Thursday, 25 February 2016

no surprises

#nosurprisesmb


เรานอนอยู่บนชายหาด
ทรายละเอียดมีผ้าสีเขียวเข้มปูทับ
ข้างๆมีหนังสือสองเล่ม เครื่องเล่นซีดี หูฟัง สมุด และปากกา
ข้างๆผมคือคนที่ผมรักคนหนึ่ง
คนที่นอกเหนือจากความรักที่มีให้ครอบครัว

มือซีดเซียวกุมมือของผมไว้
ดวงหน้าอิดโรยมีรอยยิ้มบางๆแต่งแต้ม

หูฟังที่ใส่กันคนละข้าง
ยังคงมีเพลงโปรดของเราเล่นอยู่

มาร์คกำลังจะตาย

และการที่เขากำลังจะตายนั้น
เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

มือบางพลิกเปิดสมุดจดและอ่านมันในใจเป็นจังหวะเดียวกับเสียงเพลง แบมแบมยิ้มทุกครั้งเมื่อหยิบสมุดเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เพราะมันเป็นเรื่องราวดีๆที่ถึงแม้จะสั้นก็ไม่ทำให้คุณภาพจางหายไปแม้แต่น้อย




1

สวัสดี เราแบมแบม
สมุดเล่มนี้เป็นไดอารี่เล่มที่สามของเรา
เราชอบเขียนสิ่งในใจนะ
เพราะบางทีมันสะเปะสะปะเหลือเกิน
อยากจะจดไว้ก่อน ฝากไว้ตรงนี้
เผื่อวันนึงกลับมาจะได้จำได้ว่าตอนนี้รู้สึกยังไง

วันนี้เราอารมณ์ดีพอตัว
ตื่นเช้ามาเจออากาศไม่ร้อนมาก

อ้อ ลืมบอกไป
เราอยู่ประเทศอเมริกา อยู่ที่เวอร์มอนต์
ที่นี่สวยนะ ในฤดูใบไม้ร่วงสีแดงสีส้มผลิเต็มไปหมดเลย

กลับมาที่ตัวเราก่อน
วันนี้เรามีไปตรวจร่างกายตามปกติ
เช็คอัพนิดๆหน่อยๆที่โรงพยาบาลประจำ

เราได้เพื่อนใหม่มาหนึ่งหน่วย
จะว่าไปเรียกเพื่อนได้มั้ยนะ
ถ้าเป็นเพื่อนแล้วจะเป็นอย่างอื่นได้มั้ยอะ

เอาเป็นว่าเจอคนนึงมาละกัน
คุยด้วยแล้วถูกคอชะมัด


โอเค ต้องไปแล้ว วันนี้แค่นี้ก่อนนะ
บ๊ายบาย




2

ครั้งที่แล้วรีบไปหน่อย 
ลืมบอกไปเลยว่าคนนั้นชื่อมาร์ค

นี่ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้วที่เจอกัน
ไม่รู้สิ เร็วไปมั้ยถ้าจะเขินเวลาสบตา

จริงๆคิดว่าไม่เร็วหรอก
เพราะเวลามีไม่มาก

มาร์คเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย
เสตจ 4 น่ะ
ลูคีเมียเป็นโรคที่พบบ่อยมากทีเดียว
แม้แต่ในหนังในนิยาย บอกใครก็ต้องอ๋อกันหมด

เท่าที่คุณรู้ก็มีคีโมมีใช้ยาอะไรเทือกนั้นแหละ
ไม่เล่ารายละเอียดละกันเราขี้เกียจเขียน

เอาเป็นว่าวันนี้มาร์คอาการไม่ดีเท่าไหร่
เขาบอกว่าคุณหมอไม่สั่งให้ทำคีโมแล้ว

เราเอาใจช่วยให้การอ้วกครั้งต่อไปทรมานน้อยกว่าเดิมแล้วกัน ดูเป็นสิ่งเดียวที่เป็นไปได้

วันนี้เราเมื่อยแล้ว ไว้คุยกันใหม่นะ
บ๊ายบาย



ผมหันไปมองคนด้านข้างที่ยังคงหลับตาอยู่ ก่อนจะพลิกเปิดบทต่อไปของสมุดเล่มเล็ก



3


วันนี้วันดี เราตัดสินใจนั่งรถไปนิวยอร์คกัน
อย่างน้อยมาร์คก็ยังไม่อ้วก และไม่รู้สึกเจ็บอะไรตรงไหน ก็ถือว่าเป็นวันที่ดีแล้ว

นิวยอร์คเมืองไม่หลับใหล
ท่าจะจริง
สีสันกับความวุ่นวายที่เราไม่คุ้นชินเท่าไหร่นัก

เดินเล่นถึงห้าทุ่มก็คิดว่าควรจะกลับ
อากาศเย็นโรยตัวลงมา ท่าจะไม่ดีถ้าตากน้ำค้าง
มาร์คโดนคุณหมอดุแน่ๆถ้ากลับไปแล้วดูไม่สบาย

นี่ขอมาเที่ยวคืนเดียวยังยากเลย

เอ้อ บอกไปรึยังว่าเรากับมาร์คคบกันแล้วนะ
วันนี้วันที่สาม

อืม…
ชอบบรรยากาศเวลาอยู่ด้วยกัน
แต่ไม่ค่อยกล้ามองตาเลย สายตามาร์คอบอุ่นเกินไป

พอละ เราเขิน
(พอพูดว่าเขินแล้วเขินกว่าเดิมอีก โอย)
ไปละนะ
บ๊ายบาย

ปล. แถมรูปจากนิวยอร์คด้วย



บนกระดาษแผ่นบางมีรูปถ่ายนิวยอร์คในตอนกลางคืนหนึ่งใบ รูปมาร์คหันหลังให้กล้องและกำลังมองไปนอกระเบียงห้องหนึ่งใบ กับรูปคู่ของผมและเขาที่ไม่ตรงโฟกัสเท่าไหร่เพราะใช้ self timer อีกหนึ่งใบ

สีมันยังไม่ซีดจาง ยังคงใหม่มากทั้งในความเป็นจริงและในความทรงจำ 

เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ผมได้แต่มองแล้วยิ้ม ก่อนจะสะกิดคนข้างๆให้ลืมตามาดูรูปถ่ายแล้วยิ้มไปด้วยกันอีกครา


ยิ้มของเราปัจจุบันเสมอ
อย่างน้อยผมก็รู้สึกแบบนั้น



4

วันนี้ฟ้าครึ้มฝน
แผนที่วางไว้ว่าจะออกไปสวนสาธารณะเลยล่มซะงั้น
กลายเป็นว่ามาร์คมาติดแหง็กอยู่ที่บ้านเราแทน

ตอนนี้เรานอนคุมโปงอยู่
เรามีไฟตั้งโต๊ะทรงกลมที่ทำจากซิลิโคนนิ่มๆ 
จริงๆก็ไม่ตั้งโต๊ะหรอกเพราะส่วนมากเอาวางไว้บนผ้าห่มด้วยความที่มันไม่ร้อน
และตอนนี้มันมาอยู่ใต้ผ้าห่มกับเราและมาร์คแล้ว


ไฟสีนวล ไม่ส้มไปไม่ฟ้าไป
ไม่สว่างจนไม่สบายตา

รู้สึกคล้ายกับความสัมพันธ์ของเรากับมาร์คเลย
โอเค พูดทีไรเขินทุกที
เอาเป็นว่าเรามีความสุขกับตรงนี้ละกัน

ไม่รู้ว่าเพราะเสียงฝนกล่อมรึเปล่า
อาจจะเพราะอากาศพาไป

วันนี้เราจูบกันแล้วนะ

อื้อ…
บอกแล้วต้องรีบไป เพราะเขินอีกแล้ว
บ๊ายบาย



อ่านบทนี้ทีไรก็ยิ้มทุกที สำหรับผมและมาร์คสัมผัสบริเวณริมฝีปากก็คงยังเหมือนครั้งแรกเสมอ ผมว่าคนทั่วไปก็อาจจะคิดเช่นนั้นนะ

จูบแรก ยังไงก็ตราตรึง
หรือคุณไม่เห็นด้วย?




5

ไม่รู้จะเขียนอะไรดีวันนี้ 
มาร์คแอดมิดที่โรงพยาบาล
relapsed ALL น่ะ

มาร์คเป็นลูคีเมียมาตั้งแต่เด็ก
เขาบอกว่าจำไม่ได้หรอกว่าตั้งแต่กี่ขวบ
เราเข้าใจนะ ตอนเด็กใครก็จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก
มากสุดที่เราจำได้คือเราชอบสีม่วง
(มาร์คชอบสีแดง)

เหงานิดหน่อยเพราะวันนี้เราไม่สามารถคุยกับมาร์คได้
เขายังอยู่ในห้องไอซียู
เหมือนจะคุ้นตาแต่ก็ยังไม่คุ้นใจกับห้องนี้เนอะ

วันนี้ข้อความสั้นหน่อยเพราะเราไม่มีอะไรจะเล่า
ไว้เจอกันใหม่นะ
บ๊ายบาย




ผมยังจำได้ดี วันที่รีบไปโรงพยาบาลเพราะโทรไปหามาร์คแล้วแม่ของเขารับสายด้วยเสียงสั่นเครือที่แค่ฟังก็รู้ว่าน้ำตาของหญิงวัยกลางคนกำลังไหล
relapse มาฉับพลัน
และทำให้ทุกอย่างแย่ลงฉับพลันเช่นกัน



6

ปากของมาร์คเหมือนใกล้สีซีดและม่วงขึ้นไปทุกวัน
การรับแสงแดดก็ไม่ค่อยจะช่วยเท่าไหร่
ตอนนี้เขาต้องนั่งรถเข็น
ร่างกายอ่อนแอเกินจะเดินได้เอง

แต่มือของเราก็ยังจับกันนะ
เพราะผมอยู่ในรถเข็นคันข้างๆไงล่ะ
ข้อเท้าผมพลิกและซ้นมากทีเดียวเลยถือโอกาสนั่งรถเข็นกับเขาบ้าง
ถามว่าเจ็บมั้ยหรอ แค่นี้จิ๊บๆน่า

เราขอให้พี่พยาบาลเข็นขึ้นไปที่ดาดฟ้าของโรงพยาบาล ดีที่เขามีผ้าห่มให้ เพราะวันนี้อากาศหนาว
แต่ท้องฟ้าก็ยังสวยเสมอแม้เวลามืด
ถึงไม่ได้มีดวงดาวมากมายขนาดนั้นก็ตามที

ในดวงตาอิดโรยของมาร์คสะท้อนฟ้ามืดและแสงจากตึกราบ้านช่อง ก่อนที่เขาจะหลับตาลง
พี่พยาบาลบอกว่าถึงเวลาต้องกลับไปที่ห้องแล้ว
และเราก็ไม่ค้านเพราะมาร์คดูอยากพักผ่อน

คืนนั้นเราตื่นมากลางดึกและนอนไม่หลับอีก
เราเลยเดินไปห้องของมาร์ค
เขาหลับไปแล้ว หลับอย่างสบายที่นานๆจะได้เห็น
คงเป็นเพราะยาตัวช่วยมั้ง เราก็ไม่แน่ใจ

เราจำได้ว่าเราขโมยจุมพิตแผ่วเบาบนปากของเขา
ในใจรู้สึกเศร้าเกินจะเขิน
เวลาร่นระยะลงทุกที เหมือนการนับถอยหลัง
อีกไม่นานสินะ
เหมือนไม่นานแล้ว… 


บ๊ายบาย




เวลาที่ว่าคงหมดวันนี้แล้ว
เมื่อมือที่ผมกำลังจับอยู่เย็นขึ้นทุกคราที่ลมพัดมา
แม้เราจะอยู่ในผ้าห่มก็ตามที

แต่ผมไม่คิดเสียดายหรอก
เชื่อว่าใช้มันได้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่ทำได้ไปแล้ว

อาจจะมีวันที่ดี วันที่ร้าย วันที่ชอบ วันที่ชัง
แต่ทุกวันก็คือความทรงจำระหว่างผมกับมาร์ค

มันธรรมดามาก
เป็นความทรงจำธรรมดาๆ
ที่ผมชอบมันเหลือเกิน




7

คิดว่าน่าจะเป็นการอำลาแล้วนะ
ขอโทษที่เขียนได้ไม่นานเท่าไหร่ก็จะทิ้งไปเสียแล้ว

แต่พอคิดว่ามาร์คกำลังจะจากไป
เราอยากจะใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด
นั่นคงรวมถึงการสละเวลาเขียนให้พวกคุณอ่านด้วย

ถึงตัวเองในอนาคตอันสั้น
เรารู้ว่านายต้องกลับมาอ่านสิ่งนี้ในไม่ช้าแบมแบม
จงจดจำความรู้สึกพิเศษที่แสนธรรมดานี้ไว้

แม้ความรักของเราไม่ได้ยิ่งใหญ่
แม้เราไม่ใช่ใครที่เป็นที่สนใจ
แม้จะมีแต่เราและคนรอบตัวเราเท่านั้นที่จะจดจำได้

พ่อ แม่ พี่ น้อง
มาร์ค
คุณหมอ พยาบาล
คุณครู

คนรอบตัวอันใกล้ชิด
เรารักเขาและรู้สึกขอบคุณทุกคนมากๆ

ขออำลาแทนมาร์คไว้ ณ ที่นี้

เราคงเสียใจได้ไม่นานเสียเท่าไหร่
น้ำตาอาจจะไม่ไหลด้วยซ้ำ
เราคงไม่โวยวายกอดเขาไหวและขอร้องให้กลับมา
เพราะรู้ดีว่ามันเป็นเช่นไร
รู้ดีว่าการกำลังจะตายนั้นเป็นเช่นไร


เพราะเราเองก็กำลังจะจากไปเช่นกัน
ลาก่อน
ขอให้ลาก่อนเป็นคำที่น่าจดจำ





ใช่แล้ว

เราสองคนกำลังจะตาย
เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายทั้งคู่

ผมเป็นมะเร็งสมอง
ส่วนเขาเป็นลูคีเมีย

ในสมุดบันทึก ระหว่างบทแรกกับบทสองที่ผมหายไปพักใหญ่ คือช่วงเวลาที่ผมเริ่มมีปัญหาทางด้านการทรงตัว

วันนั้นบนดาดฟ้า ที่ผมมองไม่เห็นดาว ไม่ใช่ว่าไม่มีดาวบนท้องฟ้า เพียงแต่สายตาของผมแย่ลงอย่างมาก ทำให้ตาพร่ามัวไปหมด ต้องขอโทษท้องฟ้าและดวงดาวอีกครั้ง

วันเดียวกันที่ผมบอกว่าตื่นมากลางดึกและนอนไม่หลับ เป็นเพราะผมปวดหัวจนตื่นขึ้นมา คืนนั้นผมอ้วกไปหลายรอบ มันทรมาน ผมจึงเดินไปหามาร์คเพื่อหาแรงบันดาลใจ


และวันนี้ เหมือนเป็นวันสุดท้าย
ถามว่าทำไมเราออกมาข้างนอกได้ทั้งที่อาการแย่ขนาดนี้ เป็นเพราะคุณหมออยากให้เราทั้งคู่ได้หมดลมหายใจในที่ๆเราอยากอยู่ ซึ่งโรงพยาบาลไม่ใช่หนึ่งในนั้น

ชายหาดโขดหินในเวอร์มอนต์น่ะสบาย
ผมและมาร์คชอบนอนตรงจุดนี้มาก
เห็นแค่ขอบน้ำทะเลกับใบไม้เปลี่ยนสี
เห็นแค่นี้ก็พอใจ

จริงๆเราคงไม่สิ้นลมหายใจพร้อมกัน
มันคงไม่ epic และโรแมนติกขนาดนั้น
จะไม่มีอะไรมาจารึกว่าผมและเขาเคยอยู่ตรงนี้
เราแค่เกิดมาด้วยโรคร้ายและกำลังจะจากไปพร้อมกับมัน
เราก็แค่คู่รักธรรมดาๆที่อยากจะใช้เวลาด้วยกัน

บอกไปหรือยังว่าไม่ได้มีแค่ผมกับเขา
ครอบครัวของเราก็อยู่ไม่ห่าง
ผมแค่ไม่อยากเห็นครอบครัวต้องร้องไห้ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงอย่างไม่มีวันเปิดขึ้นใหม่

ความทรมานนั้นทรมาน ใช่
แต่ความเคยชินก็ทำให้ความทรมานกลายเป็นเฉยๆ
และไอเย็นจากมือของมาร์คก็เป็นสิ่งช่วยเตือนว่า
เราสองคนเป็นแค่คนที่กำลังจะจากไป

บนโลกนี้มีอีกหลายคนที่กำลังจะจากไปพร้อมๆกัน
ไม่แปลกหรอกที่จะหายไป
หายไปแบบไม่เคยมีตัวตนอยู่

ต่อจากนี้จะเป็นการหายไปแบบธรรมดาที่สุด
เราจะแค่หลับตา
เพลงที่ฟังจะแค่เริ่มเบาลง
กล้ามเนื้อคงจะเริ่มผ่อน
ลมหายใจจะเริ่มแผ่ว


และแค่นั้น
เพียงเท่านั้น

ผมและมาร์คจะหายไป
หายไปแบบไม่มีวันกลับมา


และนั่น
จะเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นความรัก การจากลา
ที่แสนธรรมดาฉากหนึ่ง



ฉะนั้น
ลาก่อน



ลาก่อน ณ ที่ตรงนี้
ไม่มีคำว่าจากนี้และตลอดไป

จะมีแต่ครั้งหนึ่งเคยรักและรู้สึกให้สุดหัวใจ
และไม่มีสิ่งไหนที่เรียกว่าไม่พอ



Sunday, 7 February 2016

Alice in Wonderland #มบอลิซ



วันนี้ของทุกๆหลายปีวนมาอีกครั้ง
วันที่ ‘อลิซ’ ของวอนเดอร์แลนด์จะปรากฎตัว

อลิซเป็นชื่อเรียกซึ่งจริงๆแล้วคือฉายาเสียมากกว่า
แต่ละหลายปีอลิซคนใหม่จะลงมาวนวอนเดอร์แลนด์แบบไม่ซ้ำหน้า พวกเขาหรือเธอจะอายุเท่ากัน ลงมาในระยะเวลาเหมือนกัน เผชิญเหตุการณ์ที่คล้ายกัน


แต่คราวนี้อลิซต่างออกไป
อย่างน้อยก็มีคุณกระต่ายที่คิดแบบนั้น




/



“แบมแบม! แต่งตัวเสร็จหรือยังลูก”

เสียงตะโกนของมารดาดังขึ้นมาจากชั้นล่างของบ้าน แบมแบมหรือกันต์พิมุกต์สะดุ้งตื่นขึ้นจากภวังค์

เขาฝันกลางวันอีกเช่นเคย

แต่วันนี้ดูท่าจะไม่มีเวลาให้ฝันมากนัก เพราะน้ำเสียงเมื่อครู่ของแม่เหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่


“ครับบบบ”

ขานไปแต่ที่จริงก็เพิ่งแค่เริ่มเปลี่ยนเสื้อตัวใน
แบมแบมไม่เข้าใจว่างานในวันนี้ไปเพื่ออะไร

เขารู้ว่ามันคืองานหมั้น
แต่เพื่ออะไรคือคำถามที่ต้องการคำตอบ

แบมแบมไม่เคยอยากหมั้น
เขาไม่อยากมีพันธะ
แบมแบมไม่ได้ชอบผู้หญิงคนนั้น
เขาก็แค่ยังไม่สนใจเรื่องพรรค์นี้

ร่างโปร่งผูกหูกระต่ายแล้วจ้องตัวเองในกระจกซักพัก
เขาเหมือนใครซักคนที่แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้จัก
ไวกว่าความคิดคือมือที่ดึงหูกระต่ายออกเหลือเพียงกระดุมธรรมดาบนปกเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยสูทสีฟ้าอ่อน


‘เอาเถอะ
กับโลกที่ยังไงก็ต้องเผชิญ
เราก็ต้องออกไปเผชิญมัน’


งานเลี้ยงแสนน่าเบื่อ
ไม่มีอะไรนอกจากการเสแสร้งแกล้งทำ
การโอ้อวดและกระแนะกระแหน

แบมแบมเบื่อ
เบื่อจนอยากออกไปจากที่นี่

‘แล้วทำไมจะออกไม่ได้’ เขาคิด
ขาเรียวก้าวอย่างระมัดระวังออกจากพื้นที่
ไม่มีใครสนใจแบมแบมกับความเงียบเฉพาะกิจของเขาเมื่อทุกคนมัวแต่สนใจในการพรีเซ้นท์ตัวเอง


ต้นไม้นั่นใหญ่เหลือเกิน
น่านั่งใต้ร่มเงานั้นจริงๆ
เย็นสบายจริงๆด้วย
ความเขียวขจีและร่มไม้
อย่างน้อยก็ช่วยให้ผ่อนคลาย
แม้แค่ชั่ววูบก็ตาม


อ๊ะ
นั่นกระต่าย


เอ๊ะ
กระต่ายใส่สูท


เอ๊ะ
กระต่ายถือนาฬิกา



“ฉันกำลังจะสาย ไม่นะ”

คุณกระต่ายท่าทางร้อนรน
เท้าขาวๆก้าวอย่างรีบเร่ง



เดี๋ยวก่อน
กระต่ายพูดได้!



แบมแบมเบิกตากว้างกว่าปกติ
เขาไม่เคยเห็นกระต่ายพูดได้มาก่อน
ขายาวชันขึ้นเตรียมวิ่งตาม



ผลุบ!



เมื่อกี๊เหมือนไม่เห็นหลุม
แต่ตอนนี้ตกลงไปในหลุมแล้ว


แบมแบมจะไปโผล่ที่ไหนกันนะ...



/



คนนี้คืออลิซของคราวนี้


เจ้ากระต่ายขนสีขาวสวมสูทเป็นทางการคิดในใจ
นาฬิกากับความรีบก็แค่บทละครเท่านั้นแหละ
เขามีหน้าที่ทำให้อลิซสนใจ
ให้อลิซได้เผชิญกับวอนเดอร์แลน์

มาร์คพับนาฬิกาห้อยคอก่อนจะกระโดดด้วยความเร็วไปยังจุดต่อไป จุดที่อลิซจะตกลงมา และก็เป็นหน้าที่เขาอีกที่ต้องเบี่ยงเบนความสนใจต่อ


ขนมและเครื่องดื่มยืดหด
เป็นด่านแรกที่ทุกอลิซต้องเจอ
เหมือนที่นิทาน goldilocks ได้สอนไว้
ต้องมีขนาดและปริมาณแต่พอดีและพอเหมาะเท่านั้นจึงจะสามารถผ่านไปได้

หวังว่าอลิซคนนี้จะฉลาด
เขาจะได้ไม่ต้องรอนาน


‘กินทั้งสองอย่างสิ ต้องเอนไปด้านไหนก็ผสมส่วนนั้นมากกว่า เราจะได้ไม่ต้องรอนาน’

กระต่ายมาร์คคิดเช่นนั้น
แต่เจ้ากระต่ายก็เฝ้ามองการยืดหดหลายต่อหลายรอบของอลิซแบมแบมอย่างเป็นห่วง


‘นี่มันนานไปรึเปล่า..’

ดวงตาคู่สวยสะท้อนเงาแบมแบมเป็นเวลาเกินหนึ่งชั่วโมง จนกระทั่งมาร์คทนไม่ไหวออกจากที่ซ่อนและเปล่งเสียงทุ้ม


“เอามานี่ เดี๋ยวเราผสมให้ เร็วๆ เวลาเดินไม่รอใครหรอกนะ ติ๊กตอก ติ๊กตอก”

มือขาวหยิบนั่นผสมนี่เทสิ่งนั้นเขย่าสิ่งนี้จนกระทั่งเจ้ากระต่ายผู้ชำนาญมั่นใจว่าคือส่วนผสมที่ถูกต้อง

แบมแบมจ้องมองกระต่ายประหลาดพูดได้อย่างฉงน 
‘เฮ้ๆ นึกว่ามีแต่ในนิทานเสียอีก สัตว์ในดินแดนพิศวง”

เจ้าของตากลมโตนึกในใจก่อนจะรับขวดยามาแล้วกรอกเข้าปากอย่างที่ทำมาหลายรอบก่อนหน้านี้


“ว้าว นายเก่งจัง”


“ตามาเร็ว จวนถึงเวลาแล้ว”

กระต่ายมาร์ครีบออกกระโดดอย่างรวดเร็ว ลำตัวเพรียวลัดเลาะไปตามทางที่เพิ่งเคยจะมีอลิซคนเดียวได้มา


ก็แบมแบมเนี่ยแหละจะใครอีกเล่า
อลิซผู้ใช้เวลานานจนเขาต้องเผยทางลัด


“ช้าหน่อยสิ รอเราด้วย”

เสียงใสตะโกนจากด้านหลัง หากแต่เจ้ากระต่ายมีหน้าที่สำคัญจะต้องรีบไปทำ จึงได้แต่กระซิบบอกแม๊ดแฮทเทอร์ไว้ว่าให้ดูแลอลิซคนปัจจุบันด้วย


“สวัสดีอัศวิน”

แบมแบมเงยหน้าขึ้นมองบุคคลแปลกประหลาดคนที่สองของวัน คนนี้ก็แปลกเสียจนได้แรงบันดาลใจ

ผมหยิกและฟูฟ่องสีแสด
ผิวขาวซีดราวเซรามิค
นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนกับแพขนตาสีม่วง
หมวกทรงชาร์ลีแชปปลินสีดำทัดขนนกยูง
เสื้อสูทสีม่วงผนวกเสื้อเชิ้ตสีเขียวด้านใน

แต่ทั้งหมดนั่นไม่ใช่ประเด็น 
สิ่งสำคัญอยู่ที่รอยยิ้มพิลึกกึกกือแต่ดันดูมีความสุขมากนั่นต่างหาก


“สวัสดี คุณ…?”


“อ้อ กระผมชื่อแม๊ดแฮทเทอร์ ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวลาจิบชายามบ่าย”

แบมแบมกวาดตามองไปรอบๆก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในสวนขนาดใหญ่ซึ่งมีโต๊ะเหล็กดัดสีขาวยาวเหยียดวางอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี หากแต่ต้นไม้และดอกไม้ในสวนนั้นดูเหี่ยวเฉา จานชามและถ้วยบนโต๊ะนั้นแตกร้าวและใช้งานไม่ได้ แม้แต่เครื่องดื่มและขนมนมเนยก็ดูจะรับประทานไม่ได้เช่นกัน


“คุณทานอะไรกัน นี่มันดูจะหมดอายุไปเสียหมด”


“สิ่งที่เห็นนั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดก็ได้นะอัศวิน”

แบมแบมยังจำรอยยิ้มนั้นได้ดี
รอยยิ้มอันมั่นใจของเพื่อนใหม่อย่างแม๊ดแฮทเทอร์

เขาชอบลุกขึ้นเต้นและร้องเพลงอย่างปุบปับ 
รวมทั้งเพื่อนของเขาด้วย ทุกคนเคาะจานชามเป็นจังหวะให้กับบทเพลงอันไม่มีเสียงร้องที่ตรงคีย์


“พวกคุณดูไม่ปกติเอาเสียเลย”

ครั้งหนึ่งแบมแบมเคยเอ่ยเช่นนั้น


“ทุกคนที่นี่บ้ากันหมดนั่นแหละ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว”

คำตอบที่ยังจำได้ดีจนถึงวันที่เขาออกมาจากวอนเดอร์แลนด์ ช่วยเตือนให้จำว่าสิ่งที่ดีกับตัวเองอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปกติสำหรับคนอื่นเสมอไป



ตึก ตึก ตึก ตึก


เสียงฝีเท้าหนักๆของใครบางคนกำลังร่นระยะเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม๊ดแฮทเทอร์รีบหันซ้ายหันขวาและจับยากรอกปากแบมแบมอีกหน

คราวนี้อัศวินหน้าใหม่ตัวหดลงเหลือกระจ้อยร่อย เล็กพอที่จะลงไปอยู่ในกาน้ำชาได้


“สวัสดีเจ้าพวกเสียสติ”

เสียงทุ้มต่ำแต่ไม่น่าฟังของใครบางคนดังขึ้น แบมแบมมั่นใจว่าเขายังไม่ได้เจอคนๆนี้แน่ๆ


“ฮิๆๆ สวัสดีจีดี้”


“บอกกี่ครั้งว่าให้เรียกท่านแม่ทัพ นอกจากบ้าแล้วยังโง่อีก!”


อ่า พูดจาเหมือนพวกตัวร้ายในละครเลย…


“อ้าวโทษทีพี่ชาย กระผมลืมไปเสียสนิท ฮิฮิ มาดื่มน้ำชาด้วยกันไหม”


ไม่ต้องบอกแบมแบมก็เดาได้ว่าฝ่ายตรงข้ามทำสีหน้าอย่างไรอยู่ แน่ล่ะ เสียงรำคาญเสียเต็มประดาแบบนั้นคงอยากจะมาร่วมวงน้ำชาอยู่หรอก


“แกเป็นพี่ฉันต่างหากซึงฮยอน แล้วก็เลิกชวนดื่มน้ำชาไร้สาระนี่เสียที ฉันขี้เกียจจะปฏิเสธแล้ว”


“ก็ฉันชวนจีดี้… เอ่อ.. ท่านแม่ทัพมาร่วมสนุกด้วยกันตั้งหลายปีจนจำไม่ได้แล้วว่ากี่ปี แต่ท่านแม่ทัพจีดี้ก็ไม่ยอมเสียที แม๊ดแฮทเทอร์เสียใจ”

นี่ก็คงจะทำหน้างอคอตกอยู่แน่นอน แบมแบมเริ่มสงสัยแล้วว่าในที่ๆเขาหลุดมานั้นมีใครปกติบ้าง


“บ้าบอสิ้นดี เอาล่ะ ส่งตัวอลิซของปีนี้มาให้ฉันเร็วๆ”


“อลิซไหน ฉันยังไม่เห็นเลยนะพี่ชาย”

เสียงยียวนแต่บอกไม่ได้ว่ากำลังพูดความจริงหรือโกหกถ่วงเวลานั้นทำให้แม่ทัพอย่างควอนจียงชักจะคิ้วกระตุก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะเสียแรงไปกับคนอย่างเชวซึงฮยอนให้เปล่าประโยชน์


“ฉันขี้เกียจฟังนายเล่นลิ้นแล้ว ยังไงฉันก็ต้องได้ตัวอลิซเหมือนทุกที พล็อตมันไม่เปลี่ยนหรอกนะจำไว้”

ทิ้งท้ายเพียงเท่านั้นตาเรียวเล็กแสนคมก็หรี่ลงและจ้องเข้าไปในนัยน์ตาว่างเปล่าแต่ซุกซนของอีกคน ซึงฮยอนยังคงยิ้มกว้างแบบที่เคยทำมาตลอด ร่างเล็กกว่าสะบัดตัวก้าวขาหน้าตาขึงขังออกจากบริเวณสวนพร้อมกับประโยคปิดท้าย

“ฉันหวังว่าปีหน้าพี่จะไม่เพี้ยนไปกว่านี้นะซึงฮยอน”


เท่านี้แบมแบมก็พอเข้าใจแล้วว่าทุกปีเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ตัวละครเซ็ตเดิมลงเล่นบทละครบทเดิม มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยเหมือนเดิมคืออลิซ

และครั้งนี้ เขาคืออลิซของวอนเดอร์แลนด์



“เอ้า ออกมาได้แล้วเจ้าหนู”

ฝากาน้ำชาเปิดออกพร้อมกับมือของแม๊ดแฮทเทอร์ยื่นมาหยิบตัวของแบมแบมขึ้นอย่างง่ายดาย ยาวิเศษขยายร่างของเขาอีกครา คราวนี้เป็นขนาดเดิมที่เขาคุ้นเคย


“แล้วเราต้องไปไหน”


ไม่ต้องรอให้ชายอารมณ์ดีเอ่ยตอบ เสียงทุ้มอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง


“ไปกันได้แล้ว ไม่มีเวลาแล้ว”


กระต่ายตัวเดิม หูสองข้างเหมือนเดิม สูทชุดเดิม นาฬิกาเรือนเดิม 

แต่คุณกระต่ายมีหน้าเหมือนคนแล้ว
ผิวสีขาวนวล ตาคมแวววับ คิ้วหนา ปากบาง ผมสีเข้ม

นี่สรุปแล้วเขาเป็นกระต่ายหรือเป็นคน…?


“นี่ คุณชื่ออะไร เราชื่อแบมแบม”

ถามขณะกึ่งวิ่งกึ่งเดินลัดเลาะในเขตป่าตามเจ้าของฝีเท้ารวดเร็วด้านหน้า คุณกระต่ายคนนี้เงียบขรึมมากเสียทีเดียว ต่างจากที่แบมแบมคิดไว้ว่าถ้ากระต่ายเป็นมนุษย์และพูดได้คงพูดเก่งน่าดู


“มาร์ค”


ไม่มีการสนทนาต่อจากจุดนี้เป็นเวลาสักพัก แบมแบมได้แต่เดินและวิ่งตามไปเรื่อยๆ


“เฮ้ย!”


จนกระทั่งมีแมวสีชมพูลายม่วงโผล่มา… และมันกำลังลอยอยู่เสียด้วยสิ


“เชอร์ไชร์นายอย่ามาขวางทางฉันจะได้มั้ย คนกำลังรีบ”

มาร์คตวัดตาและเสียงดุไปทางผู้มาใหม่
แมวตัวอวบไม่มีทีท่าจะสนใจแม้แต่น้อย ฟันขาวเรียงตัวสวยเมื่อมันฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม


“นายคือตัวอะไรกัน”

แบมแบมเผลอพึมพำออกมาจากความคิด


“ฉันหรอ ฉันคือแมวล่องหน แมวที่เป็นคน คนที่ล่องหนเป็นแมว”

เจ้าแมวเอ่ยรูปประโยคงุนงงพร้อมกับตวัดตัวเลื้อยไปในอากาศก่อนจะหายไปและกลับมายืนอยู่บนพื้นหญ้าในร่างคนอย่างที่มันว่า


“อย่ามัวแต่เล่น เวลากำลังจะหมดแล้ว”

มาร์คพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกระตุกข้อมือของแบมแบมให้เจ้าตัวเริ่มออกเดินอีกรอบ ยองแจกระตุกยิ้มมุมปากแลดูมีเลศนัยก่อนจะแปลงร่างกลับเป็นแมวและลอยตามทั้งคู่ไป


“นายคิดว่ามันจะเวิร์คหรอมาร์ค”


“...”


“ที่ผ่านมามันก็เหมือนเดิมตลอด คราวนี้นายจะเปลี่ยนมันทำไมกัน”


“...”


“ถ้ามันไม่สำเร็จ นายเองที่จะเป็นคนโชคร้าย”


“ฉันจะลองดู จบมั้ย”


“ฉันสงสัยนะมาร์ค ว่าทำไมต้องเป็นคนนี้ ฮึฮึ”


“หุบปากแล้วไสหัวไปได้แล้วยองแจ ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับนาย”


บนสนทนาที่แบมแบมไม่ค่อยเข้าใจ แต่จับใจความได้เพียงว่าเขาเหมือนจะเป็นคนแรกที่ไม่ได้เล่นตามบทละครซ้ำๆของอลิซคนก่อนๆ และคนที่หาเขาแหกกฎก็ไม่ใช่ใครที่ไหน กระต่ายมาร์คตรงหน้านี่เอง


“ระวังตัวล่ะมาร์ค ระวังหัวใจด้วย ฮ่าๆๆๆ”

แมวปริศนาม้วนตัวอีกสามสี่ตลบก่อนจะหายไปกับหมอกสีม่วงแดง


“นี่เรากำลังไปไหนกัน”

ร่างบางอดถามไม่ได้ ขาของเขากำลังจะหมดแรง นี่เราเดินมาไกลเท่าไหร่กันแล้วนะ เหมือนเดินข้ามภูเขาหลายลูกเลย ดวงอาทิตย์ก็เริ่มเคลื่อนตัวมาใกล้ขอบฟ้าขึ้นเรื่อยๆราวกับจะเร่งเร้าอะไรบางอย่าง


“ทางออก”


“ห๊ะ แต่เราเพิ่งเข้ามานะมาร์ค”


“หรือว่านายอยากจะอยู่เป็นอาหารของมังกร”


“ไม่… แต่ว่า อะไรนะ มีมังกรด้วยหรอ”


“ราชินีกำลังตามหานายอยู่ เราต้องรีบแล้ว”


“แล้วทำไมต้องหนีราชินีด้วย”


“เพราะมังกรคือสัตว์เลี้ยงของยัยนั่น”


โอเค…
แบมแบมได้ข้อสรุปแล้วว่าอลิซส่วนใหญ่จะต้องมีฉากต่อสู้กับเจ้ามังกรดุร้ายพ่นไฟได้ตัวใหญ่มหึมา คือจริงๆตามบทละครอลิซคงรอดไปได้ 

แต่ทีนี่ดูจะมีการเล่นนอกบทไม่น้อยทีเดียว

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอลิซคนก่อนหลายคนได้จบชีวิตในการต่อสู้กับมังกรและลงเอยด้วยการเป็นอาหารจานโปรดของมัน

และมาร์คกำลังช่วยเขาให้รอดจากการประลองนั้น
แต่...


“มีวิธีที่เราจะเจอมังกรโดยไม่เจอราชินีมั้ย”


แบมแบมต่างจากอลิซคนก่อนๆอย่างที่มาร์คคิดไว้ไม่ผิด


“ตรงทางออกนี่ไง ทางออกคือกรงมังกร”

หากมาร์คหันกลับมาเพียงน้อยก็จะเห็นดวงตากลมโตของแบมแบมเป็นประกายวาววับ รอยยิ้มบางจุดขึ้นบนมุมปากของคนตัวเล็กกว่า 


เดินอีกซักพักทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าถ้ำขนาดใหญ่ ความมืดอันดูไร้ขอบเขตและความเวิ้งว้างซึ่งไร้จุดสิ้นสุดทำให้แบมแบมเผลอบีบมือเจ้ากระต่ายอย่างไม่รู้ตัว เขาแค่ตื่นเต้นที่จะได้เจอมังกร


“ไหนอะ”


“...”


“ถ้ำนี่ลึกแค่ไหน”


“...”


“มังกรตัวใหญ่มากมั้ย”


“...”


“นี่ มาร์ค..”


“ชู่!”


สุดท้ายเจ้ากระต่ายทนความฉงนของอลิซไม่ไหว ต้องยกนิ้วชี้ขึ้นมาจรดปากบวมๆนั่นให้เจ้าของมันเงียเสียงลงบ้างก่อนที่เจ้ามังกรขี้เซาจะตื่นมาโวยวาย


“ขอโทษ… ก็แค่สงสัย…”


“นั่น…”


นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามนิ้วของมาร์คไปยังสุดถ้ำ ผิวหนังมีเกล็ดสีดำขลับสะท้อนแสงสีส้มทอง ดวงตาโตเท่าใบหน้าของแบมแบมค่อยๆเปิดขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาสีน้ำเงินสดดูแปลกใหม่กว่าที่จินตนาการไว้


“สวัสดี เราชื่อแบมแบม”

ไม่รู้อะไรทำให้แบมแบมคิดว่าต้องแนะนำตัวเสียก่อน


“........”

คุณมังกรเงียบไปสักพักใหญ่แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาระลอกเบ้อเริ่ม แบมแบมยืนมองตัวแข็งอย่างงงงวยต่างจากมาร์คที่เดินไปนั่งบนหางของมังกรตัวใหญ่อย่างผ่อนคลาย


“ขำอะไร”


“เราชื่อมิโน เจ้านี่ต่างจากอลิซคนก่อนๆอย่างที่ไอ้หมอนี่คาดการณ์ไว้จริงๆ”


“ยังไง”


“อลิซผู้ไม่ฆ่า อลิซผู้ไม่รู้ อลิซผู้ไม่ถูกจับ และอีกหลายอย่างที่ทั้งเจ้าเอง และไอ้กระต่ายใบ้นี่พาเล่นนอกบท”

รอยยิ้มมุมปากปรากฎขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อบนใบหน้าของมังกรที่มีชื่อว่ามิโน


“แล้วยังไง เราจะออกไปได้หรือยัง”

แบมแบมต้องรีบกลับและได้แต่หวังว่าถ้าเขากลับไปสายแม่จะไม่บ่นจนถึงสัปดาห์หน้า


“ฮ่าๆๆ ตรงดีนี่ งั้นข้าขอถามเจ้าอย่างนึง”


“..?”

ชายหนุ่มในรูปมนุษย์เต็มตัวคนเดียวในพื้นที่เอียงคออย่างสงสัยอีกครั้ง มาที่นี่ปริศนาเต็มไปหมดจริงๆ


“ถ้าเจ้าก้าวออกไปจากที่นี่แล้วเจอความจริง เจ้าคิดว่าที่นี่ในวอนเดอร์แลนด์คืออะไร”


มาร์คมองใบหน้าด้านข้างของอลิซผู้ทำสถิติการมาหามังกรได้เร็วที่สุดในรอบยี่สิบปี แน่นอนในแต่ละรอบของการเล่นละครบทเดิมๆนี่เขาจะต้องเป็นคนศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตัวละครหลักอย่างอลิซ และแน่นอนเป็นเขาเองที่เลือกว่าอลิซคนไหนจะลงมาเล่นในวอนเดอร์แลนด์

คราวนี้แบมแบมถูกเลือกล้วนด้วยความเซ่อซ่า ซุ่มซ่าม เงอะงะ ดูไม่เอาไหน แต่จริงๆมาร์ครู้อะไรมากกว่านั้น แบมแบมผู้มีอุดมคติและทัศนคติที่ดี เขาเฝ้ามองอลิซคนนี้ในทุกๆก้าวของวัน แม้แต่ในความฝันของแบมแบมเขาก็มองเห็น

แบมแบมมีบางอย่างที่อลิซคนก่อนๆไม่มี
… ความตรงตัวและความจริง …



“วอนเดอร์แลนด์ก็คือความจริง เพราะจริงๆแล้วความจริงไม่ได้มีเพียงด้านเดียวเสมอไป”


มาร์คได้ยินเสียงใสตอบก็กระตุกยิ้มมุมปากเป็นครั้งแรกให้แบมแบมได้เห็น



“แกเลือกคนไม่ผิดจริงๆด้วย ขอให้โชคดีนะหนุ่มน้อย”

เมื่อมิโนเป่าลมเย็นใส่ ชุดอันหลุดรุ่ยและเลอะเทอะของร่างบางก็พลันสะอาดและดูใหม่ดังเดิม ประตูทางปลายถ้ำเปิดออกเผยให้เห็นต้นไม้ที่แบมแบมนั่งเล่นประจำ 

มาร์คเดินนำออกไปจากประตูถ้ำ ทันทีที่ขายาวก้าวพ้นเขตวอนเดอร์แลนด์ หูกระต่ายของมาร์คก็หายไป เหลือเพียงแค่รูปลักษณ์แบบมนุษย์ธรรมดาใส่สูทและสวมหมวกตรงหน้าแบมแบม


“ขอบคุณมากนะมาร์ค วันนี้สนุกมาก เราหวัง…”

พูดยังไม่จบประโยคเสียงใสก็ชะงักกลางทางเมื่อรู้สึกถึงความชื้นจากริมฝีปากของอีกฝ่ายบนหลังมือของตน

ก็ไม่รู้ทำไมใบหน้าถึงแอบเห่อร้อน
อาจเป็นเพราะแดดยามโพล้เพล้ ต้องใช่แน่ๆ


“ยินดีที่ได้รับใช้ อลิซ”


เสียงทุ้มต่ำเป็นเอกลักษณ์เอ่ยขึ้นก่อนที่ร่างของมาร์คจะกลับเข้าสู่เขตวอนเดอร์แลนด์



ลาก่อนอลิซผู้แปลกใหม่
อลิซผู้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแม๊ดแฮทเทอร์กับแม่ทัพของราชินี
อลิซผู้ไม่ได้เข้าสนามประลอง
อลิซผู้ดื่มยาวิเศษมากกว่าสิบครั้ง
อลิซผู้ไม่ถูกแมวสะกดจิต
อลิซผู้ไม่เจอราชินี
อลิซผู้เป็นมิตรกับมังกร



อลิซผู้ … ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง
อลิซผู้ … แตกต่าง



แบมแบมเป็นแบบนั้น
อย่างน้อยมาร์คก็รู้สึกเช่นนั้น.