Wednesday, 22 July 2015

#ฟิคปลากระเบน 08




I wasn't yours and you weren't mine
Though I've wished from time to time
We had found a common ground
Your voice was such a welcome sound


The Wolves and the Ravens
https://www.youtube.com/watch?v=0dhfKp7MX2k




'ระยะ'

จะเป็นระยะทาง... ที่เราเดินมา กำลังเดิน หรือจะเดิน
หรือระยะห่าง... ที่เว้นไว้ เว้นไว้ให้ได้หายใจ

บ้างอาจจะเพราะอยากเผื่อใจ
เว้นไว้เผื่อที่ข้างๆจะว่างเปล่า

แต่อยากจะให้เว้นไว้
เพื่อให้ใจไม่เหนื่อยล้าเสียมากกว่า






*




ผมจะไปคอร์สเรียนไปด้วยฝึกงานไปด้วยที่นิวยอร์ค

พอร์ทที่ตะบี้ตะบันทำในเวลาที่ต้องทำงานคณะไปด้วยทำให้เหนื่อยมากกว่าเดิมแต่ก็ออกมาดีกว่าที่คิด

ยื่นไฟล์ดิจิตอลยื่นทุกอย่างไปหมดแล้ว เหลือแค่การตอบรับของทางมหาลัยที่นู่นเท่านั้น ในเวลาอีกครึ่งปีผมจะจากบ้านเกิดไปอยู่ต่างแดนเป็นเวลาสองปีเต็ม อาจจะมีกลับมาบ้างแต่คงอย่างมากปีละครั้ง

และเหลืออีกหนึ่งอย่างสำคัญที่ต้องทำคือการบอกมาร์ค

ผมไม่เคยคิดว่ามันจะรู้สึกยาก

แต่ก่อนเวลาเพื่อนหรือคนรู้จักมาปรึกษาเรื่องอะไรแบบนี้ผมคิดเสมอว่าก็แค่การเอ่ยปากพูด แต่ตอนนี้ผมกลับเป็นคนที่รู้สึกไม่อยากพูดมันออกไป

ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกให้รู้
แต่เป็นเพราะถ้าบอกให้รู้แล้วไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง

ผมไม่เคยชินกับการผูกชีวิตติดกับคนอื่นก็จริง ผมชอบการสันโดษและมาร์คก็เป็นคนประเภทเดียวกันที่เข้าใจในจุดนี้ดี แต่สิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเกี่ยวกับชีวิตผมก็คือการที่ผมมีพื้นที่ให้โลกอีกใบซึ่งเป็นโลกที่เขาได้สร้างขึ้นและนำเข้ามาในจักรวาลของผม

โลกของผมยังอยู่ โลกที่เป็นส่วนตัวยังอยู่
มันไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายได้และผมก็คงรักษาไว้แบบนั้น
แต่ในจักรวาลชีวิตเดียวกันของผมนั้น ทั้งครอบครัวของผมเอย เพื่อนๆเอย และมาร์คเหมือนสร้างส่วนที่เป็นของเขาเองขึ้นมา เหมือนดาวเคราะห์อีกดวงที่ผมรับเข้ามาในวงโคจร

ฉะนั้นความกลัวจึงเกิดขึ้น
ถ้าดาวเคราะห์นี้หลุดออกไป จะทำอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่สับสนในเรื่องแบบนี้
อะไรก็แปลกใหม่ไปซะหมดสำหรับความรักครั้งนี้


"โอเคมั้ยวะ"

ผมเอ่ยปากขึ้นพร้อมเปิดหน้านึงในพอร์ทที่ใช้ส่งไปอเมริกาให้มาร์คดู เขาเงยหน้าจากแก้วกาแฟเซรามิคสีดำด้านตรงหน้าแล้วขยับแว่นให้เข้าที

อ้อ มาร์คใส่แว่นบางครั้งครับ
สายตาไม่ได้สั้นมากแต่ติดเอียงเล็กน้อย

"อืม งานดี ดีตลอดอะ"

เสียงทุ้มว่าไปพลิกกระดาษอาร์ตการ์ด180แกรมเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆจนถึงหน้าสุดท้ายที่เขียนชื่อผม

ไม่บอกตอนนี้ก็ไม่รู้จะบอกตอนไหน

"จะไปนิวยอร์ค"

การเอ่ยออกไปไม่ได้ยาก เป็นการทำใจก่อนพูดต่างหากที่ใช้เวลาและความพยายามมากกว่าที่คิด

"อ่าฮะ"

ร่างสูงปิดพอร์ทเล่มหนาเกือบสองร้อยหน้าลงก่อนจะถอดแว่นกรอบดำเรียบๆวางไว้บนโต๊ะไม้ของร้านกาแฟ

ผมยืนค้างอยู่แบบนั้น
มีช่อดอกยิปโซคั่นระหว่างผมกับมาร์ค

ตาเรียวช้อนขึ้นสบตากันเหมือนจะบอกว่ารับรู้แล้วและต้องการประโยคต่อไป จากที่พูดไม่ออกก็เหมือนจะอยากอธิบายอะไรบางอย่างซึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องอธิบายอะไร

"สองปี"

ร่างสูงมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างสบายๆ

"นานกว่าที่คิดแฮะ"

เหมือนจะพึมพำกับตัวเองมากกว่าล่ะมั้ง

แล้วก็เงียบและเงียบและเงียบ
ผมไม่รู้ว่าความเงียบครั้งนี้มันเหมือนเดิมไหมสำหรับมาร์ค แต่สำหรับผมมันไม่เหมือนกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกค่อนข้างอึดอัดกับการเงียบของเราทั้งคู่

จู่ๆอีกฝ่ายก็พรวดลุกขึ้น มือหนาคว้ามือของผมก่อนจะจูงออกจากร้าน มุ่งหน้าไปที่ไหนซักแห่งซึ่งผมไม่คุ้นเคยและมีลางว่าจะไม่เคยไป

บนแท็กซี่ไม่อึดอัดเท่าเมื่อครู่ ส่วนหนึ่งคงเพราะมือที่จังกันนั้นยังมีความอุ่นที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็สัมผัสได้เสมอ

แม้แต่ในเวลาที่ไม่ต้องสัมผัสด้วยมือก็ตาม





แอร์ที่นี่หนาว... อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมต้องการ

เรามาหยุดอยู่ในร้านดอกไม้ซึ่งดูเผินๆหน้าร้านเหมือนห้องร้างที่มีรากไม้เกาะเต็มไปหมด ใครเล่าจะคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่มีคนใช้งานอยู่

ดอกไม้ที่ว่าเป็นดอกไม้นอกเกือบจะหมดร้าน ไม่แปลกว่าทำไมแอร์ถึงเย็นฉ่ำตัดกับอากาศภายนอกขนาดนี้ มาร์คผงกศีรษะให้คนเฝ้าร้านก่อนที่จะเดินเข้าไปโดยไม่มีใครเดินตามเรามา

บางทีผมก็งงที่เขาเหมือนไม่มีเพื่อนแต่ก็รู้จักคนเยอะ


"ไปเมื่อไหร่"

ร่างสูงกว่าหันหลังให้ผมและหันหน้าเข้าหาดอกไม้กำใหญ่ เขาคว้ามันขึ้นจากภาชนะก่อนนำมาวางไว้บนโต๊ะ

"เดือนหน้า ถ้าพอร์ทผ่าน"

ผมเดินไปอีกด้านของร้านซึ่งไม่ใหญ่นักแต่มีดอกไม้มากมายหลายสายพันธุ์จนบางทีดอกและใบของมันก็บดบังสายตาได้เหมือนกัน

"ตอนนี้กังวลอะไร"

เสียงตัดกิ่งก้านดังขึ้น

"ว่าพอร์ทจะผ่านมั้ย"

ตามมาด้วยเสียงน้ำไหลเบาๆ

"แล้วถ้าพอร์ทผ่าน จะกังวลอะไรต่อ"


"..."

ผมไม่ตอบ
เงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีเข้มคู่เดิมที่แสนจะคุ้นเคย


เขายิ้มและเอ่ยปากพูดต่อ
"ไม่มีอะไรต้องกังวล"


"เราจะไปต่อมั้ย"

เพราะผมเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และการเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด บางครั้งผมก็อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ที่มันจะสิ้นสุด บางครั้งอาจจะต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลิกวางแผนเดินทาง


"ทำไมถึงจะไม่"

"ก็.. สองปี ไม่เร็วเท่าไหร่นะ"

จริงอยู่ที่หน่วยเวลาจะยังเคลื่อนไปในจังหวะเดิม ใช้เวลาเท่าเดิมในการเติมเต็มหนึ่งวินาที หนึ่งนาที หนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน และหนึ่งปี

แต่มันคือเวลาในหัวสมองและในจิตใจต่างหากที่จะหมุนอย่างแตกต่าง

"ก็ไม่ช้าไปกว่าปกติเท่าไหร่หรอก"

เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมมือตัดเชือกสีขาวมาพันไว้รอบก้าน ก่อนจะตามด้วยเสียงกรอบแกรบของกระดาษไข

"..."

"เพราะกลัวจะลืม หรือเพราะกลัวจะจำแล้วใจจะหวั่นไหว"

มาร์คเหมือนกำลังพูดกับตัวเองในขณะที่ผมก็กำลังพยายามสื่อสารกับตัวเองเช่นกัน

เพราะกลัวจะลืม อาจเป็นเหตุผลที่คนส่วนมากใช้
เพราะกลัวจะจดจำ อาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผมกลัว

เพราะอดีตจะทรงพลังขึ้นเสมอเมื่อนึกย้อนกลับไปและรู้สึกคิดถึงก่อนที่จะนึกถึง

เหมือนฟิล์มที่ล้างแล้ว สามารถเอากลับไปอัดได้ทุกเมื่อ พออัดกลับออกมาก็จะเป็นภาพเดิมซ้ำๆ ความทรงจำก็เช่นกัน จะคงหมุนเวียนแม้ฤดูจะเปลี่ยน

ผมเรียกมันว่าความทรงจำระบบแมนวล

ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ในการ activate
ไม่ต้องมีความทันสมัยเป็นดิจิตอล
ไม่ต้องการความรวดเร็วทันใจเพื่อได้ภาพเสียเดี๋ยวนั้น

แต่มันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง
แม้ภาพจะยังไม่ถูกอัด เราก็รู้ดีว่ามันอยู่ในนั้น

จะเข้มจะอ่อนจะชัดจะเลือนลาง
เขาก็ยังอยู่ตรงนั้น


"..."

สิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่ว่าเขาจะหายไป
ผมอาจจะกลัวใจตัวเอง


"อ่ะ ให้"

ช่อดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าแซมม่วงถูกหยิบยื่นมาตรงหน้า ผมรับไว้และก็ต้องสงสัยอีกครั้งเมื่อมือสัมผัสเข้ากับโลหะเรียบอุณหภูมิเย็นสีเงินซึ้งถูกห้อยไว้ตรงเชือกพันก้าน


"เนื่องในโอกาส?"

ผมเลิกคิ้วเมื่อหันไปเห็นแหวนแบบเดียวกันคล้องอยู่กับสร้อยบนคอของอีกฝ่าย

"ไม่รู้สิ แค่อยากให้ล่ะมั้ง"

เขายิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือมาเล่นหัวผม เส้นผมถูกปัดยุ่งเหยิง ปอยผมปรกลงมาปิดดวงตาเล็กน้อย ผมได้แต่ยิ้มให้กับตัวเองและน้ำตาที่รื้นขึ้นขอบตาหน่อยๆ



อาจไม่ใช่เพราะผมกลัวใครคนใดในเราจะลืม
แต่อาจเป็นเพราะผมยังไม่อยากคิดถึงเขา.




*



เราไม่ได้นับวัน ทั้งวันที่พบและวันที่จาก
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นทำกันอย่างไร ผมนั้นไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ผมเป็นเพียงจักรวาลว่างเปล่า โลกไม่ได้หมุนรอบตัวผมแต่อย่างน้อยในจักรวาลของผมก็มีดาวเคราะห์ที่ผมรู้ว่าจะไม่หายไปไหน

"จดหมายมาแล้วปะ"

ทันทีที่เปิดประตูห้องก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย มาร์คเดินเข้ามาถอดรองเท้าแตะไว้ข้างทางเข้าก่อนจะพุ่งตัวลงบนที่นอนของผม

ร่างหนานอนคว่ำมองดูซองจดหมายบนโต๊ะกาแฟตัวเตี้ย

"อืม กำลังจะเปิดเลย"

ผมเดินไปนั่งเอาหลังพิงเตียงและหยิบซองจดหมายที่ได้ตัดปลายซองเปิดไว้แล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่หยิบกระดาษออกมาคลี่ดูข้อความด้านในก็เท่านั้น

พอการกระทำยิ่งช้าก็ยิ่งลุ้น มือสองข้างชื้นเหงื่อและเกือบจะสั่นน้อยๆ ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรู้สึกถึงวงแขนยาวที่เอื้อมมือมากอดบริเวณไหล่ไว้หลวมๆ

เหมือนเขาจะบอกว่าเขาอยู่ตรงนี้
แต่สิ่งที่ผมจะต้องทำ ผมจะต้องทำมันเอง

กระดาษเอสี่ธรรมดาเต็มไปด้วยตัวหนังสือกางออกช้าๆ ผมแทบจะลมจับเมื่อประมวลความหมายของข้อความบนนั้น


"เฮ้ย"


“ห๊ะ”


"ได้ไปแล้วว่ะ"



"เฮ้ยยย"

ว่าแล้วมาร์คก็เริ่มจับมือผม เขากระโดดโลดเต้นบนเตียง มีแต่เสียงหัวเราะที่ทำให้หัวเราะตาม
นี่ก็ดีใจเหมือนได้รับปริญญาบัตรจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองอะไรแบบนั้น
ผมลุกขึ้นอัตโนมัติแล้วโถมตัวลงบนเตียง รู้ตัวอีกทีก็นอนทับกอดอีกคนไว้เสียแล้ว
ผมชอบความเงียบในตอนนี้ที่สุด ความเงียบที่มาพร้อมกับมือใหญ่ซึ่งไล้ไปตามเส้นผม

สบายใจ

ผมซุกใบหน้ากับอกของอีกฝ่าย มาร์คตัวสั่นเบาๆคาดว่าน่าจะมาจากการหัวเราะ วงแขนอุ่นตวัดรอบตัวผมแน่นขึ้นแล้วโยกไปโยกมาเบาๆ

"โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ"

ใครจะรู้ว่าหนุ่มไต้หวันสัญชาติอเมริกันจะร้องเพลงนี้เป็นกับเขาด้วย

เหมือนมาร์คจะรู้ว่าน้ำตาของผมกำลังจะไหล แม้จะน้อยนิดแต่มันก็ค่อนข้างจะหาได้ยาก ผมไม่ได้เป็นคนร้องไห้ง่าย ออกจะไปแนวใจแข็งด้วยซ้ำ


สิ่งที่ทำให้ผมน้ำตาไหลส่วนหนึ่งเป็นเพราะจดหมายฉบับนั้นที่บอกว่าผมทำได้แล้ว
อีกส่วนเป็นเพราะอ้อมกอดอุ่นที่บอกผมว่า ดีใจด้วยนะ


"ขอบใจ"







*






แบมแบมอยู่นิวยอร์คแล้ว
เจ้าตัวส่งโปสการ์ดมาหาผมแทนที่จะส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือหรืออีเมลแอดเดรส

รูปภาพที่เขาวาดเองด้วยสีน้ำมีเอกลักษณ์บางอย่างที่ผมมองแล้วจำได้ อาจเป็นเพราะนึกออกว่ามือบางคู่นั้นจะวาดออกมาเป็นอารมณ์ไหนก็เป็นได้

เนื้อหาในโปสการ์ดไม่มีอะไรมาก

'ถึงแล้ว

แอบเหนื่อย อยากนอนอีกแล้ว
แต่ไม่ได้ ต้องไปทำงานไปเรียน

แล้วจะไปถ่ายรูปเล่น'

ข้อความมีอยู่เท่านั้นซึ่งตอนแรกผมว่ามันเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างไป แต่พอผมพลิกกลับมาดูรูปวาดอีกรอบก็เจอสิ่งที่ผมตามหา

ภายในภาพวาดต้นไม้สีสันอ่อนโยนและสดใสของฤดูใบไม้ผลินั้นมีการเซ็นชื่อกำกับไว้ตรงมุมล่างซ้าย

ไม่ใช่ชื่อของแบมแบม ไม่ใช่ชื่อของผมหรือใคร
แต่เป็นชื่อที่เราสองคนชอบ




'คิดถึง'






*






ผมจากบ้านมาเกือบครึ่งปีแล้ว จะว่าคิดถึงแม่คิดถึงบ้านคิดถึงอาหารรสจัดในแบบไทยๆก็คิดถึงมากทีเดียว แพลนไว้ว่าจะกลับบ้านช่วงปลายปีทีเดียว จะกลับไปหาแม่ที่เชียงใหม่

ไม่รู้ว่ามาร์คอยากไปด้วยกันหรือเปล่า

ผมยังคงติดต่อกับเขาอยู่ อาจไม่ทุกวัน แต่เราก็สไกป์กันบ้างถึงแม้ส่วนมากจะเป็นการอัดเพลงส่งให้กันไปมาทางไลน์ก็ตาม เวลาที่ต่างกันมีอยู่มากทำให้การสื่อสารมีข้อจำกัด

ตอนนี้มหาลัยเริ่มอยู่ในช่วงปลายซัมเมอร์เบรคหรือปิดเทอมภาคฤดูร้อนนั่นเอง แปลว่าใกล้จะเปิดเทอมใหม่อีกรอบ ปิดเทอมคราวนี้เลยแปลกเพราะมาอยู่ต่างแดนและไม่มีโอกาสได้กลับเนื่องจากต้องฝึกงานที่นี่

ผมเดินกลับอพาร์ตเม้นท์จากบัสสต็อปที่ใกล้ที่สุด ลมหนาวเริ่มโรยตัวลงมาพร้อมกับใบไม้ที่เปลี่ยนสีเป็นสีแดงส้มเหลืองและน้ำตาล หยิบเอากล้องออกมาและกดชัตเตอร์ให้กับวิวที่เคยเห็นในโปสการ์ดเก่าๆของแม่ ตึก flat iron ตั้งตระหง่านในชนิดที่ว่ามองยังไงก็คงต้องเห็น แม้ตึกสูงรุ่นใหม่จะบดบังทัศนียภาพบ้างก็ตาม แต่ความพิเศษในตัวของมันก็ไม่ได้ลดลง

เดินขึ้นมาถึงหน้าห้องก็ต้องพบกับกลิ่นแสนประหลาดแต่คุ้นเคยอย่างชัดเจน

กลิ่นอาหารไทย

ผมรีบร้อนเปิดประตูเข้าห้องเมื่อคิดได้ว่าหรือจะลืมปิดกระทะที่ผัดข้าวไว้เมื่อตอนเช้า

แต่เข้าไปก็ต้องเจอกับอะไรที่ฉุนจมูกจนแทบจะจาม
กลิ่นพริกแกงอบอวลเต็มห้องไปหมด ผมไม่มั่นใจว่าเข้าผิดห้องหรืออย่างไร...


"อ้าว"

ผมว่าผมได้ยินเสียงมาร์คและผมมั่นใจว่าผมหูฝาด

"กลับมาแล้วหรอ"

แล้วทำไมเขาถึงยังพูดต่อ ผมว่าผมหูฝาดอีกครั้ง


"มีผัดเผ็ดไก่กับแกงผักบุ้ง แม่ฝากมาให้"



...




ใครวะ...




ผมหลับตาสนิทและลืมตาอีกทีก็เห็นคนเดิมยืนอยู่ตรงหน้า เสียงเดิมๆ ดวงตาเดิมๆ



คุ้นเหมือนจะเป็นความคิดถึงเดิม


รอยยิ้มเดิมๆปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของผู้มาเยือน เขี้ยวคู่เดิมที่เคยเห็นและชอบแซวว่าเหมือนหมา อะไรเดิมๆก็ตีขึ้นมาจากลึกๆของความรู้สึก


"มาได้ไงวะ"

คนเราเมื่อถึงจุดนึงก็เดินไปกอดก่อนที่จะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเดินไปกอดแล้ว

"ไม่บอก"

พูดเสร็จคนพูดก็ขำเอง แต่วงแขนกระชับตัวผมให้แน่นขึ้นไปอีกก่อนจะโยกเบาๆเหมือนเดิมที่เคยทำ


"โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ"

ผมหัวเราะเบาๆทั้งน้ำตาในอ้อมกอดของอีกคน ทั้งกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกายกลิ่นพริกแกงและกลิ่นเครื่องปรับอากาศตีกันไปหมด แต่แปลกดีที่ตอนนี้จมูกเหมือนฟิลเตอร์เอาแต่กลิ่นที่คุ้นเคยที่สุดได้





ผมว่าความคิดถึงไม่เคยไปไหน.






*





ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ผมกลับบ้านที่แอลเอครับ
กลับไปหาญาติๆบางส่วนทและก็เกิดไอเดียว่าจะไปหาใครบางคนที่อยู่อีกฝั่งของ coast line

นั่นแหละครับ ผมจะบินจากแอลเอไปหาแบมแบมก่อนที่จะต้องกลับไปเรียน

มันไม่ยากเพราะเขาส่งโปสการ์ดมาให้บ่อย ผมจึงรู้ที่อยู่แน่ชัดและเขาไม่เคยย้ายห้องไปไหน ส่วนที่สงสัยว่าผมทำอย่างไรจึงเข้าห้องไปได้นั้น เอาเป็นว่าผมเดาได้ว่าเขาจะเก็บกุญแจสำรองไว้ตรงไหน

ไม่รู้ที่มาหาเพราะคิดถึงหรือเพราะนึกถึง
คิดว่าน่าจะเป็นทั้งสองอย่าง

แต่อย่างที่สามอาจจะเป็นกลไกฟันเฟืองของความรักซึ่งยังหมุนไปเรื่อยๆตามวันเวลาที่เปลี่ยนผัน

ผมไม่เชื่อในความรักหรือความนิรันดร์
ไม่เคยเชื่อว่าคนๆนึงจะสามารถให้ความรักต่อใครได้นอกจากตนเอง

ผมยังเชื่อแบบนั้น

ใช่ แบมแบมไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนโลกทั้งใบของผมให้สดใสราวกับเทพนิยายในฤดูใบไม้ผลิ เขาไม่ได้มีผลกระทบในมุมมองของผมเลยแม้แต่น้อย

แต่นั่นไม่ใช่หรอ สิ่งที่ความรักควรจะทำ

ผมอาจจะมีมุมมองที่ต่างออกไป แต่ผมไม่คิดว่าการที่ปล่อยให้ความรักครอบงำทั้งหมดของจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่ดี มันเหมือนเวลากดชัตเตอร์ด้วย shutter speed หรือ f value ที่สว่างเกินไป

ถ้าความรักในความรู้สึกสว่างจ้าเกินไปแล้ว
คุณจะมองเห็นอะไรได้อีก

ถ้ากลับกัน ความรักไม่หลงเหลือ ทุกอย่างมืดมน
คุณจะมองเห็นอะไรได้บ้าง

ถ้าชีวิตเป็นเหมือนกล้อง ผมก็เป็นรูรับแสง และแบมแบมก็เป็นแสงภายนอกล่ะมั้งครับ
ทุกอย่างจะออกมาพอดีกับใจเมื่อทุกอย่างถูกใช้ในปริมาณที่ดี

ผมไม่ยกให้ใครเป็นความรักของผม เพราะผมคือความรักของตัวเอง

แต่เขาที่เพิ่มเข้ามาเปรียบเสมือนแสง magic hour ของวัน ไม่ได้สว่างแต่องศาและความเข้มข้นของแสงพอดีกับการสะท้อนในเลนส์ดวงตาและเลนส์กล้อง
เขามาเพียงนานครั้ง เพียงครั้งเดียวต่อวันและในเวลาเพียงสั้นๆ

จริงๆแล้วไม่มีก็ได้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตการถ่ายภาพแย่ลงติดลบอะไรขนาดนั้น

แต่เขาจะเป็นที่จดจำ ผมจะจดจำเสมอว่าเขามาในช่วงเวลาไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง และผมได้ถ่ายอะไรเก็บไว้ในใจบ้าง


การจากกันชั่วคราวครั้งนี้เป็นการยกตัวอย่างว่า
'การจับมือกันโดยไม่รั้งและไม่ต้องสัมผัสด้วยมือ'
เป็นอย่างไร


และการจะกลับไปเจอกันครั้งนี้เป็นการยกตัวอย่างว่า
ระยะที่ห่างไป ไม่เคยทำให้ใจไม่สบาย.

No comments:

Post a Comment