากันดีกับกางเกงแสลคห้าส่วน
รองเท้าออกซ์ฟอร์ดสีน้ำเงินสดเข้ากันได้ดีกับถุงเท้าสีเหลืองมัสตาร์ด


ยิ่งไปกว่านั้นคือยิ้มที่เข้ากับเงาใบไม้อย่างลงตัว
รอยยิ้มที่ผมคิดว่ารู้จักดี


ขาสองข้างพลันก้าวเดินไปยังเป้าหมาย
มือของผมคว้าเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่าย
ดึงอีกนิดเพื่อให้อีกคนเข้ามาชิดกันมากกว่านี้


มันเป็นกอดสำหรับฤดูใบไม้ผลิ
เป็นกอดสำหรับอากาศเย็นที่มีดอกไม้บาน
เป็นอ้อมกอดสำหรับคนๆนี้
ที่คงจะแตกต่างจากที่เคยให้กับคนอื่น


เวลาไม่หยุดหมุน ใบไม้ยังคงปลิวต่อไป
แต่ต่างกันคือใจ ใจที่อยากจะหยุดอยู่ตรงนี้ซักพัก



"กลับบ้านกัน"


กลายเป็นไม่ใช่เสียงของผมที่เอ่ยประโยคนี้
กลายเป็นเขาที่ดึงมือผมออกจากตรงนั้นโดยที่ผมเองก็ยังงงว่าจะพาไปไหน
กลายเป็นห้องของผมพร้อมมือบางที่ชูตั๋วสองใบ
กลายเป็นวันหยุดปลายสัปดาห์ที่จะไม่ได้อยู่ในเมือง



London - Newquay (Cornwall)
London Paddington
Depart: 7.06 AM
Arrive: 12.30 PM


ในตั๋วบอกว่าแบบนั้น


ผมสบเข้ากับนัยน์ตาอันแสนคุ้นเคยคู่นั้น ลึกเข้าไปจนเราทั้งคู่ต่างเริ่มขำ ผมคว้าร่างบางเข้ามากอดอีกครั้ง ให้สมกับที่นึกถึงและคิดถึงมาเป็นเวลาซักพักที่ไม่คิดจะนับวัน


ผมเอื้อมไปเปิดเพลงในซีดีซึ่งเชื่อมต่อกับลำโพงตัวโปรดที่อุตส่าห์แบกมาจากบ้าน มือของผมลดลงไปสานกับมือบางซึ่งมีไออุ่นแสนคุ้นเคย


รู้ตัวอีกทีก็เต้นรำกันอย่างงูๆปลาๆ




"สีผมสวยมั้ย สั่งอะไรมากินกัน"



ผมหัวเราะ 
หัวเราะให้ความปุบปับที่มีประจำแต่ก็ไม่เคยจะชิน
ความปุบปับที่บ่งบอกถึงคนที่ผมรู้จัก




ความปุบปับของแบมแบม
และความปุบปับที่บอกได้ชัดว่าผมคิดถึงเขา




หน้าผากของเราชิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่าลมหายใจอุ่นของเขารดแก้มผมอย่างสม่ำเสมอ
รอยยิ้มยังคงไม่จางหาย
พอๆกับที่ความรู้สึกยังคงหนักแน่น




เขากระซิบคำที่มีแต่เราเท่านั้นที่จะใช้มันในเวลานี้

"โยกเยกเอย..."





ประโยคหยุดเพียงเท่านั้น





แล้วความปุบปับของผม
ก็สั่งให้ปากของเราแตะกัน. 

No comments:

Post a Comment