Sunday, 28 June 2015

#ฟิคปลากระเบน 04


ผมไม่ใส่งานเอาไว้ในแฟลชไดรฟ์อย่างเดียวหรอก

แน่นอนในแล็ปท็อปของผมต้องมีไฟล์ออริจินอล


เอาเป็นว่าผมไม่รู้จะบอกเขาด้วยวิธีไหนว่าผมจำเขาได้

แต่ผมไม่ได้เจอมาร์คตั้งแต่ไปเอาแฟลชไดรฟ์คืน


เราไม่มีเบอร์โทรของกันและกัน

มีแต่อีเมลที่นานๆครั้งผมจะเปิดเข้าไปเช็ค แต่นั่นแหละ ไม่มีการติดต่อที่ยืดเยื้อมาจากทริปเสม็ดครั้งนั้น


ผมไม่มีปัญหากับการนึกถึงใครนานๆหรอกครับ

แต่ผมมีปัญหากับสิ่งที่เรียกว่าความคิดถึง


นิ้วเรียวเคาะเตียงเดี่ยวสีขาวสะอาดขนาดพอนอนแค่คนเดียว แขนข้างหนึ่งรองไว้ใต้ศีรษะ แบมแบมฮัมเพลงเบาๆคลอไปกับเสียงเพลงจากมือถือซึ่งถูกต่อเข้าลำโพงมาร์แชลขนาดเท่าแอมป์ตัวเล็กซึ่งวางอยู่ใต้โต๊ะเครื่องเขียน


ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนและตอนนี้ก็เป็นปิดเทอมพักร้อน แบมแบมซึ่งเป็นคนขี้ร้อนและพ่ายแพ้กับอากาศร้อนจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องเพิ่มค่าไฟไปวันๆ


ถึงจะออกไปเดินห้างก็ไม่ได้ความรู้สึกแปลกใหม่อยู่ดี


ร่างเล็กคิดก่อนจะลุกขึ้นให้แผ่นหลังตั้งฉากกับพื้นแล้วควานหาอุปกรณ์เครื่องเขียนติดมืออย่างสมุดเสก็ตช์และดินสอปากกาพิกม่า


ไม่ได้วาดรูปนานแค่ไหนละนะ...


ว่าแล้วก็จัดการเปิดคอมที่มีรูปจากทะเลโหลดเก็บใส่โฟลเดอร์เอาไว้อย่างเรียบร้อย นิ้วเรียวขยับบนแทร็คแพ็ดเพียงไม่กี่นาทีเครื่องปริ๊นท์ขนาดเอสี่ก็มีกระดาษสองใบซึ่งเต็มไปด้วยหมึกพิมพ์นอนแน่นิ่งอยู่



หนึ่งรูปของทะเลและผืนทรายสุดสายตา



อีกหนึ่งรูปของคนที่เขากำลังตัดสินใจว่าจะ 'คิดถึง' หรือ 'นึกถึง' ดี




จัดการร่างรูปด้วยดินสออย่างเบามือเสร็จสรรพร่างเล็กก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบสีน้ำมาระบายทับ



เขาชอบสีน้ำ

อยากเป็นเหมือนสีน้ำ

ใครจะว่าสีน้ำเจือจางและไร้รูปทรง แต่เขาว่าสีน้ำมีอิสระ มีความเหลวและลื่นไหล สามารถมีความชัดและอ่อนได้เพียงแค่การผสมน้ำเพิ่ม



ข้อควรระมัดระวังอย่างเดียวของสีน้ำเห็นจะเป็นการใช้น้ำแค่พอควร ถ้าผสมน้ำมากไป กระดาษจะย่นและเป็นคลื่น



เช่นเดียวกับตัวผม



ผมเป็นพวกรักษาระยะห่างระหว่างคนอื่นและตัวเองและผมทำมันได้ดีมาตลอด


ระยะห่างที่ผมว่านั้นไม่ได้แปลว่าเราจะต้องใกล้กันแบบสีที่ข้นแห้งและเข้มทึบเกินไป

ไม่ได้ไกลกันจนสีนั้นผสมน้ำเจือจางและทำให้กระดาษเปียกชุ่มจนเป็นคลื่นเมื่อแห้งเหือด


ผมคิดว่ามันควรจะพอดี

เป็นรูปวาดซึ่งมีความไหลลื่นมีอิสระ

แต่ในความอิสระนั้นก็มีความแน่นอน



ความแน่นอนว่าเราจะ 'นึกและคิด'

ถึงกันและกัน




ลายเส้นและสีน้ำถูกระบายลงบนกระดาษในสมุดขนาดไม่ถึงเอสี่ ครูที่โรงเรียนตอนม.ปลายเคยบอกผมว่า งานศิลปะน่ะไม่มีคำว่าเสร็จหรอก จะมีก็แต่คำว่าพอดี และหยุดทำ


เมื่อพองาม ก็หยุดแต่งเติมและลดทอน

เมื่อพอดีกับใจ ก็ไม่ต้องไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาเพิ่ม


รูปของมาร์คเป็นเพียงลายเส้นที่ใช้สีน้ำวาดโครงหน้าหล่อเหลา เจ้าตัวหลับตาพริ้มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนแอบถ่ายรูปยามเช้า



พูดแล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้

หอ x มันก็อยู่ข้างๆกันเองนี่นา...






*





ความปุบปับของเด็กอาร์ตนั้นยากแท้หยั่งถึง


ใช่ว่ายูคยอมจะเข้าใจแบมแบมเพื่อนสนิทตั้งแต่อนุบาลพร่ำบอกเสมอว่า 'ของแบบนี้มันอยู่ที่อารมณ์' แต่ก็จำต้องพยักหน้าเออออเสียเรื่อยไป จนกระทั่งวันนี้เพื่อนตัวดีมันไลน์รูปวาดสีน้ำสวยงามมาให้เขา


คนตัวโตเลิกคิ้วก่อนจะขมวดคิ้วคู่เดิมเข้าเกือบเป็นปม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นรูปวาดของแบมแบม แต่บุคคลในรูปกับข้อความที่ส่งมาต่อจากรูปเนี่ยสิ...



'นายรู้จักเขาไหม'


'ฉันกำลังจะไปหาเขา'



คือข้อความที่ส่งต่อจากรูปวาดสีน้ำของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยูคยอมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี ถึงแม้เขาจะเรียนคณะนิเทศาสตร์แต่ชื่อเสียงชายนิรนามหน้าตาดีที่มักจะผลุบๆโผล่คนนี้ไม่ได้น้อยแต่อย่างใด



ถึงไม่รู้จักชื่อก็เคยเห็นรูปตามเพจคนดังของมหาลัยมาบ้าง และที่ไม่รู้จักชื่อไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียว ทุกวันนี้แอดมินเพจผู้ซึ่งโชคหล่นทับแอบเก็บภาพมาได้อย่างบังเอิญก็ยังตามหาชายหน้าตาดีในรูปสีน้ำของแบมแบมอยู่



และประโยคที่แบมแบมส่งมาให้เขานั้นใช่ว่าจะเป็นประโยคเชิญชวนแต่อย่างใด แต่ไหนแต่ไรแบมแบมจะเป็นพวกไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่แล้ว แค่มีบางครั้งที่คนตัวเล็กมีความคิดเรื่องบางอย่างอยู่ แบมแบมจึงจะส่งข้อความมาบอกกล่าวความเป็นไปของตนเอง



ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทของเขากับผู้ชายนิรนามหน้าตาดีที่ไม่รู้ว่าตัวเองดังนี่เริ่มจะน่าสนใจกว่าที่ควรแล้วล่ะสิ...





*




ตั้งแต่เสร็จไฟนอลและกลับมาจากเสม็ดผมก็เอาแต่นอน


ใครจะว่ายังไงก็ช่างแต่ผมบอกทุกคนว่าผมจะเอาแต่นอนอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่นอกจากอากาศที่ร้อนระอุ


มันเหมือนต้องนอนชดเชยชั่วโมงที่เสียไปกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำน่ะครับ


แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกและผมเองไม่เคยทำมาก่อนคือการกดเช็คหน้าจอโทรศัพท์ตอนตื่นนอน

พอมาคิดๆดูแล้วมันเหมือนผมกำลังหวังข้อความจากใครซักคน และผมไม่ค่อยทำแบบนั้นเท่าไหร่


เมื่อคิดดีแล้วก็พบว่าผมรอการติดต่อจากแบมแบมอยู่

แต่จะว่าติงต๊องก็ได้นะครับที่ผมรอจนลืมว่าเขาและผมไม่มีเบอร์ของกันและกัน ส่วนเมลที่ใช้ติดต่อกันตอนแรกก็เป็นอีเมลที่ส่วนมากจะใช้ในการติดต่อเรื่องมหาลัย ใครเขาจะไปเช็คในวันปิดเทอม


ผมมองไปรอบๆห้องสายตาก็ไปสบกับกีตาร์ตัวแรกและตัวเดียวที่ไม่ได้แตะมานานแรมเดือนด้วยเหตุจากปรากฏการณ์ส่งงานไฟนอลอันเดือดจัดพอๆกับน้ำในกาต้มน้ำร้อน




แต่ง




เสียงเพี้ยนสุดโต่งจากกีตาร์ตัวโปรดทำให้ผมยู่หน้า นี่ไม่ได้จูนนานมากจนเส้น E กลายเป็นเสียง G ละมั้งครับเนี่ย

ผมไล่นิ้วและบิดตัวปรับความตึงเส้นเอ็นไปเรื่อยๆจนถึงเส้นสุดท้าย




แต่ว




อ่า... ทำไมสายถึงขาดล่ะลูก...


สายตาก้มลงมองเส้นเอ็นที่ขาดคามือเมื่อวินาทีที่แล้วก่อนสมองจะสั่งขาให้ลุกออกจากเตียงและเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า


ยังดีที่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจำศีลหนึ่งสัปดาห์

ทำให้ผมไม่รู้สึกผิดที่จะก้าวเท้าออกไปนอกห้อง


ใส่เสื้อยืดสีขาวตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กพ่วงกับกางเกงยีนส์สีซีดขาดพับขาสี่ส่วน มือหยิบกีตาร์สีน้ำตาลอ่อนใส่เคสสีดำสนิทก่อนจะสะพายขึ้นบ่า ขยี้ผมและลูบหน้าลูบตาให้ดูเหมือนคนตื่นนอนก่อนจะสวมรองเท้าผ้าใบอดิดาสสีขาวคู่โปรดที่คนขนานนามว่าเป็นไสตล์ของฮิปสเตอร์ออกจากห้องไป


แต่พอก้าวออกจาลิฟต์เท่านั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นราวกับคนโทรมาจะรู้ว่าเขาออกมาเผชิญโลกภายนอกเสียที



"ว่า"


ทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อพบว่าชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นคนกันเองอย่างแพทเพื่อนข้างหอ



[มึงอยู่ไหน]



"กู... กำลังออกจากหอ"



[มึงเนี่ยนะออกจากหอ กูติดต่อไปหนึ่งอาทิตย์มึงเพิ่งรับโทรศัพท์กูวันนี้ กูนึกว่ามึงเน่าตายใต้ผ้าห่มละ]



เป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นทุกปิดเทอมเป็นระยะเวลาย่างเข้าปีที่สามหลังจากเขาเข้ามหาลัยมา เมื่อก่อนเพื่อนๆของเขาก็ซีเรียสกับการหายไปของเขากว่านี้ แต่พอมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทุกคนไม่สามารถติดต่อมาร์คได้จึงบุกมาเคาะประตูห้องถึงที่ แต่กลับเห็นเจ้าของห้องตื่นมาเปิดประตูด้วยหน้าตางัวเงีย ทุกคนเลยตัดสินใจว่าจะปลง



"สายกีตาร์กูขาด จะไปเปลี่ยน"



[เออๆ ละมึงไปคนเดียวหรอ]



ประโยคคำถามมาพร้อมนัยน์ตาที่เบิกกว้างกว่าปกติจังหวะเดียวกันกับที่ชายหนุ่มชาวไต้หวันก้าวเท้าลงบันไดหน้าคอนโด



"แบมแบม..."



เสียงเอ่ยเบาอัตโนมัติเมื่อเห็นการปรากฎตัวของใครอีกคนที่บังเอิญนึกถึงทุกครั้งเมื่อตื่นนอน

ลมอุ่นๆพัดผ่านพร้อมกับการทักทายแบบไม่มีเสียงของอีกฝ่าย แบมแบมเพียงแค่ยืนนิ่งพร้องมือที่ยกขึ้น เป็นการทักทายที่ดูจะไร้พลังเสียเหลือเกิน

แต่ที่ดีคงเป็นริมฝีปากที่ขยับยกยิ้มเข้ากับความอุ่นของลมและแดดล่ะมั้ง



[อะไรของมึง]



ปลายสายซึ่งยังคงถืออยู่ส่งเสียงท้วงด้วยความงุนงง มาร์คขำออกมาน้อยๆก่อนจะกรอกเสียงสุดท้ายลงบนลำโพงของโทรศัพท์มือถือ




"แบมแบมมารับกูไปน่ะ"







*





"ไปกัน"


"ใครบอกว่าจะไปด้วย"


สายตาล้อเลียนขี้เล่นของแบมแบมทำให้อีกฝ่ายอยากจะเอามือไปขยี้เส้นผมแอบยุ่งเพราะลมพัดนั่น



"หรือไม่ไป"



"เออ ไป" ร่างเล็กหัวเราะให้กับตัวเองและเริ่มออกเดินตาม "ว่าแต่ไปไหน"



"เปลี่ยนสายกีตาร์"



"นายคิดว่ามันจะมีเด็กถาปัตย์ซักกี่คนที่เล่นกีตาร์ไม่เป็น"



"เพื่อนฉันเล่นไม่เป็นซักคน"



เมื่อนึกถึงผองเพื่อนที่กระจัดกระจายอยู่คนละฝ่ายของคณะ อย่างแพทก็ไปอยู่ฝ่ายเก็บเงินค่ารุ่น แอนดริวไปอยู่ฝ่ายดนตรี เชอร์วินไปช่วยเรื่องกีฬาคณะ ก็เห็นจะมีแต่เขาที่ทำตัวล่องลอยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงสามารถทำตัวล่องหนร่อนเร่ไปวันๆได้อย่างสบายใจ



"เฮ้ยจริงดิ ประหลาดมาก"



ทั้งสองเดินมาไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงรถไฟฟ้าที่ตอนนี้คนไม่หนาแน่นมากเพราะเป็นช่วงหลังเที่ยง และยังไม่เย็นพอที่พนักงานออฟฟิศจะเลิกงาน


เอ่ยสนทนาเรื่องจุดหมายปลายทางอีกไม่กี่ประโยคก็เกิดความเงียบขึ้นระหว่างมนุษย์สันโดษทั้งสอง



ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เป็นความเงียบที่ดี

...มันดีมากๆด้วยซ้ำไป



"อ้าวมาร์ค มาทำไรเนี่ย ไม่ได้เจอนาน"


ชายวัยกลางคนเอ่ยทักมาร์คอย่างเป็นกันเอง แบมแบมมองเห็นริ้วรอยแห่งความสุขของลุงคนนั้นได้จากวิธีที่เขายกมุมปากและยิ้มกว้าง



การได้ทำอะไรที่เรารักมันเผยความสุขที่เห็นได้ชัดมากจริงๆด้วยสินะ



"สวัสดีครับลุง ผมเอามาเปลี่ยนสายน่ะ มันขาดเมื่อเช้านี่เอง"


บทสนทนาเกี่ยวกับดนตรีดำเนินไปซักพักหนึ่งโดยที่ทุกฝ่ายค่อยๆผลัดกันย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สีเข้ม



"ละนี่เพื่อนหรอ"


มาร์คเงยหน้าจากการเช็คสายก่อนจะยิ้มบางเบา



"เพื่อนร่วมเดินทางครับ"



"หืม?"



คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่ใบหน้าพลันยิ้มอีกคราเมื่อฝ่ายถูกกล่าวถึงเอ่ยขึ้นมา



"แบมแบมครับ เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง"



ว่าก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบกีตาร์คลาสสิคสีโทนเข้มกว่าของมาร์คหนึ่งระดับ



"เล่นเป็นหรอพ่อหนุ่ม"


ลุงเจ้าของร้านมองดวงหน้าหวานอย่างนึกสงสัย สังเกตุจากท่าทางของแบมแบมดูไม่น่าจะเป็นคนเล่นเครื่องดนตรีเสียเท่าไหร่



"นิดหน่อยน่ะครับ"


ว่าแล้วก็เริ่มเกลาเพลงแรกที่แว๊บขึ้นมาในหัว เป็นเพลงบรรเลงกีตาร์คู่ของศิลปินชาวญี่ปุ่นซึ่งทุกคนที่เล่นกีตาร์น่าจะรู้จักดี มาร์คได้ยินดังนั้นก็เริ่มจับคอร์ดตามและเล่นเข้าคู่ด้วยกัน


ชายวัยกลางคนมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาสนใจ


คนหนึ่งเงียบงัน ราวกับอากาศเย็นๆบนเทือกเขา

อีกคนให้ความรู้สึกอุ่น ราวกับละอองทะเลและหาดทรายขาว


พออยู่ด้วยกันดูลงตัว อาจจะแปลกไปนิด อาจจะมีเพี้ยนไปบ้างเหมือนสายกีตาร์ แต่เขาว่ามันเป็นการเจอกันของภูเขาและทะเลที่ดี



ดูจะเป็นมิตรภาพที่ดีเกิดคาด



เสียงเพลงดังไปเรื่อยๆจนถึงเวลาของวันที่ควรจะกลับ ก่อนที่ฝูงคนมหาศาลจะทะลักออกมาจากบริษัทและโรงเรียนมหาลัยต่างๆมากมายในตัวเมืองแออัดของกรุงเทพมหานคร


การเดินทางกลับครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนๆ

มีแต่ความเงียบที่ทำให้รู้สึกสบายใจ มีความเงียบและเสียงเพลงเดียวกันผ่านหูฟังคนละข้างในหูหนึ่งข้างของแต่ละคน


เพลงที่เหมาะกับการเดินทางเสียเหลือเกิน



Though nothing, will keep us together
We could steal time,
just for one day
We can be Heroes, for ever and ever
What d'you say?


ไม่ต้องถึงกับนั่งรถเล่นและกางแขนรับลมบนสะพานแขวนอย่าง Emma Watson ในภาพยนตร์เรื่อง The perks of being a wallflower... แค่เสียงเพลงกับการเคลื่อนไหวของรถไฟฟ้าและวิวไม่สวยแต่ก็ไม่เลวร้ายไปซะหมดของตึกสูงเฉียดฟ้าในตัวเมือง ก็ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก


แค่ไหล่ที่ชนกันในรถไฟฟ้าบนการเดินทางสิบห้านาที ทั้งขาไปและขากลับ ก็ทำให้ใครบางคนยิ้มอย่างที่น้อยครั้งจะยิ้มได้



...และทำให้ใครอีกคนยิ้มตาม



No comments:

Post a Comment