Friday, 31 July 2015

#ฟิคปลากระเบน 10


https://www.youtube.com/watch?v=Hv9rf0yfDys
Love Like This (acoustic) - Kodaline 




*





วันไหนที่ใจควรจะหยุดพัก
วันไหนที่รักควรจะจางหาย
วันใดความคิดถึงควรผ่อนคลาย


วันที่ใจ ฝนตกหนัก ตามนาฬิกา







*




ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเมฆครึ้ม ฝนปรอย หรือลมเอื่อยๆที่เข้ามาแทรกกลาง


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงเพลงเศร้าเคล้าไอร้อนซึ่งเริ่มจะปะปนมากับแสงอาทิตย์


ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
แต่ที่แน่ๆ


รู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่เสียเท่าไหร่


ผมนั่งขดตัวอยู่ตรงพื้นห้อง หลังงอพิงโซฟาผ้าสีดำอ่านหนังสือบนตัก ทั้งๆที่ตัวอักษรไม่ได้เมคเซนส์อะไรเลย


เพราะตอนนี้หูกำลังฟังเพลงอยู่


ผมเป็นอีกคนที่ไม่สามารถทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกันได้ ตอนเรียนม.ปลายครูวิชาชีวะวิทยาบอกว่าเพราะผู้ชายไม่มีจุดนึงที่เชื่อมต่อระหว่างอะไรซักอย่างในสมอง ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ รู้แต่ว่าในสมองที่กำลังถูกกล่าวถึงบอกว่ามันไม่น่าจริง

แล้วก็คิดได้ว่าทำไมคนเราบางทีถึงเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง บางทีทำไมจึงฟังเพียงลมแผ่วๆของเสียงพูด

ทำไมถึงอยากเชื่อความรู้สึกที่เกิดจากผู้อื่น
มากกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากตัวเอง

ผมเหลือบตามองมาร์คซึ่งกำลังเช็ดผมพร้อมกับกดแล็ปท็อปทำงานไปด้วยอยู่บนเคาน์เตอร์ทานเข้าของห้องครัว มือหนาถือแกว้เซรามิคสีดำด้านบรรจุกาแฟร้อนหอมกรุ่นไว้อย่างเคย

ผมมาอยู่ลอนดอนได้ซักพัก เพราะทางมหาลัยมีเวิร์คช็อปพิเศษสำหรับนักเรียนสัญชาติอเมริกันเท่านั้น และที่ทำงานก็ให้หยุดเพราะเหลือแค่ไม่กี่คนที่เป็นชาวต่างชาติในสาขาของผม



ปึบ


เสียงพับหน้าจอดังขึ้นตามมาด้วยเสียงแกร๊งของช้อนแสตนเลสสีเงินที่กระทบกับอ่างล้างจาน อีกไม่นานเจ้าของห้องก็ก้าวออกมาพร้อมเปิดตู้หยิบคาร์ดิเกนโอเวอรไซส์สีเทาเข้มใส่ทับเสื้อเชิ้ตสีดำพอดีตัว



ร่างสูงเดินเลี้ยวเข้าห้องนอนไม่นานจึงเดินออกมาใหม่ บนบ่ามีเป้ใบเดิมที่ผมเคยเห็นเขาใช้บ่อยๆ มาร์คเดินวนมาหยิบขนมปังปิ้งที่เพิ่งเด้งออกจากตัวเครื่องมากัดไว้ เขามองหน้าผมและยกมือต่ำสงสัญญาณให้รู้ว่ากำลังจะออกไปเรียน



ผมพยักเพยิดไปตามนั้นแล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ
สิ่งที่ไม่คาดคิดคือความเหงาที่แทรกเข้ามาในเศษเสี้ยวของความรู้สึก



ผมไม่ใช่คนขี้เหงาที่บอกว่าตัวเองไม่ขี้เหงา
ผมเป็นคนไม่ขี้เหงาที่ชอบอยู่คนเดียว


แต่ความเคยชินบางทีก็ทำร้ายกันได้





ความเคยชินที่จำเป็นจะต้องมีบางอย่าง บางสิ่งรวมไปถึงบางคนและบางสถานที่ที่เราเคยมี ไม่ปฏิเสธเลยว่าช่วงนี้รู้สึกได้ถึงการเล่นวนของความทรงจำที่ไม่จบไม่สิ้น

อะไรกันที่ทำให้รู้สึกตัวเองเปลี่ยนไป
บางทีเหมือนไม่ใช่ไม่ชอบ แต่แค่รู้สึกถูก invade
เหมือนเส้นที่ขีดไว้ถูกถูไปมาจนมองแทบไม่เห็น


แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเส้นนั้นเลือนลาง
หรือตาพร่ามัวจนมองว่าเส้นนั้นเลือนลางกันแน่

หรือจะเป็นอากาศของลอนดอนที่ค่อนข้างจะหม่นหมองแม้ย่างเข้าฤดูร้อนแล้วก็ตาม
หรือจะเป็นความคิดที่ว่าเวลาของมาร์คยังเดินต่อไปแต่เวลาของผมเหมือนหยุดลงแค่เพราะเขาต้องไปเรียนและผมต้องอยู่บ้าน


พอคิดมาถึงจุดนี้แล้วขาก็ลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผมออกไปเที่ยวก็ได้นี่นา



แต่งตัวเสร็จผมก็มาหยุดอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินของลอนดอน เป้าหมายคือสวนสาธารณะซึ่งไกลบ้านไปอีกหน่อย บนบ่ามีถุงผ้าสีขาวซึ่งเป็นภาชนะของผ้าพันคอผืนบาง หนังสืออ่านเล่น แผนที่ และกระเป๋าสตางค์


ก็ไม่รู้จะพกแผนที่ทำไม
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มกลัวการหลงทาง
หรือเป็นเพราะการหลงทางแบบไม่มีผู้ร่วมเดินทางเริ่มจะดูน่ากลัวขึ้นทุกวันกันแน่


สถานีใกล้บ้านผู้คนไม่หนาแน่นและขวักไขว้มากนัก หันซ้ายไปเจอชายอายุย่างเข้าวัยกลางคนใส่สูทผูกเนคไท ในมือมีกระเป๋าหนังทรงที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นนักธุรกิจเดินทางมาคุยงาน
หันขวาก็เจอผู้หญิงวัยรุ่นอายุประมาณผม ริมฝีปากของเธอถูกแต่งเติมด้วยสีดำรับกับใบหน้าขาวจัดจนเกือบซีดและผมสีแพลตินั่ม การแต่งตัวของเธอนับว่าเข้าหมวดหมู่ดาร์คพั้งค์ก็ว่าได้

จริงๆแล้วผมชอบในสังคมที่ค่อนข้างจะชีวิตใครชีวิตมันและไม่ก้าวก่ายยุ่มย่ามกับชีวิตของใคร

นักธุรกิจคนซ้ายอาจกำลังวิจารณ์การแต่งตัวของหญิงสาวด้านขวาอยู่ในหัวและนิ้วก็อาจกำลังพิมพ์ต่อว่าเธอเล็กน้อยที่ไม่แต่งตัว 'ธรรมดา' เช่นคนอื่น


แต่ผมว่าเหตุการณ์ที่กล่าวไปนั้นเป็นไปได้ยากมาก


นักธุรกิจวันกลางคนดูไม่สนใจว่าจะมีผมยืนอยู่หรือความจริงที่ว่าถัดไปมีหญิงสาวไสตล์พั้งค์ฟังเพลงร็อคแสนฮาร์ดคอร์ดังจนเศษเสียงกลองกระเด็นกระดอนออกมาจากใบหู
หญิงสาวเองก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะมองเธอเป็นอย่างไรแบบไหนหรือใครจะตัดสินเธอ


ผมชอบที่ต่างคนต่างอยู่
แม้ลึกๆจะอยากรู้ว่าอีกคนคิดอย่างไรก็ตาม


ใช้เวลาเดินทางสิบห้านาทีก็ถึงสถานีที่หมาย การก้าวลงจากรถครั้งนี้ไม่เจอผู้คนหนาแน่นมากนัก ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วงเวลานี้คนน่าจะอยู่ในออฟฟิศหรือกำลังเรียนหนังสือกัน
เดินต่อมาอีกก็ถึงสวนใหญ่ล้อมรั้วเหล็กดัดสีดำเงาไสตล์ยุโรป วันนี้มีเพียงแดดรำไรส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างปุยเมฆและเงาไม้

ผมจัดการเอาผ้าพันคอที่ไม่เคยเอาไว้ใช้พันคอมาปูลงบนพื้นหญ้าสีเขียว ตามด้วยการจัดแจงใช้กระเป๋าแทนหมอนแล้วล้มตัวลงนอน หูฟังเล่นเสียงเพลงแสนผ่อนคลายคล้ายจะติดทำนองของความเศร้าเล็กน้อย


อ่านหนังสือเล่มเดิมซักพักก็กลายเป็นว่าเอามันมาวางบนหน้าแล้วหลับตาเสียอย่างนั้น

ได้ยินเสียงรถบัสเทียบป้าย
เสียงนกร้องเบาๆ
เสียงใบไม้บนต้นกระทบกับสายลมแผ่ว
เสียงเพลงบางเบาก้องในหู
เสียงหัวใจที่ไม่รู้ว่าเต้นแบบนี้เรียกเป็นจังหวะแบบไหน

บางครั้งคนเราต้องการแค่ที่ๆจะหลับตาได้สนิท
แต่บางครั้งการหลับตาสนิทกลับทำให้นึกถึงเรื่องบางเรื่องที่อยากจะซ่อนไว้ในมุมมืดของหัวใจ

ผมเรียกตอนนี้ว่าเหงา
เป็นความเหงาที่เกิดจากการคิดถึงตัวเอง

เหมือนทำเศษเสี้ยวหล่นหายทีละนิด
พอมองกลับมาพบว่าหาไม่เจอ
เหมือนพลั้งตกลงไปในถังสี
พอลุกขึ้นมาส่องกระจกก็พลันจำตนเองไม่ได้

ผมเคยพูดเกี่ยวกับสีน้ำ
ตอนนี้ผมคิดว่ามันข้นไป
ผมเคยว่าไว้เกี่ยวกับรูรับแสงของกล้อง
ผมว่าตอนนี้มันกว้างและแสงใกล้จะสว่างไป

จนใกล้ไป
จนต้องย้อนกลับมาทบทวนว่าทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ได้






*





ผมเลือกที่จะกลับก่อนเวลาเร่งด่วนเพราะไม่ชอบการเบียดเสียดและเสียงที่ดัง สู้มานั่งขดตัวบนโซฟาในบ้านจิบชาร้อนแบบตอนนี้ดีกว่าเยอะ
เอื้อมมือไปเปิดเพลงผ่านลำโพงที่มาร์คอุตส่าห์แบกมาจากกรุงเทพ จริงๆก็ดูไม่จำเป็น แต่สำหรับพวกผมการมีเสียงเพลงออกจากลำโพงดีๆนั้นสำคัญมากนะ


พอเสียงดี เพลงเศร้าก็ยิ่งเศร้าจับใจ


Running through the heat heartbeat
You shine like silver in the sunlight
You light up my cold heart


มาร์คเคยบอกว่าสำหรับเขา ผมเป็นเหมือนแสงอุ่นของท้องทะเล ส่วนตัวเขาเป็นลมหนาวของภูเขา เราเจอกันในฤดูร้อน ลามไปจนถึงฤดูหนาว ลากยาวจนฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูฝนที่ไม่เคยผ่านเหมือนกำลังครึ้มเข้ามา
อากาศอบอ้าวเล็กน้อยพอใจหายใจติดขัดกว่าเก่า
สัมผัสเหนียวตัวทำให้ไม่อยากออกไปข้างนอก

ไม่อยากจะเผชิญอะไรต่อมิอะไรข้างนอกใจ
หรือแม้แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน

การเดินทางยังไม่สิ้นสุด แต่ซักวันขาสองข้างจะต้องหยุดก้าว มันคงมีวันที่อ่อนแรงและเหนื่อยล้า วันที่ต้องพัก พักใจให้กลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น

การตัดสินใจมาที่นี่ในเวลานี้ไม่ได้ผิดไปหมดเสียทีเดียว หากแต่ช่วงระยะที่เว้นมานั้นอาจจะสั้นเกินไป ตอนนี้จึงอยากจะเปลี่ยนเลนส์จากระยะใกล้เป็นระยะไกล

เพื่อให้มีแค่ตัวเราที่รู้ว่าต้องการจะโฟกัสอะไร

มือพลันหยิบกล้องฟิล์มตัวเก่งของมาร์คขึ้นมาเล่นเมื่อสายตาไล้ไปเจอ ผมมองกลไกของมันครู่หนึ่งแม้จะเคยชินกับทุกอย่างบนนั้นแล้วก็ตาม ขึ้นชัตเตอร์เสร็จสรรพก็มองผ่านเลนส์กล้องจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงไขกุญแจหน้าประตู

ผมยืนอยู่ตรงสุดทางเดินด้านใน
ส่วนเขาเพิ่งเข้ามาตรงสุดทางเดินด้านนอก

เราอยู่กันคนละฝั่ง
แต่พอมองผ่านเลนส์แล้วก็คิดได้ว่า


จริงๆเราอยู่กันคนละฝั่งมาตั้งแต่แรก

ผมสบตากับเขาซึ่งยืนนิ่งผ่านเลนส์กล้อง
ผมเห็นเขา มองเขานานจนเข้าใจว่าทำไมความรู้สึกของผมจึงแปรผันตามคนๆนี้จนผมหาตัวเองไม่เจอ



It feels right in the sun, the sun
We're running around and around
Like nothing else could matter in our life


เพราะมันมีความคิดที่ว่าแค่มีเราก็โอเค
เพราะผมพลั้งไปคิดถึงแต่เวลาที่ผมมีเขา
เพราะผมลืมอะไรบางอย่างที่เรียกว่าพื้นที่ส่วนตัวไป ทั้งๆที่ปกติผมเป็นคนขีดเส้นนั้นเองแท้ๆ


เขาไม่ได้บุกรุกเข้ามา เป็นผมเองที่หยิบยื่นฟองสบู่ พยายามจะขยายมันจนเกินขอบเขตของตัวเอง สุดท้ายพอเขามาได้กลับรู้สึกอึดอัดกว่าที่ควร



But wait, but wait, but wait
The sun will stop shining soon
And you'll be dark in my life
You'll be gone, it's as simple as a change of heart




ผมชอบเขานะ
มันคงเป็นความรัก


มาร์คไม่ได้พยายามครอบครองตัวผม
และเพราะแบบนั้น ไม่ว่าจะมีข้อแม้อะไร ก็ต้องยอมรีบว่าส่วนหนึ่งของใจมีคนตรงหน้านึ้ตลอดเวลา

แต่ผมว่าเราต่างอยู่ในฟองสบู่ของตนเองดีกว่าเยอะ
หากเพียงเราอยู่ในพื้นที่แคบด้วยกันไปเรื่อยอากาศจะไม่พอให้หายใจได้เต็มปอด
เราแค่ต้องแยกออกมา แค่ต้องมีส่วนที่ intersect กันเท่านั้นเอง ไม่ได้จำเป็นจะต้องครอบคลุมทั้งหมด



But I'm not gonna think about the future


แชะ



เพราะมันแปลกใหม่ที่ได้รู้สึกกับใครลึกลงไปสุดหัวใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก




A love like this won't last forever
I know that a love like this won't last forever



เราจะไม่คงอยู่ตลอดไปเช่นเดียวกับความรักและทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ ถึงวันเวลาอันควรก็ต้องลาจาก



But I, I don't really mind, I don't really mind at all




แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ
ไม่สำคัญเท่าคนที่อยู่ในเลนส์ ณ ปัจจุบัน


มาร์คยิ้มหลังเสียงชัตเตอร์และผมลดกล้องลงจากใบหน้า
เหมือนเขากำลังย้ำกับผมทางสายตาว่า

ตอนนี้ วันนี้ ณ ที่นี้ยังโอเค





เมื่อหาตัวเองเจอ
เมื่อค้นพบว่าจริงๆแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนไป
เมื่อตอนนี้ยังมีตัวผม ตัวเขา และเราในที่ของตัวเอง
เมื่อวันนี้ยังคงไม่สิ้นสุด ก็อยากจะเลือกอยู่กับมัน








แล้วไว้ตอนห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีค่อยนึกถึงวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน



Wednesday, 29 July 2015

#ฟิคปลากระเบน 09



ผมกลับไทยมาได้หนึ่งอาทิตย์เต็ม อาการ jetlag ดูจะไม่ยอมจากไปง่ายๆ แต่ข้อดีของการมีประสบการณ์อดนอนบ่อยครั้งทำให้ผมค่อนข้างชินเวลารู้สึกง่วงในตอนกลางวัน

แต่ความชีวิตดีในอเมริกาก็ถูกคิดถึงเป็นครั้งเป็นคราวไป ผมพยายามไม่เอาส่วนต่างๆของแต่ละที่มาเปรียบเทียบกัน มันอาจจะมีดีคนละแบบ แต่ก็นั่นแหละครับ บางทีก็หลีกเลี่ยงให้คิดไม่ได้

อีกหนึ่งอาทิตย์จะเปิดเทอม ฉะนั้นผมเลยใช้เวลาส่วนมากกับการนอนอยู่ในห้องเฉยๆ ความขี้เกียจมันมีมากกว่าที่คิดเยอะทีเดียว

ตอนไปอยู่กับแบมแบมที่นิวยอร์คเป็นช่วงเกือบจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศของนิวยอร์คแปรปรวนมากถึงระดับสุดที่คนทั่วไปเรียกว่าอากาศไม่ดี ผมเฉยๆนะ คือไม่ได้ชอบแต่ก็ไม่ได้รังเกียจความแปรปรวน

ตอนนี้ก็นั่งอ่านหนังสือเล่มเดิมที่เคยนั่งอ่านเมื่อตอนนั้น วันนั้นจำได้ว่าผมกับแบมแบมเลือกที่จะนอนเล่นภายในห้อง มีเพียงกลิ่นกาแฟและอาหารง่ายๆที่เหลือจากเมื่อวันก่อน


ผมชอบที่ห้องของแบมแบมมีมุมอ่านหนังสือ


"ก็เลือกห้องนี้เพราะมุมตรงนี้แหละ" เขาเคยบอกผมไว้แบบนี้ มุมที่ว่านั้นเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก พอสำหรับนั่งตะแคงข้างชันเข่า แต่มันดีตรงตัวที่นั่งอยู่ชิดกับหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นวิวของถนนด้านล่าง ถึงแม้ไม่สวยตระการตาแต่ก็เพลิดเพลินดีทีเดียว


เรานั่งหันหน้าเข้าหากัน ต่างคนต่างมีหนังสืออยู่ในมือ ต่างคนต่างมีหูฟังเปิดเพลงไว้ แสงที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเวลาที่แปรเปลี่ยนของวัน เรานั่งกันอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ก็จำไม่ค่อยได้ ขาของผมและเขาจำเป็นจะต้องก่ายกันในระดับหนึ่งเพราะที่มีค่อนข้างน้อย



"แป๊บ เหน็บกิน"

เสียงหวานติดแหบของอีกฝ่ายดังขึ้นแล้วค่อยๆเอาขาข้างที่ถูกขาของผมทับอยู่ออกไปห้อยต่องแต่งแทน ใบหน้านิ่งในตอนแรกยู่ลงทันใดเมื่อรู้สึกถึงความชาของขา


ผมหัวเราะเบาๆแล้วเอื้อมไปนวดให้แบมแบม สงสารนิดหน่อยตรงที่คิดว่าขาของผมน่าจะหนักกว่าของเขา


จำได้ว่าผมไม่ได้เมื่อยอะไรมากมาย 
แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่เมื่อยเพราะไม่ได้ไปนึกถึงและจดจ่อกับการที่ขาข้างนึงโดนน้ำหนักของขาอีกคนทับหรือเปล่า


ว่าไปแล้วการที่เรารู้สึกถึงบางอย่างมากกว่าสิ่งอื่นอาจเป็นเพราะเราเลือกจะโฟกัสบางอย่างมากกว่าก็ได้


และเพราะเป็นแบบนั้นผมจึงจำได้ว่าหน้าที่ผมเปิดค้างไว้มีคำว่า

'Loving is nothing if loving is owning'





*





สองวันก่อนผมกลับแบมแบมพาไปทัวร์แกลเลอรี่ มีทั้งภาพถ่าย งาน installation งานปั้น งานวาด และอื่นๆอีกเยอะแยะมากมาย สำหรับผมแล้วต่างประเทศดีเพราะมีพิพิธภัณฑ์เยอะ ผมเป็นคนชอบเดินการแสดงงานอาร์ตหลายๆแบบ ผมใช้เวลาอยู่กับมันได้ทั้งวัน


เพราะมันคือสิ่งที่เราให้ความสนใจ
และมันคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันสะท้อนความเป็นตัวผมออกมาให้ผมเองได้เห็น


เหมือนจะเคยเรียนมาว่าแกลเลอรี่สุดท้ายที่ไปนั้นคือที่แรกซึ่งจัดงานนิทรรศการภาพถ่าย 291gallery ไม่ได้ใหญ่มาก ตอนผมไปคือมีงานอื่นนอกจากภาพถ่ายด้วย แบมแบมบอกว่ามันมีหลายภาพที่เขาชอบและอยากจะประมูลเก็บไว้ ติดเพียงแค่ของเก่าและดีจริงๆราคาเหยียบล้าน ก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย

ผมคิดว่าบางสิ่งก็ไม่จำเป็นต้องครอบครอง
เพราะบางอย่างไม่สมควรจะตกอยู่ในการปกครองของใครคนใดคนหนึ่ง แม้จะเป็นคนที่ดูเหมาะสมก็ตามที



ผมบอกกับแบมแบมว่าผม
"ชอบที่บางอย่างครอบครองตัวของมันเอง"



อาจจะเหมือนกับผมและเขาที่เราต่างเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของตัวเองเพราะเราไม่เคยคิดจะครอบครองกันและกัน






แบบนั้น เราจะมีค่าต่อตัวเราและต่อกันและกันเสมอ







*




ผ่านไปหนึ่งเทอมที่ไม่ได้เจอกัน ส่งโปสการ์ดบ้างแต่ต่างคนก็ต่างต้องใช้ชีวิตของตัวเอง เทคโนโลยีสามารถทำให้เราเห็นหน้ากันผ่านจอมือถือที่ใช้เฟสไทม์ได้บางครั้งบางคราว แต่ก็ไม่บ่อยเพราะเวลาต่างกันเป็นวัน 


โปสการ์ดไม่มีข้อความยืดเยื้อมากมาย มีเพียงการบอกเล่าว่าเราแต่ละคนทำอะไรบ้าง บางทีมีงานพิเศษเข้ามา หรือเทศกาลอะไรพิเศษๆหน่อย ข้อความก็จะยาวขึ้นตามนั้น 


ผมไม่น้อยใจที่เราไม่ได้คุยกันเลย
มันไม่ใช่เพราะผมมั่นคง หรือเขามั่นคงต่อความรัก
แต่อาจจะเป็นเพราะเราต่างก็ไม่ได้มีชีวิตเพื่อแสวงหาความรักจากใครคนอื่น 
เราไม่ได้มาเจอกันและคบกันจากความต้องการที่จะถูกรัก แต่เรามาเจอกันเพราะสิ่งที่เรารักซึ่งอยู่ในตัวเราเองนำเรามาเจอกัน



ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะต้องเดินออกจากเส้นทางนี้





บางทีที่นึกถึงเขาผมก็ยิ้ม
บางทีเมื่อคิดถึงเขาผมก็หลับตา


บางทีผมคิดว่าผมค่อนข้างเหงา
แต่ความเหงาทำให้ผมคิดถึงเขา
เพราะฉะนั้นผมเลยไม่คิดเกลียดความเหงา. 








*






จริงๆเวลาก็เดินเร็วกว่าที่คิดไว้
ผ่านไปไม่กี่อึดใจเดือนก็ผลัดกันหมุนเวียนเปลี่ยนมาเป็นเดือนสุดท้ายของปีอีกครั้ง

แน่นอนมันเคยช้าเพราะการนั่งรอคอย
และแน่นอนมันเร็วเสมอเมื่อสิ่งที่อยากจะเจอกำลังจะผ่านไป


ผมกลับมาบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกรอบเหตุจากประโยคง่ายๆของแม่ที่พูดว่า
"ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ"

จังหวัดเหนือเกือบสุดอย่างเชียงใหม่ก็ยังเหมือนเดิม อากาศสบายๆสำหรับคนชอบอุณหภูมิต่ำเช่นเคย ผู้คนจากเมืองกรุงยังคงมาเที่ยวหนาแน่นตามเคย


และที่คิดว่าค่อนข้างจะสำคัญคือ
ผมมากับคนๆเดิม.. เหมือนเคย


ต่างกันตรงที่คราวนี้ยูคยอมเพื่อนของผมและแอนดริวเพื่อนของมาร์คติดสอยห้อยตามมาด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้กลับบ้านเหมือนกัน และเหงาถ้าจะต้องอยู่หอคนเดียว


แม่ผมดูดีใจที่คนเต็มบ้าน แม่บอกว่าเหงาเพราะลูกลงไปอยู่กรุงเทพกันหมด โดยเฉพาะผมที่ไปนิวยอร์คและน้องสาวคนสุดท้องของบ้านไปแลกเปลี่ยนที่ชิคาโก 

เทศกาลปีใหม่ก็รื่นเริงตามปกติ บรรยากาศเย็นๆมากับเพลงคลอออกมาจากบ้านเรือน ที่นี่ไม่เน้นประดับด้วยสายรุ้งและป้ายอะไรเท่าไหร่ ดูแล้วก็สบายตาไปอีกแบบ

เมื่อแดดร่มลมตกเราจึงมุ่งหน้าออกจากบ้านไปยังถนนนิมมานเหมินทร์ ที่ๆทั้งคนกรุงทั้งคนเมืองมารวมตัวกันในร้านกาแฟร้านอาหารหรือแม้แต่ร้านหนังสืออารมณ์ผ่อนคลาย 

ผมค่อนข้างชอบไปนั่งร้านกาแฟ ถึงแม้ที่บ้านจะมีเครื่องบดกาแฟสดก็ตามที 

ผมชอบนั่งมองผู้คนที่มาพร้อมกับหูฟังและหนังสือหรือโทรศัพท์มือถือในมือ 

โลกของพวกเขาดูมีบางอย่างครอบคลุมตนเองอยู่ เหมือนฟองสบู่ พออยู่คนเดียวมันจะปรากฎขึ้น และพอเพื่อนของเขาหรือเธอมามันก็จะหายไป

มันน่าสนใจที่เรายอมสละฟองสบู่นั้นให้แตกเพื่อที่จะต้อนรับอีกคนเข้ามา 
มันน่าสนใจกว่าที่บางคนไม่ยอมทำเช่นนั้น
และน่าสนใจที่สุดเวลาคนหนึ่งคนสามารถขยายฟองสบู่ของตัวเองให้ใหญ่พอจะรองรับคนทั้งคู่หรือมากกว่านั้น

ผมว่ามันเหมือนระยะของเลนส์
จะเลือกเป็น macro ระยะใกล้ก็ได้โฟกัสที่ชัดเจนของสิ่งของหนึ่งสิ่งซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
เปลี่ยนเป็นเลนส์ระยะธรรมดาเท่าสายตาก็ได้มุมมองอีกแบบที่กว้างขึ้นหน่อย แต่ถ้าเป็นเลนส์ fixed ก็ต้องซูมแมนวลใช้ขาเดินเอา
แบบสุดท้ายคงเป็นเลนส์ wide ที่มีระยะไกล เห็นภาพรวมใหญ่ๆราวกับต้องการเก็บไว้ทั้งหมดในเฟรมเดียว


มันก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกหยิบแบบไหนออกมาใช้ในสถานการณ์ไหน



ไม่มีอะไรผิดหรือถูก
มันอยู่ที่ว่า ความทรงจำแบบไหนที่ต้องการจะเก็บไว้



ผมอาจจะใช้เลนส์ macro ระยะใกล้เวลาที่อยู่กับมาร์คแค่สองคน เวลาที่เราจับมือกัน หรือเวลาที่มีแค่เสียงของความคิด

ผมอาจจะเลือกเลนส์ระยะธรรมดา ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป ไม่ทำให้สายตาและสมองต้องประมวลผลแข่งกัน แต่มันก็ทำให้เห็นถึงความค่อนข้างจะเป็นจริง

สุดท้ายผมอาจจะหยิบเลนส์ wide ออกมาเมื่อต้องการจะบันทึกสิ่งหลายสิ่งพร้อมๆกัน ทั้งบาริสต้าที่ชงกาแฟอย่างมีความสุข ทั้งผู้หญิงคนนั้นที่นั่งอ่านหนังสือจนหลับ ทั้งยูคยอมและแอนดริวที่คุยกันถูกคอ หรือแม่กระทั่งมาร์คที่นั่งอยู่ริมขอบเฟรม



และผมที่เลือกจะกดชัตเตอร์






*






คืนวันที่ 31 ธันวาคมเรามาเดินกันที่ถนนคนเดินวัวลาย อากาศเย็นสบายใส่เสื้อกันหนาวแค่ชั้นเดียวก็อยู่ได้ แต่บางครั้งอาจจะแวะซื้อชาร้อนแถวร้านข้างทางจิบกันซักหน่อย 

โดยปกติแล้วทางเดินจะแบ่งเป็นสองฝั่งคือไปและกลับ ส่วนตรงกลางและอีกสองข้างริมสุดเป็นพื้นที่สำหรับขายของ จะมีบางวันเช่นวันนี้ที่มีคนมาแสดงดนตรีอยู่ตรงเกาะกลาง

คุณลุงอายุราวหกสิบปีสี่ห้าคนนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยพร้อมเครื่องดนตรีไทยในมือ เสียงเพลงทำนองเย็นๆของดนตรีพื้นบ้านเมืองล้านนาดังไม่ขาดสาย ที่สำคัญคือรอยยิ้มบนใบหน้าซึ่งแต่งแต้มไปด้วยสีสันแห่งอายุตามวัฏจักรธรรมชาติ



รอยยิ้มที่เมื่อเห็นแล้วต้องยิ้มตาม



เมโลดี้อันคุ้นเคยบรรเลงขึ้นช้าๆ ถ้าผมไม่ได้คิดไปเองจังหวะการเดินของคนส่วนมากก็ขึ้นอยู่กับเพลงที่พวกลุงแกกำลังเล่น



ก่อนดอกไม้จะบาน
ก่อนความฝันจะสดใส
ฟ้ามืดมน ฝนหล่นเป็นสาย
ใจก็ร้าวก็ราน



มาร์คหยุดเดินก่อนจะก้มลงดูโปสการ์ดภาพถ่ายสีสวยของกิ่วแม่ปานที่ไปกันมาเมื่อปีที่แล้ว เขาควักเงิกออกมาไม่กี่สิบบาทจ่ายให้กับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับเรา 



"ขอยืมปากกาได้มั้ย"

หนุ่มไต้หวันกับสำเนียงไทยที่ชัดเจนเกินชาวต่างชาติทั่วไปเอ่ยพร้อมกับนั่งยองๆลงข้างพื้นที่ขายของ

ปากกาจรดลงบนโปสการ์ดอย่างว่องไวเป็นประโยคสั้นๆที่ผมมองไม่เห็น




ก่อนดอกรักจะบาน
จับมือฉันเอาไว้
กระซิบว่ารัก ซักคำได้ไหม
ให้ชื่นใจ ให้นอนฝันดี




มือหนายื่นกระดาษใบขนาดไม่ใหญ่มาตรงหน้าผม ดวงตาของเขายิ้ม และปากของเขาก็ขยับยิ้มตาม
มันไม่ได้สดใส แต่มันคงเรียกว่ายิ้มอุ่นใจ
ไม่ได้รู้สึกใจเต้นรัว แต่เป็นยิ้มอีกยิ้มที่ทำให้ยิ้มตาม

ผมพลิกดูก็พบกับข้อความสั้นสมระยะเวลาการเขียน




'อยู่ด้วยกันอีกแล้วนะปีนี้'









ไม่ปฏิเสธว่าจริงๆปีหน้าก็อยากจะมาอีก
กับสิ่งเดิมๆหลายๆอย่าง








*




และแล้วผมกับแบมแบมก็เท่าเทียมกัน
ไม่มีอะไรหรอกครับผมแค่จะบอกว่าผมเองก็ได้ทุนไปแลกเปลี่ยนที่ฝั่งตะวันตกของโลกเหมือนกัน


ทางคณะให้จับลอตเตอรี่คัดจากเกรดเพื่อจะได้ไปแลกเปลี่ยนระหว่าง นิวยอร์ค ลอนดอน ปารีส เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นระยะเวลาหนึ่งเทอมหรือประมาณสี่เดือนครึ่ง


ผมเลือกไปลอนดอน


หลายคนมีคำถามว่าทำไมผมถึงไม่ไปนิวยอร์คเมื่อแบมแบมอยู่ที่นั่น ผมก็ตอบได้ไม่เต็มปากว่าผมไม่ได้ไม่อยากไปหาเขา แต่ผมว่าถ้าผมไปมันจะเป็นการข้ามเส้นที่เราตกลงแบ่งไว้แต่แรก

ผมอยากมีทั้งความชอบ ความรัก ความผูกพันธ์ ความคิดถึง ความเศร้า ผมชอบมันทั้งหมดในเมื่อมันเป็นหนึ่งส่วนผสมของเรื่องราวทุกอย่าง

ผมชอบที่เรามีองค์ประกอบครบครันแม้ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายตั้งแต่แรก




Composition การจัดวางที่ดี ย่อมมีพื้นที่ว่างเสมอ. 






*





ผมมาลอนดอนได้ซักพักแล้ว ชีวิตส่วนมากก็เป็นไปในรูปแบบเดิม ช้าๆแบบเดิม ที่เปลี่ยนก็มีเพียงการเดินทางและอะไรๆที่สะดวกและมีคุณภาพขึ้นจากบ้าน

ห้องของผมยังคงรกเหมือนเดิมเมื่อการใช้ชีวิตมีแต่ปั่นงาน ทำโมเดล และไปเที่ยวกลางคืนเมื่อยามต้องการจะพบปะเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ๆ แน่นอนผมไม่ได้ไปบ่อย มากสุดก็สองอาทิตย์ครั้งเพราะผมเป็นคนเหนื่อยและง่วงง่าย จริงๆถ้าลองมาปั่นงารหามรุ่งหามค่ำก็จะกลายเป็นคนพลังงานต่ำแบบนี้ไปโดยปริยายล่ะมั้ง


ฤดูใบไม้ผลิกำลังมาเยือน ลมที่แปรเปลี่ยนและอากาศที่หมุนเวียนเปลี่ยนผัน

ทุกคนเข้าใจว่าฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น แต่ผมว่ามันมีอะไรมากกว่าด้านที่ทอแสงสีทองกระทบกับใบไม้สีเขียวขจีและดอกไม้เต็มทุ่ง

แน่นอนฤดูใบไม้ผลินั่นเป็นอีกฤดูที่มีอากาศหนาวและคาดเดายากเพราะเป็นการคาบเกี่ยวระหว่างอากาศหนาวจัดและร้อนจัด



บางทีอารมณ์ก็เปลี่ยนฉับพลัน
บางครั้งจิตใจก็รวนเรขาด
บางแห่งทำให้เราขาดความหนักแน่น
แห่งที่ว่าอาจไม่ใช่สถานที่ 
แต่อาจเป็นแค่กลิ่นของคุ้กกี้อบใหม่ตรงหน้าสถานีรถไฟที่แปลกไปกว่าเดิม
อาจเป็นแค่ฝนที่ตกลงมาไม่รู้เวลา 
อาจเป็นเชือกรองเท้าที่หลุดในวันซึ่งคนเยอะและเบียดจนก้มลงผูกไม่ได้



มันมีวันที่ผมไม่อยากติดต่อใคร ใครในที่นี้รวมแม้แต่แบมแบม เพื่อนสนิท และครอบครัวของผม
มันมีบางทีที่ผมอยากจะหายตัวไปในบรรยากาศน่าสลดใจของลอนดอน 
ที่นี่อากาศดีแค่เป็นบางช่วง และส่วนมากจะอึมครึม ส่วนมากจะเป็นอากาศที่คนปกติไม่ค่อยชอบเสียเท่าไหร่ 


ผมเลือกมาที่นี่ส่วนหนึ่งเพราะผมหลงใหลในบรรยากาศอันแสนเป็นเอกลักษณ์นี้ ยิ่งในฤดูหนาวแล้วเมืองลอนดอนขึ้นชื่อมากกับการเหงาแสนจะเปล่าเปลี่ยวหัวใจ



แต่ผมก็เหมือนคนทั่วไปที่บางครั้งก็หลุดเข้าไปในวังวนของความเหงาและความวังเวง


มันมีวันที่แค่ฟังเพลงเศร้าก็สามารถทำให้เศร้าจับใจ



วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมเดินอยู่บนฟุตบาทระหว่างทางกลับบ้าน ผมอยู่ในละแวกที่ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่ ผมไม่ชอบนักที่จะต้องเจอะเจอคนรู้จักเยอะๆในพื้นที่อยู่อาศัย

ผมเดินผ่านร้านกาแฟร้านประจำซึ่งขายทั้งอาหารทานเล่นและขนมหวานไปในตัว สมองสั่งให้ร่างกายบังคับขาทั้งสองข้างให้หยุดและเดินเข้าร้านโดยอัตโนมัติ


"Can I have hot latte double shot, please"



ผมเป็นคนชอบอยู่กับอะไรเดิมๆ
เมนูเดิมที่สั่งก็ไม่เคยเปลี่ยน
ที่เดิมๆก็ไม่อยากเปลี่ยน



หยิบแก้วกาแฟ grab to go ออกมาจากร้าน ทักทายลมหนาวเล็กน้อยก่อนจะออกเดินไปยังที่พักอาศัย
ผมเดินผ่านสวนสาธารณะใกล้บ้านทุกวันและความเคยชินก็สั่งให้หันมองในนั้นตลอดเวลา


แต่วันนี้เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม
วันนี้เหมือนนัยน์ตาจะเห็นอะไรบางอย่างที่ปกติไม่อยู่ ณ ตรงนั้น



เส้นผมสีบลอนด์ขาวปลิวไสวไปตามลม 
เสื้อโค้ทบางสีดำถูกแต่งแต้มด้วยดอกไม้โรยราจากต้น
ผ้าพันคอสีเทาเข้ากันดีกับกางเกงแสลคห้าส่วน
รองเท้าออกซ์ฟอร์ดสีน้ำเงินสดเข้ากันได้ดีกับถุงเท้าสีเหลืองมัสตาร์ด


ยิ่งไปกว่านั้นคือยิ้มที่เข้ากับเงาใบไม้อย่างลงตัว
รอยยิ้มที่ผมคิดว่ารู้จักดี


ขาสองข้างพลันก้าวเดินไปยังเป้าหมาย
มือของผมคว้าเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่าย
ดึงอีกนิดเพื่อให้อีกคนเข้ามาชิดกันมากกว่านี้


มันเป็นกอดสำหรับฤดูใบไม้ผลิ
เป็นกอดสำหรับอากาศเย็นที่มีดอกไม้บาน
เป็นอ้อมกอดสำหรับคนๆนี้
ที่คงจะแตกต่างจากที่เคยให้กับคนอื่น


เวลาไม่หยุดหมุน ใบไม้ยังคงปลิวต่อไป
แต่ต่างกันคือใจ ใจที่อยากจะหยุดอยู่ตรงนี้ซักพัก



"กลับบ้านกัน"


กลายเป็นไม่ใช่เสียงของผมที่เอ่ยประโยคนี้
กลายเป็นเขาที่ดึงมือผมออกจากตรงนั้นโดยที่ผมเองก็ยังงงว่าจะพาไปไหน
กลายเป็นห้องของผมพร้อมมือบางที่ชูตั๋วสองใบ
กลายเป็นวันหยุดปลายสัปดาห์ที่จะไม่ได้อยู่ในเมือง



London - Newquay (Cornwall)
London Paddington
Depart: 7.06 AM
Arrive: 12.30 PM


ในตั๋วบอกว่าแบบนั้น


ผมสบเข้ากับนัยน์ตาอันแสนคุ้นเคยคู่นั้น ลึกเข้าไปจนเราทั้งคู่ต่างเริ่มขำ ผมคว้าร่างบางเข้ามากอดอีกครั้ง ให้สมกับที่นึกถึงและคิดถึงมาเป็นเวลาซักพักที่ไม่คิดจะนับวัน


ผมเอื้อมไปเปิดเพลงในซีดีซึ่งเชื่อมต่อกับลำโพงตัวโปรดที่อุตส่าห์แบกมาจากบ้าน มือของผมลดลงไปสานกับมือบางซึ่งมีไออุ่นแสนคุ้นเคย


รู้ตัวอีกทีก็เต้นรำกันอย่างงูๆปลาๆ




"สีผมสวยมั้ย สั่งอะไรมากินกัน"



ผมหัวเราะ 
หัวเราะให้ความปุบปับที่มีประจำแต่ก็ไม่เคยจะชิน
ความปุบปับที่บ่งบอกถึงคนที่ผมรู้จัก




ความปุบปับของแบมแบม
และความปุบปับที่บอกได้ชัดว่าผมคิดถึงเขา




หน้าผากของเราชิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่าลมหายใจอุ่นของเขารดแก้มผมอย่างสม่ำเสมอ
รอยยิ้มยังคงไม่จางหาย
พอๆกับที่ความรู้สึกยังคงหนักแน่น




เขากระซิบคำที่มีแต่เราเท่านั้นที่จะใช้มันในเวลานี้

"โยกเยกเอย..."





ประโยคหยุดเพียงเท่านั้น





แล้วความปุบปับของผม
ก็สั่งให้ปากของเราแตะกัน. 

Wednesday, 22 July 2015

#ฟิคปลากระเบน 08




I wasn't yours and you weren't mine
Though I've wished from time to time
We had found a common ground
Your voice was such a welcome sound


The Wolves and the Ravens
https://www.youtube.com/watch?v=0dhfKp7MX2k




'ระยะ'

จะเป็นระยะทาง... ที่เราเดินมา กำลังเดิน หรือจะเดิน
หรือระยะห่าง... ที่เว้นไว้ เว้นไว้ให้ได้หายใจ

บ้างอาจจะเพราะอยากเผื่อใจ
เว้นไว้เผื่อที่ข้างๆจะว่างเปล่า

แต่อยากจะให้เว้นไว้
เพื่อให้ใจไม่เหนื่อยล้าเสียมากกว่า






*




ผมจะไปคอร์สเรียนไปด้วยฝึกงานไปด้วยที่นิวยอร์ค

พอร์ทที่ตะบี้ตะบันทำในเวลาที่ต้องทำงานคณะไปด้วยทำให้เหนื่อยมากกว่าเดิมแต่ก็ออกมาดีกว่าที่คิด

ยื่นไฟล์ดิจิตอลยื่นทุกอย่างไปหมดแล้ว เหลือแค่การตอบรับของทางมหาลัยที่นู่นเท่านั้น ในเวลาอีกครึ่งปีผมจะจากบ้านเกิดไปอยู่ต่างแดนเป็นเวลาสองปีเต็ม อาจจะมีกลับมาบ้างแต่คงอย่างมากปีละครั้ง

และเหลืออีกหนึ่งอย่างสำคัญที่ต้องทำคือการบอกมาร์ค

ผมไม่เคยคิดว่ามันจะรู้สึกยาก

แต่ก่อนเวลาเพื่อนหรือคนรู้จักมาปรึกษาเรื่องอะไรแบบนี้ผมคิดเสมอว่าก็แค่การเอ่ยปากพูด แต่ตอนนี้ผมกลับเป็นคนที่รู้สึกไม่อยากพูดมันออกไป

ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกให้รู้
แต่เป็นเพราะถ้าบอกให้รู้แล้วไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง

ผมไม่เคยชินกับการผูกชีวิตติดกับคนอื่นก็จริง ผมชอบการสันโดษและมาร์คก็เป็นคนประเภทเดียวกันที่เข้าใจในจุดนี้ดี แต่สิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเกี่ยวกับชีวิตผมก็คือการที่ผมมีพื้นที่ให้โลกอีกใบซึ่งเป็นโลกที่เขาได้สร้างขึ้นและนำเข้ามาในจักรวาลของผม

โลกของผมยังอยู่ โลกที่เป็นส่วนตัวยังอยู่
มันไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายได้และผมก็คงรักษาไว้แบบนั้น
แต่ในจักรวาลชีวิตเดียวกันของผมนั้น ทั้งครอบครัวของผมเอย เพื่อนๆเอย และมาร์คเหมือนสร้างส่วนที่เป็นของเขาเองขึ้นมา เหมือนดาวเคราะห์อีกดวงที่ผมรับเข้ามาในวงโคจร

ฉะนั้นความกลัวจึงเกิดขึ้น
ถ้าดาวเคราะห์นี้หลุดออกไป จะทำอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่สับสนในเรื่องแบบนี้
อะไรก็แปลกใหม่ไปซะหมดสำหรับความรักครั้งนี้


"โอเคมั้ยวะ"

ผมเอ่ยปากขึ้นพร้อมเปิดหน้านึงในพอร์ทที่ใช้ส่งไปอเมริกาให้มาร์คดู เขาเงยหน้าจากแก้วกาแฟเซรามิคสีดำด้านตรงหน้าแล้วขยับแว่นให้เข้าที

อ้อ มาร์คใส่แว่นบางครั้งครับ
สายตาไม่ได้สั้นมากแต่ติดเอียงเล็กน้อย

"อืม งานดี ดีตลอดอะ"

เสียงทุ้มว่าไปพลิกกระดาษอาร์ตการ์ด180แกรมเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆจนถึงหน้าสุดท้ายที่เขียนชื่อผม

ไม่บอกตอนนี้ก็ไม่รู้จะบอกตอนไหน

"จะไปนิวยอร์ค"

การเอ่ยออกไปไม่ได้ยาก เป็นการทำใจก่อนพูดต่างหากที่ใช้เวลาและความพยายามมากกว่าที่คิด

"อ่าฮะ"

ร่างสูงปิดพอร์ทเล่มหนาเกือบสองร้อยหน้าลงก่อนจะถอดแว่นกรอบดำเรียบๆวางไว้บนโต๊ะไม้ของร้านกาแฟ

ผมยืนค้างอยู่แบบนั้น
มีช่อดอกยิปโซคั่นระหว่างผมกับมาร์ค

ตาเรียวช้อนขึ้นสบตากันเหมือนจะบอกว่ารับรู้แล้วและต้องการประโยคต่อไป จากที่พูดไม่ออกก็เหมือนจะอยากอธิบายอะไรบางอย่างซึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องอธิบายอะไร

"สองปี"

ร่างสูงมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างสบายๆ

"นานกว่าที่คิดแฮะ"

เหมือนจะพึมพำกับตัวเองมากกว่าล่ะมั้ง

แล้วก็เงียบและเงียบและเงียบ
ผมไม่รู้ว่าความเงียบครั้งนี้มันเหมือนเดิมไหมสำหรับมาร์ค แต่สำหรับผมมันไม่เหมือนกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกค่อนข้างอึดอัดกับการเงียบของเราทั้งคู่

จู่ๆอีกฝ่ายก็พรวดลุกขึ้น มือหนาคว้ามือของผมก่อนจะจูงออกจากร้าน มุ่งหน้าไปที่ไหนซักแห่งซึ่งผมไม่คุ้นเคยและมีลางว่าจะไม่เคยไป

บนแท็กซี่ไม่อึดอัดเท่าเมื่อครู่ ส่วนหนึ่งคงเพราะมือที่จังกันนั้นยังมีความอุ่นที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็สัมผัสได้เสมอ

แม้แต่ในเวลาที่ไม่ต้องสัมผัสด้วยมือก็ตาม





แอร์ที่นี่หนาว... อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมต้องการ

เรามาหยุดอยู่ในร้านดอกไม้ซึ่งดูเผินๆหน้าร้านเหมือนห้องร้างที่มีรากไม้เกาะเต็มไปหมด ใครเล่าจะคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่มีคนใช้งานอยู่

ดอกไม้ที่ว่าเป็นดอกไม้นอกเกือบจะหมดร้าน ไม่แปลกว่าทำไมแอร์ถึงเย็นฉ่ำตัดกับอากาศภายนอกขนาดนี้ มาร์คผงกศีรษะให้คนเฝ้าร้านก่อนที่จะเดินเข้าไปโดยไม่มีใครเดินตามเรามา

บางทีผมก็งงที่เขาเหมือนไม่มีเพื่อนแต่ก็รู้จักคนเยอะ


"ไปเมื่อไหร่"

ร่างสูงกว่าหันหลังให้ผมและหันหน้าเข้าหาดอกไม้กำใหญ่ เขาคว้ามันขึ้นจากภาชนะก่อนนำมาวางไว้บนโต๊ะ

"เดือนหน้า ถ้าพอร์ทผ่าน"

ผมเดินไปอีกด้านของร้านซึ่งไม่ใหญ่นักแต่มีดอกไม้มากมายหลายสายพันธุ์จนบางทีดอกและใบของมันก็บดบังสายตาได้เหมือนกัน

"ตอนนี้กังวลอะไร"

เสียงตัดกิ่งก้านดังขึ้น

"ว่าพอร์ทจะผ่านมั้ย"

ตามมาด้วยเสียงน้ำไหลเบาๆ

"แล้วถ้าพอร์ทผ่าน จะกังวลอะไรต่อ"


"..."

ผมไม่ตอบ
เงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีเข้มคู่เดิมที่แสนจะคุ้นเคย


เขายิ้มและเอ่ยปากพูดต่อ
"ไม่มีอะไรต้องกังวล"


"เราจะไปต่อมั้ย"

เพราะผมเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และการเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด บางครั้งผมก็อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ที่มันจะสิ้นสุด บางครั้งอาจจะต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลิกวางแผนเดินทาง


"ทำไมถึงจะไม่"

"ก็.. สองปี ไม่เร็วเท่าไหร่นะ"

จริงอยู่ที่หน่วยเวลาจะยังเคลื่อนไปในจังหวะเดิม ใช้เวลาเท่าเดิมในการเติมเต็มหนึ่งวินาที หนึ่งนาที หนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน และหนึ่งปี

แต่มันคือเวลาในหัวสมองและในจิตใจต่างหากที่จะหมุนอย่างแตกต่าง

"ก็ไม่ช้าไปกว่าปกติเท่าไหร่หรอก"

เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมมือตัดเชือกสีขาวมาพันไว้รอบก้าน ก่อนจะตามด้วยเสียงกรอบแกรบของกระดาษไข

"..."

"เพราะกลัวจะลืม หรือเพราะกลัวจะจำแล้วใจจะหวั่นไหว"

มาร์คเหมือนกำลังพูดกับตัวเองในขณะที่ผมก็กำลังพยายามสื่อสารกับตัวเองเช่นกัน

เพราะกลัวจะลืม อาจเป็นเหตุผลที่คนส่วนมากใช้
เพราะกลัวจะจดจำ อาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผมกลัว

เพราะอดีตจะทรงพลังขึ้นเสมอเมื่อนึกย้อนกลับไปและรู้สึกคิดถึงก่อนที่จะนึกถึง

เหมือนฟิล์มที่ล้างแล้ว สามารถเอากลับไปอัดได้ทุกเมื่อ พออัดกลับออกมาก็จะเป็นภาพเดิมซ้ำๆ ความทรงจำก็เช่นกัน จะคงหมุนเวียนแม้ฤดูจะเปลี่ยน

ผมเรียกมันว่าความทรงจำระบบแมนวล

ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ในการ activate
ไม่ต้องมีความทันสมัยเป็นดิจิตอล
ไม่ต้องการความรวดเร็วทันใจเพื่อได้ภาพเสียเดี๋ยวนั้น

แต่มันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง
แม้ภาพจะยังไม่ถูกอัด เราก็รู้ดีว่ามันอยู่ในนั้น

จะเข้มจะอ่อนจะชัดจะเลือนลาง
เขาก็ยังอยู่ตรงนั้น


"..."

สิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่ว่าเขาจะหายไป
ผมอาจจะกลัวใจตัวเอง


"อ่ะ ให้"

ช่อดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าแซมม่วงถูกหยิบยื่นมาตรงหน้า ผมรับไว้และก็ต้องสงสัยอีกครั้งเมื่อมือสัมผัสเข้ากับโลหะเรียบอุณหภูมิเย็นสีเงินซึ้งถูกห้อยไว้ตรงเชือกพันก้าน


"เนื่องในโอกาส?"

ผมเลิกคิ้วเมื่อหันไปเห็นแหวนแบบเดียวกันคล้องอยู่กับสร้อยบนคอของอีกฝ่าย

"ไม่รู้สิ แค่อยากให้ล่ะมั้ง"

เขายิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือมาเล่นหัวผม เส้นผมถูกปัดยุ่งเหยิง ปอยผมปรกลงมาปิดดวงตาเล็กน้อย ผมได้แต่ยิ้มให้กับตัวเองและน้ำตาที่รื้นขึ้นขอบตาหน่อยๆ



อาจไม่ใช่เพราะผมกลัวใครคนใดในเราจะลืม
แต่อาจเป็นเพราะผมยังไม่อยากคิดถึงเขา.




*



เราไม่ได้นับวัน ทั้งวันที่พบและวันที่จาก
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นทำกันอย่างไร ผมนั้นไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ผมเป็นเพียงจักรวาลว่างเปล่า โลกไม่ได้หมุนรอบตัวผมแต่อย่างน้อยในจักรวาลของผมก็มีดาวเคราะห์ที่ผมรู้ว่าจะไม่หายไปไหน

"จดหมายมาแล้วปะ"

ทันทีที่เปิดประตูห้องก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย มาร์คเดินเข้ามาถอดรองเท้าแตะไว้ข้างทางเข้าก่อนจะพุ่งตัวลงบนที่นอนของผม

ร่างหนานอนคว่ำมองดูซองจดหมายบนโต๊ะกาแฟตัวเตี้ย

"อืม กำลังจะเปิดเลย"

ผมเดินไปนั่งเอาหลังพิงเตียงและหยิบซองจดหมายที่ได้ตัดปลายซองเปิดไว้แล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่หยิบกระดาษออกมาคลี่ดูข้อความด้านในก็เท่านั้น

พอการกระทำยิ่งช้าก็ยิ่งลุ้น มือสองข้างชื้นเหงื่อและเกือบจะสั่นน้อยๆ ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรู้สึกถึงวงแขนยาวที่เอื้อมมือมากอดบริเวณไหล่ไว้หลวมๆ

เหมือนเขาจะบอกว่าเขาอยู่ตรงนี้
แต่สิ่งที่ผมจะต้องทำ ผมจะต้องทำมันเอง

กระดาษเอสี่ธรรมดาเต็มไปด้วยตัวหนังสือกางออกช้าๆ ผมแทบจะลมจับเมื่อประมวลความหมายของข้อความบนนั้น


"เฮ้ย"


“ห๊ะ”


"ได้ไปแล้วว่ะ"



"เฮ้ยยย"

ว่าแล้วมาร์คก็เริ่มจับมือผม เขากระโดดโลดเต้นบนเตียง มีแต่เสียงหัวเราะที่ทำให้หัวเราะตาม
นี่ก็ดีใจเหมือนได้รับปริญญาบัตรจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองอะไรแบบนั้น
ผมลุกขึ้นอัตโนมัติแล้วโถมตัวลงบนเตียง รู้ตัวอีกทีก็นอนทับกอดอีกคนไว้เสียแล้ว
ผมชอบความเงียบในตอนนี้ที่สุด ความเงียบที่มาพร้อมกับมือใหญ่ซึ่งไล้ไปตามเส้นผม

สบายใจ

ผมซุกใบหน้ากับอกของอีกฝ่าย มาร์คตัวสั่นเบาๆคาดว่าน่าจะมาจากการหัวเราะ วงแขนอุ่นตวัดรอบตัวผมแน่นขึ้นแล้วโยกไปโยกมาเบาๆ

"โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ"

ใครจะรู้ว่าหนุ่มไต้หวันสัญชาติอเมริกันจะร้องเพลงนี้เป็นกับเขาด้วย

เหมือนมาร์คจะรู้ว่าน้ำตาของผมกำลังจะไหล แม้จะน้อยนิดแต่มันก็ค่อนข้างจะหาได้ยาก ผมไม่ได้เป็นคนร้องไห้ง่าย ออกจะไปแนวใจแข็งด้วยซ้ำ


สิ่งที่ทำให้ผมน้ำตาไหลส่วนหนึ่งเป็นเพราะจดหมายฉบับนั้นที่บอกว่าผมทำได้แล้ว
อีกส่วนเป็นเพราะอ้อมกอดอุ่นที่บอกผมว่า ดีใจด้วยนะ


"ขอบใจ"







*






แบมแบมอยู่นิวยอร์คแล้ว
เจ้าตัวส่งโปสการ์ดมาหาผมแทนที่จะส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือหรืออีเมลแอดเดรส

รูปภาพที่เขาวาดเองด้วยสีน้ำมีเอกลักษณ์บางอย่างที่ผมมองแล้วจำได้ อาจเป็นเพราะนึกออกว่ามือบางคู่นั้นจะวาดออกมาเป็นอารมณ์ไหนก็เป็นได้

เนื้อหาในโปสการ์ดไม่มีอะไรมาก

'ถึงแล้ว

แอบเหนื่อย อยากนอนอีกแล้ว
แต่ไม่ได้ ต้องไปทำงานไปเรียน

แล้วจะไปถ่ายรูปเล่น'

ข้อความมีอยู่เท่านั้นซึ่งตอนแรกผมว่ามันเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างไป แต่พอผมพลิกกลับมาดูรูปวาดอีกรอบก็เจอสิ่งที่ผมตามหา

ภายในภาพวาดต้นไม้สีสันอ่อนโยนและสดใสของฤดูใบไม้ผลินั้นมีการเซ็นชื่อกำกับไว้ตรงมุมล่างซ้าย

ไม่ใช่ชื่อของแบมแบม ไม่ใช่ชื่อของผมหรือใคร
แต่เป็นชื่อที่เราสองคนชอบ




'คิดถึง'






*






ผมจากบ้านมาเกือบครึ่งปีแล้ว จะว่าคิดถึงแม่คิดถึงบ้านคิดถึงอาหารรสจัดในแบบไทยๆก็คิดถึงมากทีเดียว แพลนไว้ว่าจะกลับบ้านช่วงปลายปีทีเดียว จะกลับไปหาแม่ที่เชียงใหม่

ไม่รู้ว่ามาร์คอยากไปด้วยกันหรือเปล่า

ผมยังคงติดต่อกับเขาอยู่ อาจไม่ทุกวัน แต่เราก็สไกป์กันบ้างถึงแม้ส่วนมากจะเป็นการอัดเพลงส่งให้กันไปมาทางไลน์ก็ตาม เวลาที่ต่างกันมีอยู่มากทำให้การสื่อสารมีข้อจำกัด

ตอนนี้มหาลัยเริ่มอยู่ในช่วงปลายซัมเมอร์เบรคหรือปิดเทอมภาคฤดูร้อนนั่นเอง แปลว่าใกล้จะเปิดเทอมใหม่อีกรอบ ปิดเทอมคราวนี้เลยแปลกเพราะมาอยู่ต่างแดนและไม่มีโอกาสได้กลับเนื่องจากต้องฝึกงานที่นี่

ผมเดินกลับอพาร์ตเม้นท์จากบัสสต็อปที่ใกล้ที่สุด ลมหนาวเริ่มโรยตัวลงมาพร้อมกับใบไม้ที่เปลี่ยนสีเป็นสีแดงส้มเหลืองและน้ำตาล หยิบเอากล้องออกมาและกดชัตเตอร์ให้กับวิวที่เคยเห็นในโปสการ์ดเก่าๆของแม่ ตึก flat iron ตั้งตระหง่านในชนิดที่ว่ามองยังไงก็คงต้องเห็น แม้ตึกสูงรุ่นใหม่จะบดบังทัศนียภาพบ้างก็ตาม แต่ความพิเศษในตัวของมันก็ไม่ได้ลดลง

เดินขึ้นมาถึงหน้าห้องก็ต้องพบกับกลิ่นแสนประหลาดแต่คุ้นเคยอย่างชัดเจน

กลิ่นอาหารไทย

ผมรีบร้อนเปิดประตูเข้าห้องเมื่อคิดได้ว่าหรือจะลืมปิดกระทะที่ผัดข้าวไว้เมื่อตอนเช้า

แต่เข้าไปก็ต้องเจอกับอะไรที่ฉุนจมูกจนแทบจะจาม
กลิ่นพริกแกงอบอวลเต็มห้องไปหมด ผมไม่มั่นใจว่าเข้าผิดห้องหรืออย่างไร...


"อ้าว"

ผมว่าผมได้ยินเสียงมาร์คและผมมั่นใจว่าผมหูฝาด

"กลับมาแล้วหรอ"

แล้วทำไมเขาถึงยังพูดต่อ ผมว่าผมหูฝาดอีกครั้ง


"มีผัดเผ็ดไก่กับแกงผักบุ้ง แม่ฝากมาให้"



...




ใครวะ...




ผมหลับตาสนิทและลืมตาอีกทีก็เห็นคนเดิมยืนอยู่ตรงหน้า เสียงเดิมๆ ดวงตาเดิมๆ



คุ้นเหมือนจะเป็นความคิดถึงเดิม


รอยยิ้มเดิมๆปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของผู้มาเยือน เขี้ยวคู่เดิมที่เคยเห็นและชอบแซวว่าเหมือนหมา อะไรเดิมๆก็ตีขึ้นมาจากลึกๆของความรู้สึก


"มาได้ไงวะ"

คนเราเมื่อถึงจุดนึงก็เดินไปกอดก่อนที่จะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเดินไปกอดแล้ว

"ไม่บอก"

พูดเสร็จคนพูดก็ขำเอง แต่วงแขนกระชับตัวผมให้แน่นขึ้นไปอีกก่อนจะโยกเบาๆเหมือนเดิมที่เคยทำ


"โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ"

ผมหัวเราะเบาๆทั้งน้ำตาในอ้อมกอดของอีกคน ทั้งกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกายกลิ่นพริกแกงและกลิ่นเครื่องปรับอากาศตีกันไปหมด แต่แปลกดีที่ตอนนี้จมูกเหมือนฟิลเตอร์เอาแต่กลิ่นที่คุ้นเคยที่สุดได้





ผมว่าความคิดถึงไม่เคยไปไหน.






*





ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ผมกลับบ้านที่แอลเอครับ
กลับไปหาญาติๆบางส่วนทและก็เกิดไอเดียว่าจะไปหาใครบางคนที่อยู่อีกฝั่งของ coast line

นั่นแหละครับ ผมจะบินจากแอลเอไปหาแบมแบมก่อนที่จะต้องกลับไปเรียน

มันไม่ยากเพราะเขาส่งโปสการ์ดมาให้บ่อย ผมจึงรู้ที่อยู่แน่ชัดและเขาไม่เคยย้ายห้องไปไหน ส่วนที่สงสัยว่าผมทำอย่างไรจึงเข้าห้องไปได้นั้น เอาเป็นว่าผมเดาได้ว่าเขาจะเก็บกุญแจสำรองไว้ตรงไหน

ไม่รู้ที่มาหาเพราะคิดถึงหรือเพราะนึกถึง
คิดว่าน่าจะเป็นทั้งสองอย่าง

แต่อย่างที่สามอาจจะเป็นกลไกฟันเฟืองของความรักซึ่งยังหมุนไปเรื่อยๆตามวันเวลาที่เปลี่ยนผัน

ผมไม่เชื่อในความรักหรือความนิรันดร์
ไม่เคยเชื่อว่าคนๆนึงจะสามารถให้ความรักต่อใครได้นอกจากตนเอง

ผมยังเชื่อแบบนั้น

ใช่ แบมแบมไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนโลกทั้งใบของผมให้สดใสราวกับเทพนิยายในฤดูใบไม้ผลิ เขาไม่ได้มีผลกระทบในมุมมองของผมเลยแม้แต่น้อย

แต่นั่นไม่ใช่หรอ สิ่งที่ความรักควรจะทำ

ผมอาจจะมีมุมมองที่ต่างออกไป แต่ผมไม่คิดว่าการที่ปล่อยให้ความรักครอบงำทั้งหมดของจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่ดี มันเหมือนเวลากดชัตเตอร์ด้วย shutter speed หรือ f value ที่สว่างเกินไป

ถ้าความรักในความรู้สึกสว่างจ้าเกินไปแล้ว
คุณจะมองเห็นอะไรได้อีก

ถ้ากลับกัน ความรักไม่หลงเหลือ ทุกอย่างมืดมน
คุณจะมองเห็นอะไรได้บ้าง

ถ้าชีวิตเป็นเหมือนกล้อง ผมก็เป็นรูรับแสง และแบมแบมก็เป็นแสงภายนอกล่ะมั้งครับ
ทุกอย่างจะออกมาพอดีกับใจเมื่อทุกอย่างถูกใช้ในปริมาณที่ดี

ผมไม่ยกให้ใครเป็นความรักของผม เพราะผมคือความรักของตัวเอง

แต่เขาที่เพิ่มเข้ามาเปรียบเสมือนแสง magic hour ของวัน ไม่ได้สว่างแต่องศาและความเข้มข้นของแสงพอดีกับการสะท้อนในเลนส์ดวงตาและเลนส์กล้อง
เขามาเพียงนานครั้ง เพียงครั้งเดียวต่อวันและในเวลาเพียงสั้นๆ

จริงๆแล้วไม่มีก็ได้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตการถ่ายภาพแย่ลงติดลบอะไรขนาดนั้น

แต่เขาจะเป็นที่จดจำ ผมจะจดจำเสมอว่าเขามาในช่วงเวลาไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง และผมได้ถ่ายอะไรเก็บไว้ในใจบ้าง


การจากกันชั่วคราวครั้งนี้เป็นการยกตัวอย่างว่า
'การจับมือกันโดยไม่รั้งและไม่ต้องสัมผัสด้วยมือ'
เป็นอย่างไร


และการจะกลับไปเจอกันครั้งนี้เป็นการยกตัวอย่างว่า
ระยะที่ห่างไป ไม่เคยทำให้ใจไม่สบาย.