เรานอนอยู่บนชายหาด
ทรายละเอียดมีผ้าสีเขียวเข้มปูทับ
ข้างๆมีหนังสือสองเล่ม เครื่องเล่นซีดี หูฟัง สมุด และปากกา
ข้างๆผมคือคนที่ผมรักคนหนึ่ง
คนที่นอกเหนือจากความรักที่มีให้ครอบครัว
มือซีดเซียวกุมมือของผมไว้
ดวงหน้าอิดโรยมีรอยยิ้มบางๆแต่งแต้ม
หูฟังที่ใส่กันคนละข้าง
ยังคงมีเพลงโปรดของเราเล่นอยู่
มาร์คกำลังจะตาย
และการที่เขากำลังจะตายนั้น
เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มือบางพลิกเปิดสมุดจดและอ่านมันในใจเป็นจังหวะเดียวกับเสียงเพลง แบมแบมยิ้มทุกครั้งเมื่อหยิบสมุดเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เพราะมันเป็นเรื่องราวดีๆที่ถึงแม้จะสั้นก็ไม่ทำให้คุณภาพจางหายไปแม้แต่น้อย
1
สวัสดี เราแบมแบม
สมุดเล่มนี้เป็นไดอารี่เล่มที่สามของเรา
เราชอบเขียนสิ่งในใจนะ
เพราะบางทีมันสะเปะสะปะเหลือเกิน
อยากจะจดไว้ก่อน ฝากไว้ตรงนี้
เผื่อวันนึงกลับมาจะได้จำได้ว่าตอนนี้รู้สึกยังไง
วันนี้เราอารมณ์ดีพอตัว
ตื่นเช้ามาเจออากาศไม่ร้อนมาก
อ้อ ลืมบอกไป
เราอยู่ประเทศอเมริกา อยู่ที่เวอร์มอนต์
ที่นี่สวยนะ ในฤดูใบไม้ร่วงสีแดงสีส้มผลิเต็มไปหมดเลย
กลับมาที่ตัวเราก่อน
วันนี้เรามีไปตรวจร่างกายตามปกติ
เช็คอัพนิดๆหน่อยๆที่โรงพยาบาลประจำ
เราได้เพื่อนใหม่มาหนึ่งหน่วย
จะว่าไปเรียกเพื่อนได้มั้ยนะ
ถ้าเป็นเพื่อนแล้วจะเป็นอย่างอื่นได้มั้ยอะ
เอาเป็นว่าเจอคนนึงมาละกัน
คุยด้วยแล้วถูกคอชะมัด
โอเค ต้องไปแล้ว วันนี้แค่นี้ก่อนนะ
บ๊ายบาย
2
ครั้งที่แล้วรีบไปหน่อย
ลืมบอกไปเลยว่าคนนั้นชื่อมาร์ค
นี่ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้วที่เจอกัน
ไม่รู้สิ เร็วไปมั้ยถ้าจะเขินเวลาสบตา
จริงๆคิดว่าไม่เร็วหรอก
เพราะเวลามีไม่มาก
มาร์คเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย
เสตจ 4 น่ะ
ลูคีเมียเป็นโรคที่พบบ่อยมากทีเดียว
แม้แต่ในหนังในนิยาย บอกใครก็ต้องอ๋อกันหมด
เท่าที่คุณรู้ก็มีคีโมมีใช้ยาอะไรเทือกนั้นแหละ
ไม่เล่ารายละเอียดละกันเราขี้เกียจเขียน
เอาเป็นว่าวันนี้มาร์คอาการไม่ดีเท่าไหร่
เขาบอกว่าคุณหมอไม่สั่งให้ทำคีโมแล้ว
เราเอาใจช่วยให้การอ้วกครั้งต่อไปทรมานน้อยกว่าเดิมแล้วกัน ดูเป็นสิ่งเดียวที่เป็นไปได้
วันนี้เราเมื่อยแล้ว ไว้คุยกันใหม่นะ
บ๊ายบาย
ผมหันไปมองคนด้านข้างที่ยังคงหลับตาอยู่ ก่อนจะพลิกเปิดบทต่อไปของสมุดเล่มเล็ก
3
วันนี้วันดี เราตัดสินใจนั่งรถไปนิวยอร์คกัน
อย่างน้อยมาร์คก็ยังไม่อ้วก และไม่รู้สึกเจ็บอะไรตรงไหน ก็ถือว่าเป็นวันที่ดีแล้ว
นิวยอร์คเมืองไม่หลับใหล
ท่าจะจริง
สีสันกับความวุ่นวายที่เราไม่คุ้นชินเท่าไหร่นัก
เดินเล่นถึงห้าทุ่มก็คิดว่าควรจะกลับ
อากาศเย็นโรยตัวลงมา ท่าจะไม่ดีถ้าตากน้ำค้าง
มาร์คโดนคุณหมอดุแน่ๆถ้ากลับไปแล้วดูไม่สบาย
นี่ขอมาเที่ยวคืนเดียวยังยากเลย
เอ้อ บอกไปรึยังว่าเรากับมาร์คคบกันแล้วนะ
วันนี้วันที่สาม
อืม…
ชอบบรรยากาศเวลาอยู่ด้วยกัน
แต่ไม่ค่อยกล้ามองตาเลย สายตามาร์คอบอุ่นเกินไป
พอละ เราเขิน
(พอพูดว่าเขินแล้วเขินกว่าเดิมอีก โอย)
ไปละนะ
บ๊ายบาย
ปล. แถมรูปจากนิวยอร์คด้วย
บนกระดาษแผ่นบางมีรูปถ่ายนิวยอร์คในตอนกลางคืนหนึ่งใบ รูปมาร์คหันหลังให้กล้องและกำลังมองไปนอกระเบียงห้องหนึ่งใบ กับรูปคู่ของผมและเขาที่ไม่ตรงโฟกัสเท่าไหร่เพราะใช้ self timer อีกหนึ่งใบ
สีมันยังไม่ซีดจาง ยังคงใหม่มากทั้งในความเป็นจริงและในความทรงจำ
เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ผมได้แต่มองแล้วยิ้ม ก่อนจะสะกิดคนข้างๆให้ลืมตามาดูรูปถ่ายแล้วยิ้มไปด้วยกันอีกครา
ยิ้มของเราปัจจุบันเสมอ
อย่างน้อยผมก็รู้สึกแบบนั้น
4
วันนี้ฟ้าครึ้มฝน
แผนที่วางไว้ว่าจะออกไปสวนสาธารณะเลยล่มซะงั้น
กลายเป็นว่ามาร์คมาติดแหง็กอยู่ที่บ้านเราแทน
ตอนนี้เรานอนคุมโปงอยู่
เรามีไฟตั้งโต๊ะทรงกลมที่ทำจากซิลิโคนนิ่มๆ
จริงๆก็ไม่ตั้งโต๊ะหรอกเพราะส่วนมากเอาวางไว้บนผ้าห่มด้วยความที่มันไม่ร้อน
และตอนนี้มันมาอยู่ใต้ผ้าห่มกับเราและมาร์คแล้ว
ไฟสีนวล ไม่ส้มไปไม่ฟ้าไป
ไม่สว่างจนไม่สบายตา
รู้สึกคล้ายกับความสัมพันธ์ของเรากับมาร์คเลย
โอเค พูดทีไรเขินทุกที
เอาเป็นว่าเรามีความสุขกับตรงนี้ละกัน
ไม่รู้ว่าเพราะเสียงฝนกล่อมรึเปล่า
อาจจะเพราะอากาศพาไป
วันนี้เราจูบกันแล้วนะ
อื้อ…
บอกแล้วต้องรีบไป เพราะเขินอีกแล้ว
บ๊ายบาย
อ่านบทนี้ทีไรก็ยิ้มทุกที สำหรับผมและมาร์คสัมผัสบริเวณริมฝีปากก็คงยังเหมือนครั้งแรกเสมอ ผมว่าคนทั่วไปก็อาจจะคิดเช่นนั้นนะ
จูบแรก ยังไงก็ตราตรึง
หรือคุณไม่เห็นด้วย?
5
ไม่รู้จะเขียนอะไรดีวันนี้
มาร์คแอดมิดที่โรงพยาบาล
relapsed ALL น่ะ
มาร์คเป็นลูคีเมียมาตั้งแต่เด็ก
เขาบอกว่าจำไม่ได้หรอกว่าตั้งแต่กี่ขวบ
เราเข้าใจนะ ตอนเด็กใครก็จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก
มากสุดที่เราจำได้คือเราชอบสีม่วง
(มาร์คชอบสีแดง)
เหงานิดหน่อยเพราะวันนี้เราไม่สามารถคุยกับมาร์คได้
เขายังอยู่ในห้องไอซียู
เหมือนจะคุ้นตาแต่ก็ยังไม่คุ้นใจกับห้องนี้เนอะ
วันนี้ข้อความสั้นหน่อยเพราะเราไม่มีอะไรจะเล่า
ไว้เจอกันใหม่นะ
บ๊ายบาย
ผมยังจำได้ดี วันที่รีบไปโรงพยาบาลเพราะโทรไปหามาร์คแล้วแม่ของเขารับสายด้วยเสียงสั่นเครือที่แค่ฟังก็รู้ว่าน้ำตาของหญิงวัยกลางคนกำลังไหล
relapse มาฉับพลัน
และทำให้ทุกอย่างแย่ลงฉับพลันเช่นกัน
6
ปากของมาร์คเหมือนใกล้สีซีดและม่วงขึ้นไปทุกวัน
การรับแสงแดดก็ไม่ค่อยจะช่วยเท่าไหร่
ตอนนี้เขาต้องนั่งรถเข็น
ร่างกายอ่อนแอเกินจะเดินได้เอง
แต่มือของเราก็ยังจับกันนะ
เพราะผมอยู่ในรถเข็นคันข้างๆไงล่ะ
ข้อเท้าผมพลิกและซ้นมากทีเดียวเลยถือโอกาสนั่งรถเข็นกับเขาบ้าง
ถามว่าเจ็บมั้ยหรอ แค่นี้จิ๊บๆน่า
เราขอให้พี่พยาบาลเข็นขึ้นไปที่ดาดฟ้าของโรงพยาบาล ดีที่เขามีผ้าห่มให้ เพราะวันนี้อากาศหนาว
แต่ท้องฟ้าก็ยังสวยเสมอแม้เวลามืด
ถึงไม่ได้มีดวงดาวมากมายขนาดนั้นก็ตามที
ในดวงตาอิดโรยของมาร์คสะท้อนฟ้ามืดและแสงจากตึกราบ้านช่อง ก่อนที่เขาจะหลับตาลง
พี่พยาบาลบอกว่าถึงเวลาต้องกลับไปที่ห้องแล้ว
และเราก็ไม่ค้านเพราะมาร์คดูอยากพักผ่อน
คืนนั้นเราตื่นมากลางดึกและนอนไม่หลับอีก
เราเลยเดินไปห้องของมาร์ค
เขาหลับไปแล้ว หลับอย่างสบายที่นานๆจะได้เห็น
คงเป็นเพราะยาตัวช่วยมั้ง เราก็ไม่แน่ใจ
เราจำได้ว่าเราขโมยจุมพิตแผ่วเบาบนปากของเขา
ในใจรู้สึกเศร้าเกินจะเขิน
เวลาร่นระยะลงทุกที เหมือนการนับถอยหลัง
อีกไม่นานสินะ
เหมือนไม่นานแล้ว…
บ๊ายบาย
เวลาที่ว่าคงหมดวันนี้แล้ว
เมื่อมือที่ผมกำลังจับอยู่เย็นขึ้นทุกคราที่ลมพัดมา
แม้เราจะอยู่ในผ้าห่มก็ตามที
แต่ผมไม่คิดเสียดายหรอก
เชื่อว่าใช้มันได้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่ทำได้ไปแล้ว
อาจจะมีวันที่ดี วันที่ร้าย วันที่ชอบ วันที่ชัง
แต่ทุกวันก็คือความทรงจำระหว่างผมกับมาร์ค
มันธรรมดามาก
เป็นความทรงจำธรรมดาๆ
ที่ผมชอบมันเหลือเกิน
7
คิดว่าน่าจะเป็นการอำลาแล้วนะ
ขอโทษที่เขียนได้ไม่นานเท่าไหร่ก็จะทิ้งไปเสียแล้ว
แต่พอคิดว่ามาร์คกำลังจะจากไป
เราอยากจะใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด
นั่นคงรวมถึงการสละเวลาเขียนให้พวกคุณอ่านด้วย
ถึงตัวเองในอนาคตอันสั้น
เรารู้ว่านายต้องกลับมาอ่านสิ่งนี้ในไม่ช้าแบมแบม
จงจดจำความรู้สึกพิเศษที่แสนธรรมดานี้ไว้
แม้ความรักของเราไม่ได้ยิ่งใหญ่
แม้เราไม่ใช่ใครที่เป็นที่สนใจ
แม้จะมีแต่เราและคนรอบตัวเราเท่านั้นที่จะจดจำได้
พ่อ แม่ พี่ น้อง
มาร์ค
คุณหมอ พยาบาล
คุณครู
คนรอบตัวอันใกล้ชิด
เรารักเขาและรู้สึกขอบคุณทุกคนมากๆ
ขออำลาแทนมาร์คไว้ ณ ที่นี้
เราคงเสียใจได้ไม่นานเสียเท่าไหร่
น้ำตาอาจจะไม่ไหลด้วยซ้ำ
เราคงไม่โวยวายกอดเขาไหวและขอร้องให้กลับมา
เพราะรู้ดีว่ามันเป็นเช่นไร
รู้ดีว่าการกำลังจะตายนั้นเป็นเช่นไร
เพราะเราเองก็กำลังจะจากไปเช่นกัน
ลาก่อน
ขอให้ลาก่อนเป็นคำที่น่าจดจำ
ใช่แล้ว
เราสองคนกำลังจะตาย
เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายทั้งคู่
ผมเป็นมะเร็งสมอง
ส่วนเขาเป็นลูคีเมีย
ในสมุดบันทึก ระหว่างบทแรกกับบทสองที่ผมหายไปพักใหญ่ คือช่วงเวลาที่ผมเริ่มมีปัญหาทางด้านการทรงตัว
วันนั้นบนดาดฟ้า ที่ผมมองไม่เห็นดาว ไม่ใช่ว่าไม่มีดาวบนท้องฟ้า เพียงแต่สายตาของผมแย่ลงอย่างมาก ทำให้ตาพร่ามัวไปหมด ต้องขอโทษท้องฟ้าและดวงดาวอีกครั้ง
วันเดียวกันที่ผมบอกว่าตื่นมากลางดึกและนอนไม่หลับ เป็นเพราะผมปวดหัวจนตื่นขึ้นมา คืนนั้นผมอ้วกไปหลายรอบ มันทรมาน ผมจึงเดินไปหามาร์คเพื่อหาแรงบันดาลใจ
และวันนี้ เหมือนเป็นวันสุดท้าย
ถามว่าทำไมเราออกมาข้างนอกได้ทั้งที่อาการแย่ขนาดนี้ เป็นเพราะคุณหมออยากให้เราทั้งคู่ได้หมดลมหายใจในที่ๆเราอยากอยู่ ซึ่งโรงพยาบาลไม่ใช่หนึ่งในนั้น
ชายหาดโขดหินในเวอร์มอนต์น่ะสบาย
ผมและมาร์คชอบนอนตรงจุดนี้มาก
เห็นแค่ขอบน้ำทะเลกับใบไม้เปลี่ยนสี
เห็นแค่นี้ก็พอใจ
จริงๆเราคงไม่สิ้นลมหายใจพร้อมกัน
มันคงไม่ epic และโรแมนติกขนาดนั้น
จะไม่มีอะไรมาจารึกว่าผมและเขาเคยอยู่ตรงนี้
เราแค่เกิดมาด้วยโรคร้ายและกำลังจะจากไปพร้อมกับมัน
เราก็แค่คู่รักธรรมดาๆที่อยากจะใช้เวลาด้วยกัน
บอกไปหรือยังว่าไม่ได้มีแค่ผมกับเขา
ครอบครัวของเราก็อยู่ไม่ห่าง
ผมแค่ไม่อยากเห็นครอบครัวต้องร้องไห้ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงอย่างไม่มีวันเปิดขึ้นใหม่
ความทรมานนั้นทรมาน ใช่
แต่ความเคยชินก็ทำให้ความทรมานกลายเป็นเฉยๆ
และไอเย็นจากมือของมาร์คก็เป็นสิ่งช่วยเตือนว่า
เราสองคนเป็นแค่คนที่กำลังจะจากไป
บนโลกนี้มีอีกหลายคนที่กำลังจะจากไปพร้อมๆกัน
ไม่แปลกหรอกที่จะหายไป
หายไปแบบไม่เคยมีตัวตนอยู่
ต่อจากนี้จะเป็นการหายไปแบบธรรมดาที่สุด
เราจะแค่หลับตา
เพลงที่ฟังจะแค่เริ่มเบาลง
กล้ามเนื้อคงจะเริ่มผ่อน
ลมหายใจจะเริ่มแผ่ว
และแค่นั้น
เพียงเท่านั้น
ผมและมาร์คจะหายไป
หายไปแบบไม่มีวันกลับมา
และนั่น
จะเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นความรัก การจากลา
ที่แสนธรรมดาฉากหนึ่ง
ฉะนั้น
ลาก่อน
ลาก่อน ณ ที่ตรงนี้
ไม่มีคำว่าจากนี้และตลอดไป
จะมีแต่ครั้งหนึ่งเคยรักและรู้สึกให้สุดหัวใจ
และไม่มีสิ่งไหนที่เรียกว่าไม่พอ

No comments:
Post a Comment