"ฮ้าาาาา"
เสียงถอนหายใจที่ไม่ได้แสดงถึงความเหนื่อยล้าในแง่ลบแต่อย่างใดดังขึ้นท่ามกลางแสงแดดซึ่งเริ่มอ่อนลง เกลียวคลื่นยังพัดกระทบกับหาดทรายละเอียดไม่หยุดหย่อน สองร่างนอนแผ่หลาอยู่กลางชายหาด แขนสองข้างของทั้งคู่กางออกอย่างสบายใจ
เงยหน้าเห็นท้องฟ้าแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนกำลังบินอยู่ในอากาศ
ผมกับแบมแบมนอนอยู่แบบนี้มาซักพักแล้วล่ะครับ มันไม่ใช่ว่าเราเหนื่อยจนลุกไปไหนไม่ไหว เราไม่ได้เล่นกันหนักขนาดจะทำให้เหนื่อยขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ผมชอบการนอนมองการเคลื่อนตัวช้าๆของเมฆในวันฟ้าเปิดเสียเหลือเกิน
การนอนแบบนี้ทำให้ผมสบายใจ
และยิ่งสบายใจมากกว่าเดิมเมื่อปลายนิ้วของผมกับแบมแบมบังเอิญแตะกัน
"นี่"
เสียงเรียกของคนข้างกายทำให้หันไปมองเหมือนถูกกดรีโมทสั่งการ ผมซึ่งเปียกน้ำของแบมแบมกระจายไปทั่วใบหน้า ปรกตาที่บางครั้งก็ค้อนและขวางบ้าง ลู่แนบแก้มที่ส่วนมากจะอูมและน่าหยิกบ้าง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีกับรอยยิ้มของเขาน้อยลง
ปากที่ใช้ยิ้มน่ะดีกว่าตอนลับวาจากันเป็นไหนๆ
อ่า
ผมเผลอพูดไปแล้วสินะ
คุณรู้แล้วสินะว่าผมจำเขาได้แล้ว
*
เราใช้เวลาไม่นานในการหาบังกะโลติดชายหาดราคาย่อมเยา ผมผลัดกันอาบน้ำกับเพื่อนร่วมเดินทางที่รู้จักกันแค่ชื่อ เสร็จแล้วก็มานั่งชิวบนเก้าอี้ผ้าใบด้านหน้าบังกะโลพร้อมเบียร์คนละขวดในมือ
แชะ
เสียงชัตเตอร์อันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมแสงแฟลชขณะที่ผมกำลังวางขวดเบียร์ลงบนผืนทรายข้างเก้าอี้
หันไปมองก็พบแบมแบมส่งยิ้มทะเล้นมาให้พร้อมกับหมุนเลนส์กล้องหวังสรรหาภาพทำร้ายกันอีกรอบ
แชะ
แสงแฟลชจ้าขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมือของผมที่ยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง
"ชิ"
จิ๊ปากขำๆอย่างพอเป็นพิธีแล้วแบมแบมก็ลดกล้องลงแล้วหยิบขวดเบียร์ของตนเองขึ้นกระดกโดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าผมได้หยิบกล้องของตัวเองออกมาเหมือนกัน
ผมค่อยๆเล็งเป้าหมายผ่านเลนส์กล้อง หน้าหวานกว่าผู้ชายทั่วไปของอีกฝ่ายก้มลงเล็กน้อยทำให้ผมลงมาปรกตาเหมือนในตอนที่ผมเจอเขาครั้งแรกไม่มีผิด
มือหมุนเลนส์ปรับโฟกัสอย่างเคยชินและเคลื่อนไปหน้าอีกหน่อยเพื่อปรับค่าแสงต่างๆตามตัวฟิล์มที่ใส่ไว้ external flash ที่ติดไว้ก็ดูน่าจะทำงานได้ปกติดีเพราะเริ่มมีเสียงชาร์จแฟลชดังขึ้นเบาๆ ดีที่อีกฝ่ายคงไม่ได้ยินเพราะโดนเสียงคลื่นกลบเสียหมด
แบมแบมยังคงก้มๆเงยๆเช็ครูปในกล้องและพิมพ์บางอย่างลงบนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้แตะมาทั้งวัน
จนกระทั่งผมปรับทุกอย่างเสร็จ
"มาร์คๆ"
แชะ
ร่างบางเงยหน้าขึ้นมาจังหวะเดียวกับที่ผมกดชัตเตอร์และลั่นแฟลชออกไป แสงสว่างจ้ากระทบกับวัตถุต่างๆเพียงเสี้ยววินาทีทุกอย่างก็กลับมามืดตามเคย
แบมแบมทำหน้าตกใจเมื่อเห็นว่าผมใช้กล้องฟิล์มในการถ่ายรูปแบบเผลอๆของเขา
"ว่า"
"เฮ้ยยยยย แฟลชสภาพดีมากกกก ขอลองหน่อยๆ"
ผมว่าแบมแบมน่าจะลืมสิ่งที่เขาจะพูดก่อนหน้านี้ไปแล้วล่ะมั้ง แต่ก็ไม่แปลกที่เขาโดนก่อกวนด้วยแฟลชกล้องฟิล์ม ปกติแล้วกล้อง dslr น่ะครบครันไงครับ มีแฟลชให้ และหาซื้อแฟลชง่าย แต่สำหรับกล้องฟิล์มมันให้อีกอารมณ์นึงเลยล่ะ ก็ไม่ถึงกับหายาก แต่หาในสภาพที่ดีและไม่เหลืองจนเกินไปก็ไม่ง่าย
"ชอบหรอ"
"โคตร"
"ใช่มั้ยล่ะ ภาพดิบๆอะ แต่คลีน เข้าใจใช่ปะ"
"นั่นมันดีที่สุดแล้ว"
"มาลองถ่ายกัน"
พอมาถึงเรื่องทดลองกล้องหรืออุปกรณ์เสริม พวกหลังกล้องอย่างพวกผมที่ปกติจะเขินกล้องเสียเองเวลาโดนถ่ายก็สะบัดความเขินนั้นทิ้งไปทันที รูปดีๆมันจำเป็นต้องมีตัวทดลองเสมอ และตัวทดลองที่ว่านั่นก็คือพวกเบื้องหลังอย่างผมๆเนี่ยแหละครับ
แชะ
แชะ
แชะ
เสียงชัตเตอร์ของทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตอลทำงานไม่หยุดหย่อนไปราวครึ่งชั่วโมงก่อนที่แขนจะเริ่มรู้สึกล้าจากการเล่นน้ำเมื่อตอนบ่าย
"ฉันชอบถ่ายด้วยแฟลชพอๆกับชอบถ่ายช่วง magic hour เลย นายเป็นมั้ย"
"ฉันชอบถ่ายทุกช่วงนั่นแหละ ว่าแต่นายเคยดู mary is happy ปะ"
ผมสัมผัสได้ว่าแบมแบมเองก็เป็นคอหนังอินดี้ สังเกตุจากที่เขาเก็ทมุข sofia coppola ของผมก่อนหน้านี้ ผมชอบดูหนังนะ แต่ผมไม่ค่อยดูอะไรที่คนเขาดูกัน ว่าง่ายๆคือผมไม่ค่อยได้ดูหนังเมนสตรีมที่ฉายในโรงเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะอินดี้ฮิปสเตอร์อะไรหรอก แต่ว่าไงดีล่ะ มันไม่ใช่แนวที่ผมชอบ แค่นั้นเองล่ะมั้ง
"เคยดิ แม่งเจ๋งมาก ตอนแรกดูละจะหลับด้วยซ้ำ ไปๆมาๆแม่งรู้สึกว่ามันดีมาก"
"เออดิ ตอนแรกเงียบมาก นายรู้มั้ยว่าตอนเพื่อนสนิทแมรี่ตายฉันนั่งงงไปห้าวิ"
"พลิกแบบไม่บอกไม่กล่าวไง แล้วนายเคยดู 36 ปะ"
พอพูดถึงหนังเรื่องนี้ผมก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้คืนแผ่นให้ไอ้แพทเลยนี่นา
"นายรู้มั้ยว่าฉันหาลิ้งค์โหลดนานแค่ไหนกว่าจะเจอ แต่มันก็ดันโหลดไม่ได้ซะงั้น"
แต่เดี๋ยวค่อยคืนก็ได้มั้ง
"ยืมแผ่นมั้ย ลิ้งค์โหลดผิดกฎหมายนะ ฮะๆ"
"อย่างกับนายโหลดเพลงอย่างถูกกฎหมายงั้นแหละ"
"พูดถึงเพลง ชอบฟังเพลงแบบไหน"
"ได้เรื่อยๆ ส่วนมากก็ alternative rock pop indie folk ได้หลายแนวอยู่"
ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงตลาดทั่วไปติดหูก็จริง แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันเข้าไม่ถึงผม และผมเองก็ไม่สามารถเข้าถึงมันได้ เหมือนกับการที่ผมไม่ค่อยดูหนังในโรงแหละมั้ง
"หน้าตานายเหมือนพวกฟังเมนสตรีมป๊อบ"
ไอ้หน้าตากับรสนิยมในการฟังเพลงนี่มันสัมพันธ์กันยังไงหรอ?
"ฉันไม่รู้ว่าคำวิจารณ์นั้นคือแง่บวกหรือลบ"
"เคยฟัง paperweight มั้ย"
เมื่อผมส่ายหน้าแบมแบมจึงล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงและจัดการเปิดเพลงแข่งกับเสียงคลื่น
เสียงดีดคอร์ดบนกีตาร์ดังขึ้นเป็นการเปิดเพลง ผมเอนกายพิงผืนผ้าใบด้านหลังแล้วปิดตาลง ดนตรีสบายๆคลอไปกับเสียงของเกลียวคลื่นอย่างลงตัว
พอเริ่มจะค่ำผมก็ชักชวนเพื่อนร่วมทริปเข้าไปนอนเล่นในห้องก่อนที่ยุงจะหามเอาไข้เลือดออกมาฝากกันทั้งคู่ หน้าต่างเปิดรับลมจากข้างนอกแต่ยังกันแมลงด้วยตาข่ายแข็ง เราต่างทิ้งตัวลงบนเตียงอันไม่นุ่มมาก ต่างกันตรงที่ผมหงายหน้าแต่เขาตะแคงข้าง
ผมหันหน้าไปมองคนข้างตัวจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาสบตากัน
บางอย่างบอกผมว่าเขาเองก็กำลังรู้สึกสบายใจ
และเสียงเพลงที่เขาเปิดให้ผมฟังเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหูราวกับเปิดซ้ำๆ แต่นั่นไม่ทำให้ผมเบื่อเลยซักนิด
I've been this way
With so many before
But this feels like the first time
With so many before
But this feels like the first time
Happy to lay here
Just happy to be here
I'm happy to know you
Just happy to be here
I'm happy to know you
รอยยิ้มเกิดขึ้นตอนไหนผมก็ไม่อาจทราบได้
และผมไม่ได้เป็นคนเดียวที่ยิ้ม
*
เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นด้วยบรรยากาศสบายๆเช่นเดิม แสงแดดอ่อนๆส่องเข้ามาทางม่านโปร่ง ไม่ได้ให้ความรู้สึกแยงตาหรืออะไรแต่กลับให้ความสดชื่นที่แดดเมืองกรุงให้ไม่ได้
ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับมือของแบมแบมซึ่งเอื่อมมาแตะเบาๆบนมือที่หงายขึ้นของผม ปลายนิ้วสัมผัสกันเพียงเบาบางเหมือนลมเย็นยามเช้าที่สัมผัสผ้าม่าน
"จะบอกว่าขอแฟลชไดรฟ์คืนด้วย"
50%
.
.
.
.
.
.
.
.
เอ๋อแดกสิครับยังไง
เอ้อ
เขาก็จำผมได้
เอ้ออออ…
สรุปจำกันได้ทั้งคู่
ผมเด้งตัวขึ้นมานั่งในท่าขัดสมาธิหลวมๆด้วยความแปลกใจปนตื่นเต้นอย่างที่ไม่ค่อยได้รู้สึกยกเว้นตอนแบบตึกรอบแรกผ่านอย่างไม่โดนอาจารย์ล้ม
“รู้ได้ไงว่าฉันเอาไป”
เท่านั้นแบมแบมก็ระเบิดเสียงหัวเราะราวกับจะสร้างเฮอริเคนเสียงหัวเราะเสียอย่างงั้น เมื่ออีกฝ่ายยังไม่อธิบายเรื่องราวผมก็ยิ่งคำถามไปอีก “แล้วจำกันได้เมื่อไหร่”
“เอาตรงๆปะ ตอนแรกจำไม่ได้หรอก”
“อ้าว”
“ไม่เคยเป็นหรอ รู้ว่าคุ้นหน้าแต่ไม่รู้ว่าเคยเห็นที่ไหนอะ”
“นั่นมันก็เคย ตอนแรกฉันเห็นนายก็รู้สึกงั้นแหละ”
แว๊บที่ผมเห็นใบหน้าของคนที่กำลังสนทนาอยู่ในอะควาเรี่ยมนั้นน่ะ มันคุ้นเสียจริงๆครับ เพียงแต่แสงอันน้อยนิดจากตู้ปลานั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรๆบนใบหน้าของแบมแบมเด่นชัดขึ้นมานอกจากเส้นผมที่ปรกตาอยู่ตลอด เอาเป็นว่าผมมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าจริงๆเขาหน้าตาเป็นอย่างไร
“จนกระทั่ง?”
แล้วไหงผมกลับเป็นฝ่ายตอบคำถามซะงั้นล่ะครับเนี่ย
“จนนายยื่นหน้าเข้ามาในเฟรมกล้องนั่นแหละ”
“โห นี่จำกันได้ตั้งแต่อยู่หัวลำโพงแล้วหรอ”
ร่างเล็กกว่าแสร้งทำเสียงล้อเลียนและอ้าปากราวกับตกใจ
“นายจะบอกว่านายจำฉันไม่ได้จนกระทั่งเมื่อคืนไรงี้หรอ ใจร้ายชะมัด”
“ไม่ถึงกับเมื่อคืนนะ ตั้งแต่ตอนที่ฉันมัดผมให้นายล่ะมั้ง”
ว่าไปแล้วตอนไปร้านปริ๊นท์ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้เอายางมัดผมไปด้วยความเร่งรีบจะส่งงาน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าตอนส่งงานอีกแล้วล่ะครับ คอนเฟิร์ม
“แล้วอะไรทำให้จำกันได้ล่ะ”
“พี่ที่ร้านปริ๊นท์ไลน์มาบอกว่าแฟลชไดรฟ์ของฉันอยู่กับคนที่ชื่อมาร์ค แต่เท่าที่ฉันนึกๆดูฉันไม่น่าจะมีเพื่อนชื่อมาร์คถ้าจำไม่ผิด”
ผมหัวเราะให้กับท่าทางแกล้งคิดของอีกฝ่าย คณะแบบพวกผมนะครับเพื่อนเยอะก็จริง แต่ส่วนมากก็จะเป็นเพื่อนสายเดียวกันเนี่ยแหละครับ ไม่ในคณะ ก็ไม่พ้นคณะลูกพี่ลูกน้องอย่างศิลปกรรมหรอกครับ
“มาร์คมีตั้งเยอะตั้งแยะ”
ร่างบางกระเถิบไปนั่งเยื้องๆหลังผมแล้วจัดการรวบผมสีเข้มยุ่งเหยิงรับการตื่นนอนยามเช้าของผมไปมัดหลวมๆ
“กระเซิงแบบนี้ มีไม่กี่คนหรอก”
“พวกสินกำก็กระเซิงนะ”
ผมยังคงเถียงกวนๆไปด้วยอารมณ์ดีที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงอารมณ์ดี เงยหน้าไปด้านหลังก็พลันสบตากับอีกฝ่ายซึ่งนั่งอมยิ้มเสมือนอารมณ์ดีไม่แพ้กัน มือบางทำท่าจะกดตัวผมลงนอนเพื่อกลั่นแกล้งและผมก็ดันพลาดท่าเสียการทรงตัวลงทำให้ผมที่เพิ่งมัดไปหมาดๆกระทบกับหมอนข้างเข่าของแบมแบม
นับเป็นครั้งที่สองล่ะมั้งที่ผมได้มองเขาในมุมช้อนแบบนี้ ผมปรกตาแบบนี้แหละที่ทำให้ผมจำได้ว่าเขาคือแบมแบม แบมแบมเด็กกราฟฟิคที่มาบ่นในร้านปริ๊นท์ละจากไป
นัยน์ตาของคนตัวเล็กดูมีอะไรที่ผมเองก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้ แต่ผมว่าผมเข้าใจสิ่งที่เขาอยากจะสื่อหรือบังเอิญเผลอสื่อออกมา ซึ่งเป็นอารมณ์เดียวกับเวลาผมดูหนังที่ไม่ค่อยมีบทพูดแหละมั้งครับ
บางอย่าง บางคำพูด บางอารมณ์ มันไม่จำเป็นต้องใช้การออกเสียงหรือตัวอักษร
แต่มันออกมาจากบรรยากาศที่เราแผ่ออกมารอบตัว
แบมแบมยิ้มบางก่อนจะปัดปอยผมด้านหน้าซึ่งค้างอยู่ตรงหว่างคิ้วของผมออก
“มาร์คที่แย่งร้านปริ๊นท์น่ะ จะมีซักกี่คนเชียว”
อ่า…
มาร์คที่แย่งร้านปริ๊นท์ก็เป็นชื่อที่ไม่เลวนะ…
ผมพลิกตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับแบมแบมที่ตอนนี้หยิบกล้องดิจิตอลขึ้นมาเช็ครูปที่เหลือจากเมื่อวาน ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับคำถาม
“แล้วตกลงแฟลชไดรฟ์อะ เอามาปะ”
“ฮึ”
ผมสงเสียงปฏิเสธในลำคอพร้อมส่ายหน้าเบาๆ
“จะรีบเอาคืนทำไม”
“มีงานอยู่ในนั้นอะ อาจารย์ส่งเมลมาว่าให้ลงเว็บ”
อ่านไม่ผิดหรอกครับ ใช่ครับ ถึงจะปิดเทอมแล้วอาจารย์ก็ยังมีอำนาจมืดบางอย่างในการจิกพวกผมให้กลับไปเปิดคอมทำงานได้ ถึงจะเป็นแค่การเอารูปจัดหน้าโยนๆลงเว็บแต่มันก็ไม่ได้ใช้เวลาแค่ห้านาทีเสมอไปหรอกครับ ไหนจะต้องเขียนบรรยายงานอะไรเทือกนั้นอีก ปรับไซส์ไฟล์อีก อย่างต่ำยี่สิบนาที…
“อืม งั้นกลับไปแวะหอก่อนละกัน เดี๋ยวหยิบให้”
“เฮ้ยไม่รีบๆ หอนายอยู่ไหน อาจจะไกลกับหอฉันมากก็ได้”
แบมแบมโบกมือชิวๆอย่างไม่ซีเรียสก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องแล้วก้าวเท้าออกสัมผัสทรายอุ่นๆยามเช้า กลิ่นไอทะเลพัดเข้ามาให้สูดอย่างเต็มปอด คลอเคลียไปกับกลิ่นสบู่อาบน้ำที่พัดผ่านตัวของผู้ร่วมห้องเข้ามากระทบจมูกของคนอยู่ปลายลมอย่างผม
มือหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายแผ่นหลังของแบมแบมตั้งแต่ตอนไหนผมเองก็ไม่รู้ตัว แปลกดีที่ถึงจะชอบถ่ายรูปแค่ไหน รูปที่ถ่ายจากมือถือดันมีไม่ถึงพันรูปด้วยซ้ำ เห็นทีผมคงเป็นพวกติดนิสัยการส่องโลกจากเลนส์ล่ะมั้งครับ
แต่การแอบถ่ายคนคงเป็นข้อยกเว้นและข้ออ้างในการใช้กล้องมือถือที่ดีทีเดียว
“หอฉันอยู่หลังมอเอง นายอะอยู่ไหน”
ในตอนนั้นผมที่จ้องมองแผ่นหลังบางอยู่ไม่รู้เลยว่าคิ้วของเขานั้นเลิกขึ้นก่อนรอยยิ้มสดใสจะตามมาสมทบบนใบหน้าหวาน เสียงใสเอ่ยลอยๆผ่านเสียงลมพัดและเสียงโมบายเปลือกหอยบริเวณหน้าต่าง
“ความบังเอิญโคตรจะไม่สิ้นสุดเลยให้ตายสิ”
ผมเดาว่าเขาเองก็อยู่ละแวกเดียวกัน
แต่ที่ไหนได้…
“ฉันอยู่หอนอก x”
เราอยู่หอข้างๆกันนี่เอง
*
รถไฟจะเดินทางกลับจากระยองไปกรุงเทพใช้เวลาซักพักใหญ่ๆ เป็นระยะเวลาเดียวกับขามา เพียงร่างสูงไม่ได้หลับใหลทันทีที่ขึ้นมานั่งพิงเบาะหนังสีกรมท่าเหมือนเมื่อวานตอนเช้า ดวงตาเรียวมองผ่านกระจกไปยังทิวทิศน์ข้างทางซึ่งค่อยๆแปรเปลี่ยนจากต้นมะพร้าวต้นปาล์มและทะเลเป็นทุ่งนาและเทือกเขาประปราย
แบมแบมจ้องมองไปยังกระจกเดียวกัน แต่ในสายตาของเขาไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งรอบตัวด้านนอกรถไฟ ร่างเล็กพิจารณาใบหน้าของมาร์คบนเงาสะท้อนของกระจกก่อนจะยิ้มกับตัวเองในความคิดเงียบๆ
วันนั้นที่ร้านปริ๊นท์แทบไม่ได้มองหน้ากันด้วยซ้ำไป
แต่ก็ยังอุตส่าห์จำกันได้
ร่างบางเบือนหน้าจากกระจกใสมาหันหน้าตรงก่อนจะค่อยๆหลับตาลงโดยไม่ทันที่จะเห็นว่าสายตาของคนเคยถูกมองบัดนี้เปลี่ยนเป็นฝ่ายมองแทน และก็เป็นอีกครั้งที่มาร์คเลือกใช้กล้องสมาร์ทโฟนเพราะมันสามารถเก็บเสียงชัตเตอร์ที่กล้องใหญ่ไม่สามารถทำได้
ไม่รู้ว่าเขาชอบแสงที่กระทบลงบนใบหน้าของแบมแบมในตอนนี้
หรือชอบใบหน้าของแบมแบมตอนหลับตาพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก
...ไม่รู้จริงๆว่าชอบอะไรมากกว่ากัน
พอคิดไม่ตกศีรษะของร่างหนาก็กลับมาพิงไว้ที่เบาะตามเดิม เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆตามระดับความง่วงที่มี เพลงในเพลย์ลิสต์ที่ตั้งไว้เฉพาะฟังเวลาเดินทางถูกเร่งเสียงขึ้นอีกครา มาร์คได้เข้าสู่ภวังค์ที่มีแต่ตนเองตามแบมแบมไปติดๆ
การนั่งรถไฟขากลับเหมือนกับการนั่งรถไฟขามาทุกอย่าง
มาร์คยังคงหลับลึกเหมือนเดิม และหัวหนักๆยังคงพิงมาที่ไหล่ของแบมแบมเช่นเดิม
หูฟังยังคงส่งต่อเสียงเพลงคนละเพลงสู่ใบหูคนละคู่
ที่เพิ่มขึ้นเห็นจะเป็นไออุ่นจากมือคนข้างๆที่เคลื่อนมาจับกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
...ก็แค่นั้นเอง
No comments:
Post a Comment