Sunday, 9 August 2015

#ฟิคปลากระเบน 11 [end]





Epic 45 - The Stars in Spring (แนะนำให้โหลดมาเปิดฟังไปด้วยค่ะ)



...

ผมนึกถึงตอนที่เราไปคอร์นวอลกันในวันอากาศดี


แค่นอนบนพรมหญ้าผืนใหญ่สีเขียวและทรายสีอ่อน
แค่ท้องฟ้าที่มองเห็นเมฆสีขาวประปราย
แค่ทะเลซึ่งอยู่จนสุดสายตา


ผมคิดไปถึงคนที่เดินลงมาซื้อขนมด้วยกันก่อนร้านปิดเพียงห้านาที แค่เพราะผมชวน
และแค่เพราะเขาชวน เราจึงเดินกินไอศครีมในวันที่อุณหภูมิลดลงต่ำเกือบที่สุดของเดือน

แค่บางสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงอีกอย่างระหว่างเรา

มันเป็นความรู้สึกประมาณว่า
อยู่กับตัวเองไปพร้อมๆกับอีกคนข้างๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


*

ผ่านไปไม่ช้าไม่นานแต่ก็ไม่เร็วปานสายฟ้าแลบพวกเราก็กลับมาเจอกันอีกครั้งที่เมืองหลวงของประเทศไทย


กรุงเทพยังไงก็โคตรจะกรุงเทพเลย


ผมมองปมใหญ่มหึมาของสายไฟสีดำซึ่งพันกันอิรุงตุงนังรอบเสาไฟฟ้าย่านใจกลางเมืองแล้วหัวเราะกับตัวเองในใจ ตอนไปอยู่ที่อังกฤษก็แอบคิดถึงความวุ่นวายนี้เบาๆ


มือหยิบกล้องขึ้นมามองดูปมสายไฟอันเดิมผ่านเลนส์กล้อง
บางครั้งปัญหาถ้ามองจากอีกมุมก็ดูสวยดี


หวนกลับไปนึกถึงตอนที่แบมแบมมาหาผมที่ลอนดอน จริงๆแล้วเหตุการณ์นั้นสอนพวกเราหลายอย่างพอสมควร ผมเองก็รู้สึกว่า ณ ช่วงนั้นพวกเราอาจจะใกล้กันมากไป


อย่างที่ผมเคยพูดบ่อยๆ ว่าทุกอย่างควรมีระยะห่างของมัน
ถ้าเปรียบกับระยะถ่ายก็คงต้องใช้เลนส์ให้ถูกอัน


ความรักก็เช่นกัน


เหมือนการสร้างตึกที่มัวแต่คำนึงถึงอินทีเรียจนลืมมองภาพรวมด้านนอก มัวแต่สนใจอะไรใกล้ๆจนลืมถอยออกมามองภาพที่ใหญ่ในจุดที่ไกลขึ้น


แต่พอถอยออกมาก็เกิดความโหวงในใจ


ผมยอมรับว่าการถอยของผมอาจจะปุบปับและไร้สัญญาณบอกกล่าวไปซักนิด แต่นั่นแหละครับ ทุกอย่างเกิดการผิดพลาดได้ ผมเรียนรู้ว่ามันโอเคที่จะมี anomaly อยู่ในทุกๆการกระทำของชีวิต


จริงอยู่ที่ผมค่อนข้างจะหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ
แต่เพราะมันคือ perfectly imperfect
เป็นความไม่สมบูรณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด


เพราะงั้นมันจึงไม่เป็นไร
เพราะแบบนั้นจึงไม่คิดโทษใครรวมทั้งตัวเอง


ผมค่อนข้างจะมองออกว่าแบมแบมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันในเรื่องของระยะที่ร่นเข้ามาชิดจนเกินไป คนตัวเล็กดูจะรู้สึกหงุดหงิดในตัวเองที่อยู่ในห้วงอารมณ์แปลกใหม่ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ผมเข้าใจเขา


เพราะแบมแบมคือทะเล
และทะเลมีคลื่นลม
เพราะน้ำทะเลอ่อนไหวเสมอ
แม้กับสภาพอากาศ
หรือแม้แต่กับดวงจันทร์


เพราะเหตุนั้นมันจึงไม่เป็นไรถ้าเขาจะบอกผมว่าเขาสับสนผ่านสายตาว่างเปล่าคู่นั้นที่มองมาเวลาผมเมินเฉย มันโอเคถ้าเขาจะตัดสินใจออกไปเที่ยวคนเดียวเพื่อพยายามสะบัดความสับสนนั่นทิ้งไป


เพราะสุดท้ายเมื่อเขายกกล้องขึ้นมา
อย่างที่เขาทำในวันนั้น


เมื่อเขามองผ่านเลนส์ที่บางครั้งลืมนึกถึงไป
เมื่อเช็ดฝุ่นออกจากฟิลเตอร์


ผมก็ยังคงไม่ไปไหน
ยังคงอยู่ในเฟรมผ่านเลนส์และดวงตาของเขา


จริงๆเราไม่จำเป็นต้องขยับออกไกลหรือใกล้กัน
จริงๆถ้ายืนอยู่ตรงที่เดิม
รักษาอะไรๆให้คงที่ คงเส้นคงวา
แค่นี้ก็กดชัตเตอร์ได้โดยไม่ต้องปรับโฟกัสบ่อยๆ

แต่บางครั้งความลังเลก็ไม่เข้าใครออกใคร
และนั่นก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน



*


ขายังคงก้าวเดินช้าๆรับลมซึ่งเริ่มลดอุณหภูมิในช่วงต้นเดือนกันยายน อาจจะเพราะเมื่อวานฝนตก หรือาจเป็นเพราะย่างเข้าฤดูหนาวผมเองก็ไม่อาจทราบได้


รู้แต่ว่าดีกว่าอากาศร้อนเป็นไหนๆ


เดินร่อนเร่เรื่อยเปื่อยซักพักก็เกิดอาการง่วงนอน สมองสั่งการให้พาตัวเองกลับไปที่หอด้วยการนั่งแท็กซี่ยิงยาวแม้จะแพงกว่าบีทีเอสก็ตาม


ว่าแต่ผมบอกไปหรือยังครับว่าผมเรียนจบแล้ว


ผมกับแบมแบมเรียนจบปีนี้ ปีที่มหาลัยเปลี่ยนระบบมารับปริญญาตอนปลายปีพอดี จริงๆก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมแต่ขี้เกียจจะสงสัยอะไรมากมาย


ครอบครัวของผมดูจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับการรับปริญญาเสียเท่าไหร่ ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนแรกจะลงชื่อไม่ไปเสียด้วยซ้ำ คนมันเยอะและเบียดเสียดจนเกินไป ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยแถมต้องตื่นเช้ามาก ผมคิดว่าตัวเองคงทนไม่ไหว


แต่พวกแอนดริวก็คะยั้นคะยอให้ผมคล้อยตามด้วยประโยคที่ว่า 'ครั้งเดียวในชีวิตนะเว่ย'


แน่ล่ะสโลแกนนี้ใช้ได้ผลเสมอ ผมจึงทำใจซักพักและตัดสินใจลงรายชื่อซื้อชุดครุยที่ต้องใส่ในพิธีรับปริญญาบัตร แม้จะอึ้งกับพิธีรีตองและเครื่องแต่งกายที่ค่อนข้างเยอะแต่ผมก็ท่องไว้ว่ามันคือ 'ครั้งเดียวในชีวิตนะเว่ย' แบบที่เพื่อนทุกคนพูดกรอกหูทุกวัน


ด้านแบมแบมเห็นทีเจ้าตัวก็คงมารับปริญญาเช่นกันเพราะแม่ของแบมแบมดูจะกระตือรือร้นมากเหลือเกินแม้ว่าร่างเล็กจะเป็นลูกคนที่สามที่รับปริญญาก็ตาม


ผมมองตารางวันรับปริญญาในมือถือที่ส่งต่อๆกันมาผ่านกรุ๊ปไลน์ของคณะ ไล่ชื่อเจอคณะของตนเองและของแบมแบมแทบจะพร้อมๆกัน ผมเข้ารอบเช้า ส่วนของเขารอบบ่าย


แพทจัดการติดต่อช่างภาพไว้ให้เสร็จสรรพโดยมีการส่งรูปผลงานก่อนๆของตากล้องมาให้ผมได้การันตี ถูกใจก็ตรงที่เขาจะใช้ทั้งกล้องดิจิตอลและกล้องฟิล์ม


สิ่งที่คนหลายกลุ่มทำกันคือการถ่ายรูปรับปริญญาก่อนวันรับจริง ไม่ใช่แค่วันสองวันแต่อาจเป็นเดือน นั่นเป็นเพราะอยากหลีกหนีความวุ่นวายและหลีกเลี่ยงการเจอแบคกราวน์ที่มีความเสี่ยงจะติดคนอื่นสูง


แน่นอนพวกผมเองก็คิดจะทำแบบนั้นเช่นกัน
และผมว่าแบมแบมกับเพื่อนคงจะไปถ่ายก่อนพวกผมเสียอีก


คิดเรื่อยเปื่อยก็นั่งมาถึงหอพักสีขาวตึกเดิมที่อยู่มาจนเกินสี่ปี อาจจะถึงเวลาต้องย้ายแล้วล่ะมั้ง
แต่ไม่เป็นไร ค่อยๆไป ไม่ต้องรีบก็ได้


"อ้าวมาร์ค ไปไหนมาวะ"


เชอร์วินผู้หอบหิ้วถุงขนมเซเว่นไว้เต็มไม้เต็มมือเอ่ยถามเมื่อพบกับผมตรงทางเข้าหอ


ด้วยความง่วงผมจึงไม่ตอบอะไรและเลือกจะชี้ไปที่กล้องฟิล์มบนคอเป็นคำตอบ เพื่อนผู้เข้าใจอะไรง่ายดีพยักหน้าและร้องอ้อพร้อมกับกดเลขชั้นบนแผงควบคุมลิฟต์พร้อมขยับปากพูดบางอย่างต่ออีกหน่อย


ผมไม่ได้สนใจว่าเชอร์วินจะกดโทรศัพท์หาใครหรือกำลังพิมพ์ไลน์คุยกับใครเป็นพิเศษถึงทำให้เจ้าตัวดูลนลานพิกล ตอนนี้ผมง่วง และหนังตาอันหนักอึ้งเป็นสิ่งเดียวที่รู้สึกได้ชัดเจนที่สุด


เมื่อถึงชั้นที่ควรจอดลิฟต์ก็หยุดลง ประตูเหล็กเปิดออกพร้อมขาของผมก้าวเดินช้าๆอย่างไร้แรงไปที่บานประตูหมายเลขคุ้นเคย ควานหากุญแจในกระเป๋าย่ามขนาดใหญ่กว่าเอสี่นิดหน่อยซึ่งเปลี่ยนจากสีขาวสะอาดเป็นเริ่มเทาเหลืองๆเพราะลืมซักมานานพอสมควร

ในที่สุดเท้าก็แตะพื้นเดิมที่เหยียบมาสี่ปีกว่า ตาที่หลับอยู่ไม่ส่งผลเสียกับการเดินในห้องแม้เพียงนิดเดียวเนื่องจากวันนั้นผมเก็บข้าวของไม่ได้ใช้โละออกไปเยอะมาก และผมเองก็จำจุดวางเฟอร์นิเจอร์ของห้องได้ขึ้นใจ (ถึงบางทีเวลาเมาก็มีชนกันบ้าง)


แต่วันนี้เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในห้อง เดินไปชนวัตถุบางอย่างซึ่งรู้สึกได้ว่ามันเบามากๆ และเหมือนกำลังลอยอยู่

อะไร...
ลูกโป่ง?

กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของลูกโป่งทำให้ผมลืมตาขึ้นมาเพื่อพบกับห้องที่ไม่เปลี่ยนไปเว้นก็แต่จะมีลูกโป่งสามลูกลอยอยู่หน้าผมนี่แหละ

"สุขสันต์นะสุขสันต์"


เสียงคุ้นเคยขั้นสูงสุดดังขึ้นหลังลูกโป่งทำให้ต้องเอียงคอไปดูเจ้าของเสียงเสียหน่อย


"ไงมาไง"


ผมหัวเราะกับการเซอร์ไพรส์ที่ไม่เหมือนเซอร์ไพรส์เท่าไหร่ของแบมแบม ในมือไม่ได้ถือเค้กพร้อมเป่าเทียน ไม่ได้มีปาร์ตี้ในห้อง ไม่ได้เตรียมตัวจัดมาอย่างเต็ม


แต่มันก็น่ารักดีที่มีคนมาอวยพรวันเกิด


"เฮ้ยเดี๋ยวๆ มีเค้กนะมีเค้ก"


ผมเลิกคิ้วกับคำพูดของอีกฝ่าย จนกระทั่งแบมแบมเปิดไมโครเวฟแล้วนำบราวนี่ช็อกโกแลตสีเข้มปักเทียนหนึ่งเล่มออกมา


"เป่าเลยได้มั้ย"


จริงๆก็ไม่รู้จะถามทำไมในเมื่อถามเสร็จก็ไม่ได้รอคำตอบและจัดการเป่ามันเสียเลบ


"ไม่อธิษฐานหรอ เห็นเขาชอบทำกันในหนัง"


เดาว่าแบมแบมเองก็ไม่ฉลองวันเกิดเช่นกัน


"ไม่อะ อยากกินละ ง่วงด้วย กินนะๆ"


ไม่แม้แต่เดินไปหยิบส้อมกินขนม ผมบิบราวนี่เข้าปากด้วยมือ และเอาบางส่วนป้อนคนตัวเล็กเช่นกัน


"อร่อยดี"


แบมแบมว่าพลางยิ้มแก้มตูม ผมรู้สึกเหมือนวันนี้วันเกิดเขามากกว่าวันเกิดผมเลย


พูดก็พูดเถอะว่าจริงๆลืมว่าวันนี้วันเกิดไปแล้ว


"รู้ได้ไงว่าชอบขมๆ ซื้อไหนอะ"


กินไปพลางพูดไป ร่างกายเหมือนจะตื่นขึ้นหน่อยแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความง่วงหายไปเลย


"ทำเอง เออพวกแพทบอกชวนไปผับเลี้ยงวันเกิด"


เสียงหวานติดแหบกล่าวนิ่งๆก่อนจะนำกระดาษห่อบราวนี่ไปทิ้งขยะข้างซิงค์ล้างจาน


แล้วแพทมันเจอแบมแบมได้ไง...

"ง่วงอะ"

"ตอนเข้ามาห้องมาร์คละแพทมาเคาะ เลยเปิดประตูไปคุยกันน่ะ แต่ง่วงเหมือนกัน ไม่ไปหรอ"


เมื่อความสงสัยของผมกระจ่างขึ้นก็พร้อมทิ้งกายหยาบลงบนเตียงโดยพึ่งแรงโน้มถ่วงของโลก ผมบิดขี้เกียจในผ้าห่มนิดหน่อยพอเป็นพิธีก่อนจะดึงมือแบมแบมที่นั่งเหยียดขาหลังพิงหัวเตียงมือถือหนังสือเล่มเล็กให้มือนึงที่ว่างของเขาจับกันไว้


อาจเพราะผมเป็นคนตัวอุ่นที่ชอบอากาศหนาว
และแบมแบมเป็นคนตัวเย็น
อุณหภูมิเลยถูกเฉลี่ยจนพอดีกับใจ


แบมแบมขำเล็กน้อยแบบที่ผมเองก็ไม่รู้สาเหตุก่อนมือเล็กอีกข้างจะวางหนังสือลง ร่างบางร่นตัวเขยิบลงมานอนหงายให้ศีรษะทุยแตะหมอน


"ไม่ไป จะนอน"


ผมตอบสั้นๆและปิดเปลือกตาลงอย่างจริงจังในที่สุด แต่แล้วริมฝีปากก็รู้สึกถึงสัมผัสนุ่มหยุ่นของวัตถุบางอย่างที่น่าจะทำด้วยส่วนประกอบเดียวกัน


ผมไม่ได้ลืมตาแม้ปากจะขยับยกยิ้ม ในหัวสามารถจินตนาการภาพของคนข้างกายที่กำลังหลับตายิ้มเช่นเดียวกันได้ชัดเจน


"สุขสันต์นะสุขสันต์"


ผมไม่รู้ว่านี่นับเป็นการอวยพรวันเกิดหรือไม่ ไม่รู้ว่าจริงๆความหมายเป๊ะๆของประโยคคืออะไร รู้แค่ว่าผมเข้าใจในความรู้สึกผ่านทางเสียงของแบมแบม


ผมไม่ฉลองวันเกิด ไม่จริงจังกับการนับวันรอวันที่จะแก่ขึ้นไปอีกหนึ่งปี ไม่ซีเรียสกับการได้ของขวัญหรือคำอวยพรจากคนรอบข้างอย่างครอบครัวเพื่อนหรือแฟน


แต่มือที่จับ ปากที่สัมผัส กับเสียงที่ได้ยินจากคนข้างๆ
ณ วันนี้ ตอนนี้ เวลานี้



ความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่เลวเลย


*


ในที่สุดวันถ่ายรูปรับปริญญาก็มาถึง แน่นอนผมคงจะไม่เล่าเกี่ยวกับวันรับจริงเพราะมันน่าจะวุ่นวายจนอ่อนเพลียใจระดับสิบ


แต่ก็นั่นแหละครับ การถ่ายรูปในวันที่คนไม่เยอะดีเสมอไม่ว่าจะเป็นผู้ถือกล้องหรือผู้อยู่หลังเลนส์กล้อง


วันนี้ผมกับเพื่อนมาที่คณะเป็นที่แรก จริงๆในใจอยากจะแบกชุดครุยไปถ่ายที่ทะเลให้มันรู้แล้วรู้รอด น่าจะแสงสวยอากาศดีได้รูปใส่กรอบให้แม่ได้สบาย


"แบมๆ มานี่ๆ"


เพื่อนชายและหญิงคณะเดียวกันกวักมือเรียกหยอยๆอยู่หน้าคณะซึ่งมี exterior เป็นผนังสีขาวสะอาดตา พี่ช่างภาพของพวกผมชี้มือให้เรียงแถวหน้ากระดาน


แสงที่แยงเข้าตาเป็นเหตุให้ผมต้องหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยและคาดว่ารูปของผมในกล้องของพี่ช่างภาพน่าจะตลกอยู่เยอะพอสมควร


ผมและเพื่อนๆกอดคอกันถ่ายรูปบ้าง ทำท่าทำทางบ้าง แต่ส่วนมากเราแค่ยืนอยู่เฉยๆดังคนไม่เคยเป็นนายแบบนางแบบถ่ายรูป ผมรู้ว่าต้องทำยังไงให้ภาพออกมาดูดี แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้หน้าตาตัวเองออกมาดูดี (ในกรณีที่หน้าตาดีอยู่แล้วก็คงไม่เป็นปัญหา)


ถ่ายไปถ่ายมาซักพักพี่ช่างภาพจึงตัดสินใจตัดเข้าเบรคดื่มน้ำกินขนมด้วยความร้อนแบบซิกเนเจอร์ของประเทศบ้านเรา ยิ่งตัวกรุงเทพด้วยแล้ว ถึงจะขึ้นชื่อว่าฤดูหนาวก็ยังร้อนอยู่ดีแหละเนอะ


"อ้าวมึง นั่นถาปัตย์ปะ"


เพื่อนผู้หญิงฝั่งตรงข้ามของโต๊ะเอ่ยขึ้นเมื่อมีกลุ่มคนเดินเข้ามาในโรงอาหารคณะบ้านใกล้เรือนเคียงที่แทบจะกลายเป็นโรงอาหารรวม เธอคงจะสังเกตุจากแถบสีบนชุดครุยที่บอกได้ว่าเราอยู่คณะอะไรกันบ้าง


ผมมองเห็นผู้ร่วมเดินทางส่วนตัวจากระยะไม่ใกล้ไม่ไกล มาร์คยกมือขึ้นระดับใบหน้าเป็นเชิงทักทาย


"เดี๋ยวๆ รู้จักกันหรอวะ"


เพื่อนอีกคนส่งเสียงทักขึ้นมาแล้วมองผมสลับกับโต๊ะของมาร์คอย่างอยากรู้อยากเห็น


"อืม เพื่อนร่วมเดินทาง"


ตอบไปแค่นั้นแต่ก็พอจะรู้ว่าเพื่อนๆทั้งโต๊ะเข้าใจดิบดี ผมมักจะมีคำพูดแปลกๆ แต่มันจะกลายเป็นธรรมดาเมื่ออยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท


เหมือนพูดภาษาเดียวกันล่ะมั้งครับ


"ไปชวนมาถ่ายด้วยกันสิ"


พี่ช่างภาพพูดขึ้นหลังจากดูดน้ำมะพร้าวเย็นหมดแก้วใหญ่ราคาสิบสองบาท ทุกคนพยักเพยิดให้ผมเดินไปหามาร์คด้วยสายตากรุ้มกริ่ม


ก็ไม่ได้เขินอะไร ว่าจะชวนอยู่แล้วแหละ


"ไปถ่ายด้วยกันซักม้วนไหม"


เอ่ยถามพร้อมเกาจมูกน้อยๆ รู้สึกอาจจะไม่สบายเร็วๆนี้เพราะแดดแรงและร้อนมากจริงๆ
มาร์คเงยหน้าขึ้นมามองผมก่อนจะยิ้มและหันไปคุยกับพวกแอนดริว เขาหันกลับมาอีกรอบพร้อมมือโอเคแถมพยักหน้าอีกครั้งนึง


"พี่เขามีถ่ายฟิล์มด้วยนะ"


"ฟิล์มไร"


คงมีแต่พวกผมที่ถามอะไรแบบนี้ล่ะมั้ง


"ฟูจิ C200"


มาร์คดูจะชอบใจกับการที่ช่างภาพของเขาใช้ฟิล์มม้วนนี้ ผมคิดไว้ไม่ผิดว่าเขาชอบภาพโทนเย็นมากกว่า แม้ C200 จะติดอันเดอร์โทนแดงมานิดนึงแต่ก็เย็นกว่าโทนเหลืองส้มของโคดักเยอะ


เราประมาณสิบสองคนพร้อมช่างกล้องอีกสองหน่วยเดินออกจากโรงอาหารมุ่งหน้าไปยังสนามหญ้าเพื่อจะเก็บรูปรวมแบบมุมไวด์ให้ครบจำนวนคนถึงแม้บางคนจะเพิ่งรู้จักกันก็ตาม


ถ่ายไปถ่ายมาก็ถึงเวลาเคาท์ดาวน์ห้ารูปสุดท้าย บางคนก็กระจายตัวไปถ่ายกับกล้องดิจิตอล กับมือถือ เซลฟี่ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คบ้างไรบ้าง เห็นแบบนี้บางทีพวกผมก็ตามกระแสนะ ถึงจะไม่ตลอดก็เถอะ


ผมยืนข้างมาร์คใต้เงาใบไม้และแสงแดดอุ่นซึ่งรอดเข้ามาผ่านวัตถุธรรมชาติ ลมพัดเบาๆให้เสียงชัตเตอร์แบบแมนวลเข้ากระทบกับแก้วหู


แปลกดีเหมือนกันเวลาได้ยินเสียงจากระยะที่ไกลขึ้น
ปกติพวกผมเป็นผู้อยู่หลังกล้อง วันนี้ได้อยู่ในเฟรม


ปกติเป็นคนกะแสงและการจัดวาง
วันนี้ต้องเชื่อใจให้คนอื่นทำแบบนั้น


เพราะมันไม่ได้มีแค่เราบนโลกใบนี้
ไม่ได้มีแค่เพียงผม ไม่ได้มีเพียงเขา
เราอยู่ไม่ได้หากไม่มีโลก
แต่กลับกัน โลกหมุนไปได้โดยไม่มีเรา


ผมคิดว่ามาร์คและผมได้เรียนรู้การอยู่กับทั้งตนเองและกับผู้อื่น ได้รู้ว่าการมีฟองสบู่ของตัวเองนั้นบางที่ก็ไม่ควรจะยืดออกให้กว้างเพื่อจะรับอีกคนเข้ามา แต่เราสามารถทำให้ฟองสบู่ส่วนตัวของเรามา intersect กันได้โดยที่มันไม่แตก


ได้เรียนว่าสีน้ำนั้นข้นไปจะแห้งและไม่ไหลลื่น
แต่หากใส่น้ำเยอะ ทำให้จางเกินไป ก็จะเกิดเป็นคลื่นและการเปื่อยยุ่ยของกระดาษ


ผมหันหน้าไปมองโปรไฟล์ด้านข้างของอีกคน
สันจมูกโด่งรับกับแสงและเงาไม้ ดวงตาเรียวสะท้อนภาพของต้นไม้สีเขียวคละกับตึกเรียนอย่างลงตัว


ผมหยิบกล้องฟิล์มที่ถึงจะไม่ได้ใช้ก็คล้องคอทับเสื้อครุยไว้ขึ้นมา ส่องมองจากเลนส์ไปยังคนข้างๆอย่างไม่ได้สนใจว่าจะมีช่างภาพถ่ายรูปของเราอยู่

บางครั้งผมอยากจะแค่สนใจเพียงตัวเอง
บางคราผมอยากจะแค่สนใจเพียงเขา


แต่หลายครั้งผมสนใจในความเป็นไปของเรา

มาร์คหันสี่สิบห้าองศามาสบตากับผมเล็กน้อย เขี้ยวขาวปรากฎขึ้นเมื่อเขายิ้มกว้างจนเห็นเหงือก ผมขำเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องเล่าที่เขาบอกเคยถูกเพื่อนตั้งชื่อเล่นสมัยเด็กว่าไอ้เหงือก


ผมกดชัตเตอร์สุดท้ายของฟิล์มสีฟูจิ C200 ซึ่งก็ไม่รู้ว่ารูปจะออกมาเป็นแบบไหนและแสงจะผ่านหรือไม่




แชะ แชะ แชะ

และผมได้ยินเสียงชัตเตอร์สามครั้งของพี่ช่างภาพ


ครั้งที่หนึ่ง... ผมถือกล้อง มาร์คมองตรง
ครั้งที่สอง... ผมยังคงถือกล้อง แต่มาร์คหันมา
ครั้งสุดท้าย... ผมลดกล้องลง มาร์คยังคงหันมาทางผม แน่นอนมันเป็นภาพสุดท้ายแห่งรอยยิ้ม


ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ไม่ว่าหลังวันนี้ ผ่านเวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีไป
ไม่ว่าความไม่แน่นอนจะมากขึ้นหรือลดลง

รูปสามรูปนั้นคงยังอยู่ในกรอบรูปบนโต๊ะ

ไม่ว่าผมจะลองวาดมันเป็นสีน้ำ
สีน้ำมัน หรือลายเส้นดินสอขาวดำ


ไม่ว่าจะผ่านเรื่องราวมากมายของรั้วมหาลัย
หรือการเดินทางนับสิบร้อยครั้ง
บนเส้นทางและความรู้สึกที่ยากจะซ้ำกัน

รูปสามรูปนั้นก็คงยังอยู่ในกรอบรูปบนโต๊ะ

เพราะมันคือความแน่นอนบนความไม่แน่นอน
เหมือนอุโมงค์น้ำในอควาเรี่ยม
ไร้ซึ่งความแน่นอนว่าเมื่อไหร่สัตว์ใต้น้ำชนิดไหนจะว่ายมาให้ได้เงยและหันคอรับชมกัน
แต่สิ่งที่จะเกิดอย่างแน่นอนคือพวกมันจะว่ายมา

เหมือนปลากระเบนในวันนั้น
เหมือนแบตเตอรี่สำรองที่ผมให้เขายืม
เหมือนรูปที่ผลัดกันถ่ายตอนไปเสม็ด
เหมือนทริปเชียงใหม่ที่ปุบปับ
เหมือนทะเลหมอกและฟ้าฝนของสี่ฤดู

ณ เวลานี้ที่มีให้กันในยังไม่หายไป
ไอ่อุ่นจากมือคู่นี้ก็ยังคงอยู่






และแน่นอน...
เช่นเดียวกับความรักอันไม่แน่นอน.

[end]