Saturday, 5 September 2015

#ฟิคง่วง 00





ความทรงจำสุดตอนนั้นคือการยืนโหนที่จับบนรถไฟฟ้าบีทีเอสแอร์เย็นฉ่ำท่ามกลางคนไม่หนาแน่นมากนักเพราะไม่ใช่เวลาไพรม์ไทม์ของวัน 

จากนั้นภาพที่เห็นคือมุมมองโล่งๆสีดำ
และนี่คือตัวอย่างของการวาร์ปในที่สาธารณะ




อีกครั้งคือการนั่งทำงานอยู่ในร้านกาแฟโล่งๆในวันธรรมดา เสียงเพลงบรรเลงคลอไปตามจังหวะของเครื่องบดกาแฟและกลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติละมุนซึ่งทิ้งความขมไว้ในคอ


จากนั้นภาพที่เห็นคือมุมมองโล่งๆสีดำ
หัวฟุบลงบนแป้นแล็ปท็อปยี่ห้อดังกระทันหัน

นี่เรียกว่าการวาร์ประหว่างทำงาน






*





ผมเป็นโรค narcolepsy




คนส่วนมากคิดว่ามันเป็นแค่อาการง่วงนอนอย่างหนักหน่วงในช่วงกลางวัน 
คนส่วนใหญ่บอกว่าผมแค่ขี้เกียจ 
แต่โรคนี้ยังหาสาเหตุไม่ได้ จริงๆทางการแพทย์บอกว่าน่าจะเกี่ยวกับกรรมพันธุ์หรือ genes อะไรพวกนั้น

แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับเพราะไม่ได้เรียนสายวิทย์มา เคยไปหาหมอ หมอเขาก็บอกว่ามันยังไม่อันตรายและอาจจะหายไปเองเมื่ออายุเกิน 27

คือตอนนี้ 25 แล้ว
เบญจเพศพอดี (ไม่รู้เกี่ยวไหม)

ผมเป็นโรคง่วง (เรียกสั้นๆแบบนี้ละกัน) มาได้ปีครึ่งแล้ว แรกๆที่ทำงานในออฟฟิศมีปัญหามากมายมหาศาลเพราะความง่วงของผมควบคุมและต่อต้านไม่ได้ มันไม่ใช่ง่วงแค่เพราะง่วง มันคือง่วงเพราะเป็นโรค

การทำงานในออฟฟิศแบบมีสังกัดมีลูกน้องและมีเจ้านายนั้นยากเหลือเกิน ผมจะต้องเข้างานตรงเวลาและมีตารางส่งงานภายในวันนั้นซึ่งไม่สามารถเลื่อนได้ ฉะนั้นการง่วงเท่ากับโดนไล่ออกในที่สุด


ก็นะ… นอนในที่ทำงานใครๆก็ไล่ออกแหละ
ไม่ขัดการกระทำของบอสหรอกครับ


ตอนนี้ผมเลยออกมาเป็นฟรีแลนซ์ทำดีไซน์เครื่องประดับ หรือ jewellery designer นั่นเอง
เพราะเรียนจบด้านนี้มาและคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรที่ดีกว่าสิ่งที่หมกมุ่นกับมันมาทั้งชีวิต 
งานสายนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร หนักหน่อยตรงทำเรื่องเสปคและดีไซน์ให้ออกมาถูกใจลูกค้า ก็เหมือนงานอย่างอื่นล่ะมั้งครับ ที่ต้องแก้จนกว่าอีกฝ่ายจะพอใจ เผลอๆไม่พอใจเลิกสั่งขึ้นมาก็มี

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่หอบสัมภาระโน๊ตบุ๊คสมุดเสก็ตช์สีไม้สีน้ำดินสอ รวมไปถึงผ้าห่มผืนเล็ก มาทำงานในร้านกาแฟร้านประจำ 
ร้านนี้ถึงจะไม่ใกล้ที่พักอาศัยของผมมากนัก แต่บรรยากาศร้านน่าถูกใจและทำให้ติดใจต่างจากร้านอื่นๆที่เคยนั่งมา ภายในร้านมีเคาท์เตอร์สูงรอบสี่ด้านและเก้าอี้สูงให้ได้นั่งกัน ตรงกลางก็เป็นชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สีอ่อนเหมือนร้านกาแฟทั่วไป

แต่จุดเด่นอยู่ตรงสวนหย่อมโล่งๆหลังร้าน

ผมจะออกไปนั่งส่วนที่ติดกับสวนเสมอ โชคดีเหลือเกินที่ทางร้านติดแอร์ไว้ผมเลยไม่ต้องนั่งปาดเหงื่อเวลาทำงาน 

โปรเจคที่ต้องส่งวันนี้เย็นนั้นอยู่ภายใต้คอนเซปงานแต่งงาน แน่นอนมีจิวเวอรี่หลักคือแหวนแต่งงาน เสริมด้วยสร้อยคอ กำไล และต่างหู 
วัสดุทั่วไปที่คนนิยมใช้และซื้อกันก็มีทอง เงิน ทองคำขาว pink gold เพชรพลอยสีขาวหรือสีอื่นตามใจลูกค้า และในเคสแปลกหน่อยคือมุก

เคสนี้ที่รับมาก็ใช้วัสดุปกติธรรมดา เป็นทองคำขาวประดับด้วยเพชรน้ำดีบนตัวแหวน จี้สร้อยคอรูปเซ็ทหยดน้ำไม่ใหญ่จนเกินไป บวกกับต่างหูทรงยาวประดับเพชรเม็ดเล็กตามตัวทองคำขาวรูปทรงไม่หวือหวา 

รวมๆแล้วก็เป็นเครื่องประดับงานแต่งงานอีกชุดที่น่าจะหาได้ตามร้านทั่วไป

ผมนั่งกดเม้าส์จับเม้าส์ปากกาอิงตามรูปเสก็ตช์ของตัวเองและเสปคที่ลูกค้าส่งมาให้อยู่ชั่วโมงกว่าๆ เซนส์ของผมก็บอกว่าบางอย่างกำลังคลืบคลานเข้ามา


ผมว่าโรคง่วงกำลังจะ activate


คิดได้เท่านั้นมือก็เริ่มขยับไวขึ้นเพื่อจะได้ทำแบบเสร็จไปสามส่วนสี่ พักง่วง แล้วค่อยตื่นมาทำต่ออย่างตรงเวลา ผมกดตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือแล้วเสียบหูฟังเพื่อทำการรับรองว่าตัวเองจะตื่นขึ้นมาในเวลาที่กำหนด (ซึ่งก็คือหนึ่งชั่วโมง)


แล้วภาพก็ตัดไป



*



สวัสดีครับ ผมชื่อแบมแบม

เวลาพักเที่ยงของวันธรรมดามนุษย์อาชีพออร์กาไนเซอร์อย่างผมไม่เคยกินข้าวตรงเวลา ยิ่งช่วงนี้เข้าช่วงเทศกาลแล้วด้วยนั้น คนก็แห่กันเปิดบูธ เปิดตัวร้านค้า เปิดตัวนู่นนี่นั่น แม้กระทั่งเปิดตัวห้างใหญ่

แน่นอนรายได้ช่วงนี้ดีมากๆ
แต่ก็แลกมาด้วยการเหนื่อยมากๆเช่นกัน

เออแต่ผมก็กำลังจะจัดงานใหญ่ของตัวเองนะ

ผมเดินเข้าร้านกาแฟแถวออฟฟิศเพื่อจะซื้อครัวซองค์และเครื่องดื่ม เป็นอาหารที่ผมทานปกติในพักเที่ยง
สายตามองแสกนหาที่นั่งก็ต้องพบว่าเหลือน้อยมาก จะมีก็แต่ที่นั่งเกือบสุดหลังร้านที่เหมือนจะมีคนนั่งอยู่แค่คนเดียว


อ้าว เขาหลับอยู่แหละ


ไม่เป็นไรหรอกเนอะ ขอใช้โต๊ะด้วยนิดเดียวเอง
แต่แปลกจัง หลับไปทั้งๆที่ไม่ได้ปิดคอมเนี่ย สงสัยงานจะหนัก ผมขอแอบดูนิดนึงละกัน

ผมชะงักกับสิ่งที่เห็น เครื่องประดับชิ้นเล็กถูกซูมเข้าให้เห็นรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ดูท่าคนที่หลับอยู่นี่จะเป็นดีไซเนอร์สินะ 


ว่าแล้วสมองและหัวใจก็สั่งให้ผมนั่งรอ
รอทำไมน่ะหรอครับ





ผมอยากจ้างเขาดีไซน์แหวนแต่งงานของผมน่ะ