เมื่อเดินทางมาถึงสถานีปลายทาง ผู้คนเริ่มมายืนรอหน้าประตูรถไฟฟ้า มีเพียงแค่มาร์คและแบมแบมที่ยังคงยืนอยู่ในมุมเดิมถึงแม้หูฟังจะถอดออกไปแล้ว
ในวันที่ไม่ได้รีบเร่งบางทีก็อยากจะยืนมองความรีบเร่งซึ่งขับเคลื่อนทุกคนให้ขยับตัว ยืนมองจนกว่าคนจะออกจากขบวาจนหมด ทิ้งไว้แค่เพียงราวโหน เสา และที่นั่งสีเหลืองว่างเปล่า
ผมหันไปสบตากับมาร์คก่อนที่เราทั้งคู่จะอมยิ้มและขำโดยไร้สาเหตุ ร่างสูงกว่าแบมือออกมาด้านหน้าพร้อมมุมปากที่ยังคงยกขึ้น
ผมวางมือลงไปบนนั้น
ไม่ได้คิดมากว่าทำไมถึงจับหรือจับแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องกังวลอะไรมากมายเกี่ยวกับความเห็นของคนที่เดินผ่าน ผมแค่เพียงทำตามความรู้สึกของตัวเอง
ผมอยู่มาทั้งชีวิตด้วยการใช้ความรู้สึก
ไม่ว่าจะเป็นการเรียน ก็จริงที่นิเทศศิลป์ก็ยังต้องมีทฤษฎีบ้าง แต่มันก็เหมือนนิทรรศกาลการโชว์จิตวิญญาณ บางทีไม่ได้อิงจากทฤษฎีว่าสีนี้เข้ากันกับสีนี้ สำหรับผมมันมาจากความชอบส่วนตัวซะส่วนใหญ่
ผมชอบการออกเดิน
ชื่นชมการเดินทาง
และนึกปลื้มการเดินทางที่หลงทาง
หลายคนอาจจะหงุดหงิดเวลาที่หลงทาง ผมเองก็เช่นกัน แต่เมื่อมาลองนึกย้อนถึงมันแล้ว ผมคิดว่าการหลงทางที่อิงเพียงแค่ความรู้สึกน่ะเจ๋งมาก
เหมือนกับตอนนี้ที่ไม่ได้รู้ว่ากำลังเดินอยู่บนนถนนสานไหนของเส้นทางแห่งความรู้สึก
เหมือนกับกำลังหลงทาง
เหมือนจะไปในทางที่คนปกติไม่เดิน
แต่มันดันมีมือข้างหนึ่งที่กุมไว้ราวจะบอกว่า อย่างน้อยก็มี 'เพื่อนร่วมหลงทาง'
สำหรับผมแค่การมีเพื่อนร่วมเดินทางและคนพิเศษที่จะร่วมหลงทาง มันแปลกใหม่ไปจากชีวิตแสนสันโดษมากทีเดียว
ก็แค่อยากจะหลงทางเป็นบางครั้ง
*
"หิวปะ"
เอ่ยถามอีกฝ่ายทันทีที่เปิดประตูห้อง แบมแบมเอียงคอเล็กน้อยเหมือนกำลังคิดว่าตัวเองหิวหรือเปล่า ท่าทางแบบนั้นดูเอ๋อและตลกดี
"หิว"
ร่างเล็กเดินตามเข้ามาหลังจากถอดรองเท้าเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้ห้องมีที่เดินมากพอที่จะไม่ต้องเดินซิกแซ็กเหมือนแต่ก่อน จริงๆแล้วห้องของผมไม่ได้เล็กหรอกครับ แต่เพราะการเรียนสถาปัตย์ฯทำให้ผมต้องมีโมเดลมากมายไปโดยปริยาย ทั้ง study model อันเล็กๆ กากๆ รวมถึงของจริงอันสูงครึ่งตัวที่ใช้ส่งทุกๆเทอม กลายเป็นว่ามีเป็นสิบๆอันนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ผมก็พยายามจะถ่ายรูปมันและเก็บบางอันที่ไม่น่าใช้ไปทิ้งนะครับ แต่ไปๆมาๆก็เลือกไม่ได้ว่าจะทิ้งอันไหน...
ผมทำอาหารไม่เก่งเท่าไหร่แต่ก็พอไปวัดไปวาได้ เมนูง่ายๆอย่างไข่เจียวหมูสับกับแกงผักบุ้งที่แม่เอามาให้เมื่อวานซืนคงพอประทังชีวิตและเข้าปากอีกคนได้
ผมใช้เวลาไม่นานในการทอดไข่เจียวและอุ่นแกง พอหันกลับมาก็เห็นแบมแบมซึ่งตอนแรกจำได้ว่านั่งลงบนปลายเตียง (แน่นอนผมยังไม่ได้พับผ้าห่ม) แต่ตอนนี้กลับหมุนตัวเองอยู่ในผ้าห่มเป็นดักแด้
ผมดีใจที่เห็นเพื่อนร่วมเดินทางขี้เซาไม่แพ้กัน
"ข้าวเสร็จแล้ว"
ใช้เท้าสะกิดปลายขาของอีกคนเพราะมือข้างซ้ายถือจานข้าวและอีกข้างถือชามใส่แกง
แบมแบมหมุนตัวสามตลบออกจากผ้านวมและเดินลากเท้ามาที่เคาน์เตอร์ตรงครัว ผมไม่มีโต๊ะทานข้าวหรอกครับ ไม่รู้จะมีไปทำไมในเมื่อปกติก็กินข้าวคนเดียว นานๆครั้งที่จะยอมให้พวกแอนดริวมาสังสรรค์แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการนั่งกินที่พื้นอยู่ดี
"แม่ทำหรอ อร่อยว่ะ"
แก้มตุ่ยสองข้างเคี้ยวข้าวในปากเสร็จแล้วเอ่ยคำชมออกมา แม่คงยิ้มแก้มปริถ้ามาได้ยิน
"อือ เพิ่งเอามาให้"
"ดีจัง"
"นายก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านหรอ"
หัวกลมส่ายเบาๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันหมายถึง'ไม่ค่อยได้กลับ' หรือ 'ไม่นะ กลับบ่อย' แต่เดาเอาเองว่าคืออย่างแรกเพราะหนึ่ง คณะอย่างพวกผมน้อยคนที่จะกลับบ้านในช่วงเปิดเทอมเพราะงานเข้าคิวรออย่างแน่น และสอง ช่วงปิดเทอมก็ยังมีคนกลับน้อย ส่วนมากกว่าจะกลับก็สองอาทิตย์ก่อนเปิดเรียนเพราะมัวแต่นอนตายอยู่ในห้องให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
มื้ออะไรไม่รู้ของวันผ่านไปอย่างสบายๆเช่นเคย พออิ่มแล้วความง่วงก็บังเกิด อาจจะเป็นความง่วงที่ยังคั่งค้างมาจากตอนโหมทำงานก็เป็นได้
ฟ้าฝนก็เป็นใจเสียเหลือเกิน ฝนปรอยๆเม็ดเล็กเริ่มหยดลงมากระทบกับระเบียงห้อง เสียงไม่ดังมากค่อนข้างจะออกไปแนวสุนทรีย์มากกว่วการก่อกวน
ผมชอบนอนฟังเสียงฝน
ว่าแล้วก็ขยับเขยื้อนร่างกายไปนอนแผ่อยู่บนเตียงเดิมที่นอนประจำ มือเอื้อมไปเปิดลำโพงที่ต่อ bluetooth กับมือถือก่อนกดเปิดเพลงคลอเสียงเบาทำนองไม่หวือหวา
หันไปข้างๆก็พบกับร่างบางนั่งชัดเข่าข้างนึงอยู่บนเตียง เส้นผมสีเข้มยังคงแลดูนุ่มและน่าสัมผัสเช่นเคย
และก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมไปสะกิดแบมแบม
ไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงจับเอามือบางมากุมไว้อีกครั้ง
และไม่ค่อยมั่นใจว่าทำไมถึงต้องดึงมือข้างขวาของแบมแบมมาอิงข้างแก้ม
รู้แต่ว่ามันรู้สึกดี
*
-สามอาทิตย์ผ่านไป-
คิ้วขมวด
สายตาไม่เป็นมิตร
มือเสยผมลวกๆ
หน้าตึง
หงุดหงิด
หงุดหงิดไปหมด
ไม่ได้ติดต่อกับมาร์คเป็นเวลาเกือบสามอาทิตย์นับจากวันที่ไปเปลี่ยนสายกีตาร์ น่าแปลกที่ผมนั่งนับวัน แต่สิ่งที่แปลกกว่าก็คือบางทีรู้สึกเหงา
ไม่ชอบที่รู้สึกว่าอยู่คนเดียวแล้วแปลก ตอนนี้ความรู้สึกเหมือนสีน้ำที่ข้นเกินไปจนแห้ง เหมือนกล้องฟิล์มที่มี light leak* กว่าค่อนรูป
อาจจะมากไป
บางทีก็อาจจะเผลอให้เข้ามาใกล้มากจนเกินไป ทั้งตัวเองและอีกฝ่าย ใกล้พอที่จะรู้ว่าใกล้ไป
และก็ใกล้พอที่จะรู้ว่าอะไรบ้างที่ไม่ชัดเจน
คำถามสำคัญๆที่มีตอนนี้คือความรู้สึกนี้เป็นมากกว่าการได้รับเพื่อนใหม่ยังไง มันมากกว่าแน่นอน แต่ผมกำลังคิดอยู่ว่ามันพิเศษกว่าตรงจุดไหนกันแน่
แต่คราวนี้เหมือยมีข้อหมายเหตุ
ผมเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่าย
เพราะเป็นแบบนั้นผมจึงเลือกที่จะปล่อยให้ความคลุมเครือที่ผมสัมผัสได้ลอยตัวอยู่เหนือพื้นผิวความรู้สึกเหมือนน้ำมันซึ่งความหนาแน่นนั้นต่ำกว่าน้ำ
ผมไม่เอามันมาผสมกัน
ความสับสนของผมจะโดนแยกออกจากความรู้สึกดีๆและความสบายใจที่เราต่างก็มอบให้กัน สองสิ่งนี้จริงอยู่ที่มีประธานและกรรมคนเดียวกัน แต่ผมคิดว่าไอ้ความสับสนที่ผมอาจจะรู้สึกแค่ชั่ววูบนั้นมีสิทธิ์ที่จะมาก้าวก่ายความสุขซึ่งเกิดมาระยะเวลานานกว่า
จริงอยู่ที่ผมอาจจะแค่กำลังรอคำบางคำ
เวลาเป็นสิ่งช่วงตัดสินอะไรหลายๆอย่าง เป็นสิ่งที่บอกว่าควรรออะไรและอะไรที่ไม่ควรจะรอ เป็นตัวกำหนดความอดทนของคน เวลาสามารถทั้ง heal และ hurt และสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่จะปล่อยให้เวลาทำอะไรกับเราได้บ้าง
ผมหยิบมือถือออกมาเปิดดูรูปถ่ายที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ่ายไปเยอะขนาดนี้เมื่อตอนไปเปลี่ยนสายกีตาร์กับมาร์ค
ระหว่างทางที่สวยเฉพาะทาง มันคงดูดีกว่าที่ควรเพราะมันมีความทรงจำ ถึงบางรูปจะเป็นแค่รูปของสายไฟและเสาไฟฟ้า แต่มันก็เหมือนจะมีความหมาย
ไม่รู้สิ ความหมายที่มีแค่ผมที่เข้าใจ
คนส่วนมากมักจะบอกว่าการถ่ายรูปเก่งถ่ายรูปสวยเท่ากับการถือกล้องโปรตัวใหญ่หรือกล้องฟิล์มแสนอินดี้เดินไปมาตลอดเวลา จริงอยู่ว่ามันคืออุปกรณ์ที่ดีที่สุดเมื่อต้องการถ่ายรูปอย่างจริงๆจังๆ
ผมคิดว่ามันผิด
ผิดที่เอาจิตวิญญาณของการถ่ายภาพไปผูกมัดไว้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่เปลี่ยนผันและพัฒนาขึ้นทุกวัน
ผิดที่น้อยคนจะเข้าใจว่าการถ่ายรูปที่ดีไม่ใช่แค่การยกกล้องขึ้น จัดcomposition ปรับแสง และกดชัตเตอร์
ผิดตั้งแต่การใช้นิ้วกดชัตเตอร์
ผมว่าความรู้สึกเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์กดชัตเตอร์
ไม่ต้องใช้กล้องโปรหนักๆ ไม่ต้องซื้อเลนส์ราคาเหยียบแสน ไม่ต้องเอาเข้าโปรแกรม photoshop หรือ lightroom ครึ่งค่อนว้น
อย่าสนใจว่าภาชนะของความรู้สึกนั้นจะเป็นยังไง
ถ้าคุณเข้าใจและเข้าถึงมันจะไม่สำคัญอีกต่อไป
ณ จุดนี้ แค่กล้องมือถือก็สามารถถ่ายรูปที่ออกมาสวยได้ อาจจะไม่ HD เท่า ไม่คมเท่า แสงไม่สวยเท่า
แต่อาจจะต้องถามตัวเองว่าถ่ายออกมาแล้วทำให้มันดูมีจิตวิญญาณนั้น ทำอย่างไร
นิ้วมือเลื่อนไปจนถึงรูปของแผ่นหลังกว้างในร้ายขายเครื่องดนตรีหน้าตาวินเทจนิดๆซึ่งอยู่ใจกลางเมือง มือซ้ายจับคอกีตาร์และนิ้วชี้กลางนางใช้แรงกดลงไปบนสาย มืออีกข้างมองไม่เห็นคงเป็นเพราะกำลังเกลาคอร์ดอยู่ล่ะมั้ง
ผมชอบนะเวลาเห็นมาร์คสนใจบางอย่างเป็นพิเศษ
ชอบทุกทีที่เห็นเขาถ่ายรูปและเล่นกีตาร์
บางอย่างที่เราทำสามารถกลืนเราเข้าไปได้
เหมือนหลุดไปอีกโลก เหมือนกับกดสวิตช์
ผมและมาร์คเหมือนกันตรงจุดนั้น เป็นบุคคลที่หลุดเข้าไปในอีกโลกเมื่อได้จับต้องสิ่งที่เป็นทั้งหมดของความสนใจ
และผมก็คิดได้ว่าผมจะหงุดหงิดทำไมกัน
หงุดหงิดเพราะคิดว่าเราทำอะไรไม่ชัดเจน?
แล้วใครบอกล่ะว่ามันต้องชัดเจน
บางอย่างควรจะเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น
อาจจะไม่ได้มีคำตอบเดียวในคำถามข้อเดิม
เหมือนสีน้ำที่คุณก็รู้ว่ามันไม่ได้มีวิธีเดียวในการระบาย ความชัดเจนอาจจะคือสีที่เข้มและหนักแน่น แต่บางครั้งเราก็อยากจะให้มันเจือจาง เหมือนไม่มีอยู่ แต่ก็ไม่ได้หายไป
ผมกำหนดเองเสมอว่าชีวิตผมจะเป็นยังไง
จะปล่อยวาง ปล่อยไป หรือวิ่งเข้าหา
จะรอคอย วิ่งตาม หรือหยุดอยู่กับที่
ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกำลังรอให้มาร์คทำอะไรบางอย่าง จนกระทั่งได้มานั่งทบทวนกับตัวเองอีกที
ผมไม่เห็นจะต้องรอเลย
*
มีคนเคยบอกผมว่า ถ้าเราจะปล่อยให้บางคนรอ มีสองสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือ เขาจะรอหรือไม่ และ เราจะเดินไปถึงจุดที่บอกให้เขารอได้หรือไม่
ผมว่าผมอยู่ตรงจุดนั้นแล้ว
และแบมแบมก็ไม่ได้ไปไหน
และผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องให้เวลาเป็นตัวตัดสินเหมือนคนอื่นๆ
ฉะนั้นผมแค่จะทำในสิ่งที่ผมอยากทำ
พาตัวเองลงมาจากห้องเพื่อมุ่งไปที่หอพักข้างๆซึ่งมีคนที่อยากจะเจอ แบมแบมเคยบอกไว้ว่าอยู่ชั้นไหน แต่เอาดีๆคือผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ห้องอะไร ปากซึ่งไม่ค่อยเปิดเพื่อพูดเอ่ยคำถามที่ต้องการคำตอบไปยังรปภของตึก บอกว่าเป็นเพื่อนกันจากมหาลัยก็ได้เลขห้องพร้อมเข้ามาอย่างง่ายดายจนบางทีก็สงสัยว่าตัวเองดูน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรอ
ลิฟต์มาถึงชั้น6
ผมก้าวเท้าออกมา เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายและตรงจดสุดทางเดินอย่างที่ลุงแกบอกมาก็เจอห้องริมตึกที่เจ้าของห้อง(ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด)ชื่อกันต์พิมุกต์
ยกมือขึ้นกำลังจะเคาะแต่สิ่งที่ทำให้ตกใจไม่น้อยคือการที่อีกฝ่ายเปิดประตูออกมาเสียก่อน
"อ้าว"
แบมแบมเองก็ดูจะตกใจไม่แพ้กัน เหมือนเขาเองก็กำลังจะไปหาใคร "กำลังจะเดินไปพอดี"
และผมก็ได้คำตอบว่าใครที่ว่าคือผมเอง
ความเงียบก่อตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นความเงียบที่แปลกประหลาดกว่าทุกครั้ง เราสบตากันนิ่งๆครู่หนึ่งก่อนทั้งผมและแบมแบมจะระเบิดเริ่มหัวเราะ
ผมคิดว่าพูดตอนนี้ก็ดีนะ
"นี่ นายชอบความไม่ชัดเจนมั้ย"
เป็นคำถามที่อาจจะแปลกแต่ผมคิดว่าเขาเข้าใจ
"แบบนี้มันก็... "
เสียงที่หายไปทำเอาผมใจกระตุกเล่นๆ มันเหมือนมาขอเป็นแฟนด้วยถ้อยคำประหลาดและกำลังลุ้นคำตอบที่หวังว่าจะไม่ต่างจากที่คิดไว้
"...ก็โอเคนะ"
-
*light leak - การที่ถ่ายรูปภาพมาแล้วมีแสงแทรก ล้างฟิล์มออกมาจะคล้ายๆแสงรบกวน บางคนชอบ บางคนมองว่าภาพเสีย แล้วแต่จะนวนเปอร์เซนต์ของแสงที่แทรกเข้ามา (ส่วนมากจะเห็นเป็นสีเหลืองๆส้มๆ)

No comments:
Post a Comment