ผมไม่ใส่งานเอาไว้ในแฟลชไดรฟ์อย่างเดียวหรอก
แน่นอนในแล็ปท็อปของผมต้องมีไฟล์ออริจินอล
เอาเป็นว่าผมไม่รู้จะบอกเขาด้วยวิธีไหนว่าผมจำเขาได้
แต่ผมไม่ได้เจอมาร์คตั้งแต่ไปเอาแฟลชไดรฟ์คืน
เราไม่มีเบอร์โทรของกันและกัน
มีแต่อีเมลที่นานๆครั้งผมจะเปิดเข้าไปเช็ค แต่นั่นแหละ ไม่มีการติดต่อที่ยืดเยื้อมาจากทริปเสม็ดครั้งนั้น
ผมไม่มีปัญหากับการนึกถึงใครนานๆหรอกครับ
แต่ผมมีปัญหากับสิ่งที่เรียกว่าความคิดถึง
นิ้วเรียวเคาะเตียงเดี่ยวสีขาวสะอาดขนาดพอนอนแค่คนเดียว แขนข้างหนึ่งรองไว้ใต้ศีรษะ แบมแบมฮัมเพลงเบาๆคลอไปกับเสียงเพลงจากมือถือซึ่งถูกต่อเข้าลำโพงมาร์แชลขนาดเท่าแอมป์ตัวเล็กซึ่งวางอยู่ใต้โต๊ะเครื่องเขียน
ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนและตอนนี้ก็เป็นปิดเทอมพักร้อน แบมแบมซึ่งเป็นคนขี้ร้อนและพ่ายแพ้กับอากาศร้อนจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องเพิ่มค่าไฟไปวันๆ
ถึงจะออกไปเดินห้างก็ไม่ได้ความรู้สึกแปลกใหม่อยู่ดี
ร่างเล็กคิดก่อนจะลุกขึ้นให้แผ่นหลังตั้งฉากกับพื้นแล้วควานหาอุปกรณ์เครื่องเขียนติดมืออย่างสมุดเสก็ตช์และดินสอปากกาพิกม่า
ไม่ได้วาดรูปนานแค่ไหนละนะ...
ว่าแล้วก็จัดการเปิดคอมที่มีรูปจากทะเลโหลดเก็บใส่โฟลเดอร์เอาไว้อย่างเรียบร้อย นิ้วเรียวขยับบนแทร็คแพ็ดเพียงไม่กี่นาทีเครื่องปริ๊นท์ขนาดเอสี่ก็มีกระดาษสองใบซึ่งเต็มไปด้วยหมึกพิมพ์นอนแน่นิ่งอยู่
หนึ่งรูปของทะเลและผืนทรายสุดสายตา
อีกหนึ่งรูปของคนที่เขากำลังตัดสินใจว่าจะ 'คิดถึง' หรือ 'นึกถึง' ดี
จัดการร่างรูปด้วยดินสออย่างเบามือเสร็จสรรพร่างเล็กก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบสีน้ำมาระบายทับ
เขาชอบสีน้ำ
อยากเป็นเหมือนสีน้ำ
ใครจะว่าสีน้ำเจือจางและไร้รูปทรง แต่เขาว่าสีน้ำมีอิสระ มีความเหลวและลื่นไหล สามารถมีความชัดและอ่อนได้เพียงแค่การผสมน้ำเพิ่ม
ข้อควรระมัดระวังอย่างเดียวของสีน้ำเห็นจะเป็นการใช้น้ำแค่พอควร ถ้าผสมน้ำมากไป กระดาษจะย่นและเป็นคลื่น
เช่นเดียวกับตัวผม
ผมเป็นพวกรักษาระยะห่างระหว่างคนอื่นและตัวเองและผมทำมันได้ดีมาตลอด
ระยะห่างที่ผมว่านั้นไม่ได้แปลว่าเราจะต้องใกล้กันแบบสีที่ข้นแห้งและเข้มทึบเกินไป
ไม่ได้ไกลกันจนสีนั้นผสมน้ำเจือจางและทำให้กระดาษเปียกชุ่มจนเป็นคลื่นเมื่อแห้งเหือด
ผมคิดว่ามันควรจะพอดี
เป็นรูปวาดซึ่งมีความไหลลื่นมีอิสระ
แต่ในความอิสระนั้นก็มีความแน่นอน
ความแน่นอนว่าเราจะ 'นึกและคิด'
ถึงกันและกัน
ลายเส้นและสีน้ำถูกระบายลงบนกระดาษในสมุดขนาดไม่ถึงเอสี่ ครูที่โรงเรียนตอนม.ปลายเคยบอกผมว่า งานศิลปะน่ะไม่มีคำว่าเสร็จหรอก จะมีก็แต่คำว่าพอดี และหยุดทำ
เมื่อพองาม ก็หยุดแต่งเติมและลดทอน
เมื่อพอดีกับใจ ก็ไม่ต้องไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาเพิ่ม
รูปของมาร์คเป็นเพียงลายเส้นที่ใช้สีน้ำวาดโครงหน้าหล่อเหลา เจ้าตัวหลับตาพริ้มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนแอบถ่ายรูปยามเช้า
พูดแล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
หอ x มันก็อยู่ข้างๆกันเองนี่นา...
ร
*
ความปุบปับของเด็กอาร์ตนั้นยากแท้หยั่งถึง
ใช่ว่ายูคยอมจะเข้าใจแบมแบมเพื่อนสนิทตั้งแต่อนุบาลพร่ำบอกเสมอว่า 'ของแบบนี้มันอยู่ที่อารมณ์' แต่ก็จำต้องพยักหน้าเออออเสียเรื่อยไป จนกระทั่งวันนี้เพื่อนตัวดีมันไลน์รูปวาดสีน้ำสวยงามมาให้เขา
คนตัวโตเลิกคิ้วก่อนจะขมวดคิ้วคู่เดิมเข้าเกือบเป็นปม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นรูปวาดของแบมแบม แต่บุคคลในรูปกับข้อความที่ส่งมาต่อจากรูปเนี่ยสิ...
'นายรู้จักเขาไหม'
'ฉันกำลังจะไปหาเขา'
คือข้อความที่ส่งต่อจากรูปวาดสีน้ำของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยูคยอมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี ถึงแม้เขาจะเรียนคณะนิเทศาสตร์แต่ชื่อเสียงชายนิรนามหน้าตาดีที่มักจะผลุบๆโผล่คนนี้ไม่ได้น้อยแต่อย่างใด
ถึงไม่รู้จักชื่อก็เคยเห็นรูปตามเพจคนดังของมหาลัยมาบ้าง และที่ไม่รู้จักชื่อไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียว ทุกวันนี้แอดมินเพจผู้ซึ่งโชคหล่นทับแอบเก็บภาพมาได้อย่างบังเอิญก็ยังตามหาชายหน้าตาดีในรูปสีน้ำของแบมแบมอยู่
และประโยคที่แบมแบมส่งมาให้เขานั้นใช่ว่าจะเป็นประโยคเชิญชวนแต่อย่างใด แต่ไหนแต่ไรแบมแบมจะเป็นพวกไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่แล้ว แค่มีบางครั้งที่คนตัวเล็กมีความคิดเรื่องบางอย่างอยู่ แบมแบมจึงจะส่งข้อความมาบอกกล่าวความเป็นไปของตนเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทของเขากับผู้ชายนิรนามหน้าตาดีที่ไม่รู้ว่าตัวเองดังนี่เริ่มจะน่าสนใจกว่าที่ควรแล้วล่ะสิ...
*
ตั้งแต่เสร็จไฟนอลและกลับมาจากเสม็ดผมก็เอาแต่นอน
ใครจะว่ายังไงก็ช่างแต่ผมบอกทุกคนว่าผมจะเอาแต่นอนอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่นอกจากอากาศที่ร้อนระอุ
มันเหมือนต้องนอนชดเชยชั่วโมงที่เสียไปกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำน่ะครับ
แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกและผมเองไม่เคยทำมาก่อนคือการกดเช็คหน้าจอโทรศัพท์ตอนตื่นนอน
พอมาคิดๆดูแล้วมันเหมือนผมกำลังหวังข้อความจากใครซักคน และผมไม่ค่อยทำแบบนั้นเท่าไหร่
เมื่อคิดดีแล้วก็พบว่าผมรอการติดต่อจากแบมแบมอยู่
แต่จะว่าติงต๊องก็ได้นะครับที่ผมรอจนลืมว่าเขาและผมไม่มีเบอร์ของกันและกัน ส่วนเมลที่ใช้ติดต่อกันตอนแรกก็เป็นอีเมลที่ส่วนมากจะใช้ในการติดต่อเรื่องมหาลัย ใครเขาจะไปเช็คในวันปิดเทอม
ผมมองไปรอบๆห้องสายตาก็ไปสบกับกีตาร์ตัวแรกและตัวเดียวที่ไม่ได้แตะมานานแรมเดือนด้วยเหตุจากปรากฏการณ์ส่งงานไฟนอลอันเดือดจัดพอๆกับน้ำในกาต้มน้ำร้อน
แต่ง
เสียงเพี้ยนสุดโต่งจากกีตาร์ตัวโปรดทำให้ผมยู่หน้า นี่ไม่ได้จูนนานมากจนเส้น E กลายเป็นเสียง G ละมั้งครับเนี่ย
ผมไล่นิ้วและบิดตัวปรับความตึงเส้นเอ็นไปเรื่อยๆจนถึงเส้นสุดท้าย
แต่ว
อ่า... ทำไมสายถึงขาดล่ะลูก...
สายตาก้มลงมองเส้นเอ็นที่ขาดคามือเมื่อวินาทีที่แล้วก่อนสมองจะสั่งขาให้ลุกออกจากเตียงและเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ยังดีที่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจำศีลหนึ่งสัปดาห์
ทำให้ผมไม่รู้สึกผิดที่จะก้าวเท้าออกไปนอกห้อง
ใส่เสื้อยืดสีขาวตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กพ่วงกับกางเกงยีนส์สีซีดขาดพับขาสี่ส่วน มือหยิบกีตาร์สีน้ำตาลอ่อนใส่เคสสีดำสนิทก่อนจะสะพายขึ้นบ่า ขยี้ผมและลูบหน้าลูบตาให้ดูเหมือนคนตื่นนอนก่อนจะสวมรองเท้าผ้าใบอดิดาสสีขาวคู่โปรดที่คนขนานนามว่าเป็นไสตล์ของฮิปสเตอร์ออกจากห้องไป
แต่พอก้าวออกจาลิฟต์เท่านั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นราวกับคนโทรมาจะรู้ว่าเขาออกมาเผชิญโลกภายนอกเสียที
"ว่า"
ทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อพบว่าชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นคนกันเองอย่างแพทเพื่อนข้างหอ
[มึงอยู่ไหน]
"กู... กำลังออกจากหอ"
[มึงเนี่ยนะออกจากหอ กูติดต่อไปหนึ่งอาทิตย์มึงเพิ่งรับโทรศัพท์กูวันนี้ กูนึกว่ามึงเน่าตายใต้ผ้าห่มละ]
เป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นทุกปิดเทอมเป็นระยะเวลาย่างเข้าปีที่สามหลังจากเขาเข้ามหาลัยมา เมื่อก่อนเพื่อนๆของเขาก็ซีเรียสกับการหายไปของเขากว่านี้ แต่พอมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทุกคนไม่สามารถติดต่อมาร์คได้จึงบุกมาเคาะประตูห้องถึงที่ แต่กลับเห็นเจ้าของห้องตื่นมาเปิดประตูด้วยหน้าตางัวเงีย ทุกคนเลยตัดสินใจว่าจะปลง
"สายกีตาร์กูขาด จะไปเปลี่ยน"
[เออๆ ละมึงไปคนเดียวหรอ]
ประโยคคำถามมาพร้อมนัยน์ตาที่เบิกกว้างกว่าปกติจังหวะเดียวกันกับที่ชายหนุ่มชาวไต้หวันก้าวเท้าลงบันไดหน้าคอนโด
"แบมแบม..."
เสียงเอ่ยเบาอัตโนมัติเมื่อเห็นการปรากฎตัวของใครอีกคนที่บังเอิญนึกถึงทุกครั้งเมื่อตื่นนอน
ลมอุ่นๆพัดผ่านพร้อมกับการทักทายแบบไม่มีเสียงของอีกฝ่าย แบมแบมเพียงแค่ยืนนิ่งพร้องมือที่ยกขึ้น เป็นการทักทายที่ดูจะไร้พลังเสียเหลือเกิน
แต่ที่ดีคงเป็นริมฝีปากที่ขยับยกยิ้มเข้ากับความอุ่นของลมและแดดล่ะมั้ง
[อะไรของมึง]
ปลายสายซึ่งยังคงถืออยู่ส่งเสียงท้วงด้วยความงุนงง มาร์คขำออกมาน้อยๆก่อนจะกรอกเสียงสุดท้ายลงบนลำโพงของโทรศัพท์มือถือ
"แบมแบมมารับกูไปน่ะ"
*
"ไปกัน"
"ใครบอกว่าจะไปด้วย"
สายตาล้อเลียนขี้เล่นของแบมแบมทำให้อีกฝ่ายอยากจะเอามือไปขยี้เส้นผมแอบยุ่งเพราะลมพัดนั่น
"หรือไม่ไป"
"เออ ไป" ร่างเล็กหัวเราะให้กับตัวเองและเริ่มออกเดินตาม "ว่าแต่ไปไหน"
"เปลี่ยนสายกีตาร์"
"นายคิดว่ามันจะมีเด็กถาปัตย์ซักกี่คนที่เล่นกีตาร์ไม่เป็น"
"เพื่อนฉันเล่นไม่เป็นซักคน"
เมื่อนึกถึงผองเพื่อนที่กระจัดกระจายอยู่คนละฝ่ายของคณะ อย่างแพทก็ไปอยู่ฝ่ายเก็บเงินค่ารุ่น แอนดริวไปอยู่ฝ่ายดนตรี เชอร์วินไปช่วยเรื่องกีฬาคณะ ก็เห็นจะมีแต่เขาที่ทำตัวล่องลอยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงสามารถทำตัวล่องหนร่อนเร่ไปวันๆได้อย่างสบายใจ
"เฮ้ยจริงดิ ประหลาดมาก"
ทั้งสองเดินมาไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงรถไฟฟ้าที่ตอนนี้คนไม่หนาแน่นมากเพราะเป็นช่วงหลังเที่ยง และยังไม่เย็นพอที่พนักงานออฟฟิศจะเลิกงาน
เอ่ยสนทนาเรื่องจุดหมายปลายทางอีกไม่กี่ประโยคก็เกิดความเงียบขึ้นระหว่างมนุษย์สันโดษทั้งสอง
ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เป็นความเงียบที่ดี
...มันดีมากๆด้วยซ้ำไป
"อ้าวมาร์ค มาทำไรเนี่ย ไม่ได้เจอนาน"
ชายวัยกลางคนเอ่ยทักมาร์คอย่างเป็นกันเอง แบมแบมมองเห็นริ้วรอยแห่งความสุขของลุงคนนั้นได้จากวิธีที่เขายกมุมปากและยิ้มกว้าง
การได้ทำอะไรที่เรารักมันเผยความสุขที่เห็นได้ชัดมากจริงๆด้วยสินะ
"สวัสดีครับลุง ผมเอามาเปลี่ยนสายน่ะ มันขาดเมื่อเช้านี่เอง"
บทสนทนาเกี่ยวกับดนตรีดำเนินไปซักพักหนึ่งโดยที่ทุกฝ่ายค่อยๆผลัดกันย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สีเข้ม
"ละนี่เพื่อนหรอ"
มาร์คเงยหน้าจากการเช็คสายก่อนจะยิ้มบางเบา
"เพื่อนร่วมเดินทางครับ"
"หืม?"
คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่ใบหน้าพลันยิ้มอีกคราเมื่อฝ่ายถูกกล่าวถึงเอ่ยขึ้นมา
"แบมแบมครับ เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง"
ว่าก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบกีตาร์คลาสสิคสีโทนเข้มกว่าของมาร์คหนึ่งระดับ
"เล่นเป็นหรอพ่อหนุ่ม"
ลุงเจ้าของร้านมองดวงหน้าหวานอย่างนึกสงสัย สังเกตุจากท่าทางของแบมแบมดูไม่น่าจะเป็นคนเล่นเครื่องดนตรีเสียเท่าไหร่
"นิดหน่อยน่ะครับ"
ว่าแล้วก็เริ่มเกลาเพลงแรกที่แว๊บขึ้นมาในหัว เป็นเพลงบรรเลงกีตาร์คู่ของศิลปินชาวญี่ปุ่นซึ่งทุกคนที่เล่นกีตาร์น่าจะรู้จักดี มาร์คได้ยินดังนั้นก็เริ่มจับคอร์ดตามและเล่นเข้าคู่ด้วยกัน
ชายวัยกลางคนมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาสนใจ
คนหนึ่งเงียบงัน ราวกับอากาศเย็นๆบนเทือกเขา
อีกคนให้ความรู้สึกอุ่น ราวกับละอองทะเลและหาดทรายขาว
พออยู่ด้วยกันดูลงตัว อาจจะแปลกไปนิด อาจจะมีเพี้ยนไปบ้างเหมือนสายกีตาร์ แต่เขาว่ามันเป็นการเจอกันของภูเขาและทะเลที่ดี
ดูจะเป็นมิตรภาพที่ดีเกิดคาด
เสียงเพลงดังไปเรื่อยๆจนถึงเวลาของวันที่ควรจะกลับ ก่อนที่ฝูงคนมหาศาลจะทะลักออกมาจากบริษัทและโรงเรียนมหาลัยต่างๆมากมายในตัวเมืองแออัดของกรุงเทพมหานคร
การเดินทางกลับครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนๆ
มีแต่ความเงียบที่ทำให้รู้สึกสบายใจ มีความเงียบและเสียงเพลงเดียวกันผ่านหูฟังคนละข้างในหูหนึ่งข้างของแต่ละคน
เพลงที่เหมาะกับการเดินทางเสียเหลือเกิน
Though nothing, will keep us together
We could steal time,
just for one day
We can be Heroes, for ever and ever
What d'you say?
ไม่ต้องถึงกับนั่งรถเล่นและกางแขนรับลมบนสะพานแขวนอย่าง Emma Watson ในภาพยนตร์เรื่อง The perks of being a wallflower... แค่เสียงเพลงกับการเคลื่อนไหวของรถไฟฟ้าและวิวไม่สวยแต่ก็ไม่เลวร้ายไปซะหมดของตึกสูงเฉียดฟ้าในตัวเมือง ก็ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
แค่ไหล่ที่ชนกันในรถไฟฟ้าบนการเดินทางสิบห้านาที ทั้งขาไปและขากลับ ก็ทำให้ใครบางคนยิ้มอย่างที่น้อยครั้งจะยิ้มได้
...และทำให้ใครอีกคนยิ้มตาม
No comments:
Post a Comment