Sunday, 16 October 2016

Alice and the unticking clock #มบอลิซ



‘It’s the matter of time’



ติ๊ก ต่อก

ติ๊ก ต่อก


“ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก”





You’ve been gone for too long, Alice. 





“ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่วอนเดอร์แลนด์ อลิซของพวกเรา”

คราวนี้เป็นแม๊ดแฮทเทอร์ที่ออกมาต้อนรับ
นัยน์ตาสีสดและรอยยิ้มยังคงเหมือนเดิม
คราวนี้แบมแบมกลับมาสู่วอนเดอร์แลนด์ด้วยความบังเอิญเช่นเดียวกับตอนแรก


แค่วางมือบนกระจกในห้องเก็บของ เขาก็ถูกดูดกลับมาที่นี่เสียแล้ว เป็นความบังเอิญที่ช่าง…


“บังเอิญหาใช่ไม่ พวกเราเป็นคนเรียกเจ้ามา”

ครึ่งคนครึ่งแมวล่องหนม้วนตัวในอากาศ 
เหมือนจะชินเสียแล้ว ไม่รู้ทำไม
ไอ้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้น่ะ มีเสียเมื่อไหร่กัน


“ผมมีความสำคัญอะไรกับที่นี่หรือ ในเมื่อคราวที่แล้วมาร์คเร่งรุดให้ผมออกไป”


ใช่

เขายังจำชื่อกระต่ายได้
ครึ่งคนครึ่งกระต่าย
ดวงตาคม
ริมฝีปากบาง
สันกรามแข็งแรง
สูทสีเข้ม
นาฬิกาซึ่งเดินอยู่ตลอดเวลา

นั่นน่ะ
มาร์คไง


“คนที่ต้องการความช่วยเหลือคือคนในความคิดของเจ้านั่นแหละเด็กน้อยเอ๋ย”


“เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือ”


“เวลาได้หยุดลง เวลาของมาร์คได้หยุดลง”


“หมายความว่าอย่างไร”

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
เขาไม่เข้าใจ
เกิดอะไรขึ้นกันแน่

นิ้วป้อมของเชอร์เชียร์แตะเข้าที่กลางอกของชายหนุ่ม ขัดจังหวะภวังค์ของแบมแบม เสียงกระซิบจริงจังที่ดังราวตะโกนก้องอยู่ในหัว


“ในนี้ เวลาได้หยุดลง 
ในนี้ ทุกอย่างถูกแช่แข็ง
ในนี้ มีแต่เจ้า ที่ช่วยเขาได้”



ช่วย…
ยังไงล่ะ…


“กุหลาบป่าจะช่วยเจ้าได้”


แล้วแมวตุ้ยนุ้ยก็หายตัวไปกับอากาศเช่นเคย


“กุหลาบป่าหรือ…”


แบมแบมออกเดินในเส้นทางที่เขาคิดว่าจำได้
แต่อนิจจา เส้นทางในวอนเดอร์แลนด์มิเหมือนก่อน
แบมแบมเดินมาหยุดที่หน้าสวนดอกทานตะวัน
สวนของใครกัน ช่างสดใส


“สวัสดีพ่อหนุ่ม”

เสียงไพเราะกังวาลกับเกสรได้ด้วยหรือ
ก็คงได้
เพราะที่นี่ อะไรก็เป็นไปได้และเป็นไปแล้ว


“สวัสดีครับ ผมอยากรู้ว่าคุณพอมีสวนกุหลาบป่าหรือไม่”


หญิงวัยกลางคนยิ้มอย่างเอ็นดู
มือเล็กซึ่งมีริ้วรอยแห่งวัยยกขึ้นทาบแก้มของอีกฝ่าย


“นั่นมันอยู่ที่ว่า ‘กุหลาบป่า’ ของเจ้าคือสิ่งใด”


คิ้วเรียวขมวดอีกครา
กุหลาบป่าก็คือกุหลาบป่า… มิใช่หรือ


“ผมไม่เข้าใจ”


“เพราะเจ้ายังไม่ได้เข้าไปในใจ จึงยังไม่เข้าใจ”


“คุณพอจะรู้วิธีรักษานาฬิกาที่หยุดเดินบ้างไหม”


หญิงตรงหน้ายิ้มด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเดิม
สายตาที่ทำให้นึกถึงแม่


“นาฬิกาไม่เคยหยุดเดินหรอก เช่นเดียวกับที่เวลาไม่เคยถอยหลัง เว้นเพียงแต่…”


“แต่อะไรหรือ”


“เว้นเพียงแต่นาฬิกานั้นจะขัดข้องหรือเสียหายจนไม่สามารถเดินต่อได้”


ขัดข้อง…
เสียหาย…
เหตุใดเขาจึงนึกถึงความตาย..?


“คุณหมายถึงการจากลาตลอดกาลหรือ”


แบมแบมไม่ชอบเอ่ยถึงความตาย
เป็นอีกคำที่ไม่ชอบเอาเสียเลย


“ใช่และไม่ใช่ เด็กน้อย จงตามหากุหลาบป่าของเจ้าให้เจอ แล้วถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้เองว่าเราหมายถึงอะไร”


หญิงวัยกลางคนเป็นอีกตัวละครที่หายตัวไปกับอากาศ
คนที่นี่เป็นอะไรกันไปหมดนะ ชอบล่องหนอยู่เรื่อย

ลืมเรื่องนั้นไปก่อน
เราต้องจดจ่อกับการหากุหลาบป่า
ในเมื่อคราวที่แล้วมาร์คช่วยเราไว้ได้มาก
คราวนี้เราจึงอยากตอบแทนเขา

ร่างโปร่งเดินฝ่าดงดอกทานตะวันสีเหลืองอร่าม
ทุกดอกล้วนหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์
ยกเว้นหนึ่งดอกซึ่งหันมาหาเขา


“เจ้าเป็นใคร มาตามหาอะไรหรือ”

เจ้าดอกไม้มากกลีบถามอย่างไร้เดียงสา
ก่อนจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์อีกครั้ง


“เขาบอกว่าผมคืออลิซ ใช่หรือไม่ผมไม่สามารถบอกได้ ผมมาตามหากุหลาบป่าเพื่อจะรักษาเพื่อนคนสำคัญซึ่งเวลาของเขาได้หยุดลง”


เจ้าดอกไม้ชำเลืองมองเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปจุดเดิม


“เจ้ารู้ไหมกุหลาบป่าของเราคืออะไร”


แบมแบมยังคงไม่เข้าใจ
กุหลาบป่าก็คือกุหลาบป่า
จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร


“ผมไม่เข้าใจ”


“กุหลาบป่าของเราคือดวงอาทิตย์”


“ตกลงกุหลาบป่าแปลว่าอะไรกันแน่”


“เจ้าคิดว่าทำไมเราจึงเฝ้ามองดวงอาทิตย์ตลอดเวลา”


“ผมไม่รู้”


“เพราะว่าส่วนนึงของดวงอาทิตย์ คือดวงใจของพวกเราชาวทานตะวัน ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือเฝ้ามอง เฝ้ามองในยามที่ชิ้นส่วนหัวใจนั้นติดเชื้อเพลิง และเราจะเหี่ยวเฉาต่อเมื่อชิ้นส่วนดวงใจของเราได้มอดไหม้อย่างสิ้นเชิงแล้ว”


เพราะว่าฝากใจไว้
เพราะว่าให้สิ่งนั้นไป
เพราะว่ามีส่วนเชื่อมต่อกัน

หากไม่มีดวงใจของทานตะวัน
แสงอาทิตย์นั้นจักหามีไม่

หากไม่มีการเผาไหม้ของดวงอาทิตย์
ดอกทานตะวันคงต้องตูมตลอดกาล


ดั่งสัญญา
ดั่งสายใย
แด่เสี้ยวดวงใจ
แด่ความผูกพันธ์


“แสดงว่ากุหลาบป่ามิใช่กุหลาบป่าหรอกหรือ”


“กุหลาบป่าอาจจะเป็นกุหลาบป่า กุหลาบป่าหมายถึงดวงใจ ถ้าเจ้าให้ใจกุหลาบป่า กุหลาบป่าของเจ้าจึงเป็นกุหลาบป่า เท่านี้ที่เราสามารถบอกได้”


สิ่งที่เขาให้ใจ…
ในวอนเดอร์แลนด์น่ะหรือ…

มีอยู่อย่างเดียวหรือไม่
สิ่งที่ออกเดินหา
แต่เห็นตั้งแต่แรกเป็นต้นมา

สิ่งที่ไม่ต้องคว้าก็มี


ขาเรียวก้าวยาวๆกลับทางที่เดินมา
เพราะเดินมาไกลโพ้น
จึงต้องเดินกลับอีกไกลโพ้น
เพราะรู้สึกตัวช้า
เวลาก็ยิ่งเดินไปไกล

เพราะไม่เคยเอะ ‘ใจ’
ว่าอะไรๆจะใกล้กว่าที่คิดว่าเป็น




ปัง!


ประตูไม้เปิดอ้ากระทบผนังอย่างดัง 
แบมแบมมาถึงจุดหมายแล้ว

ที่นี่ไง
ห้องของกุหลาบป่า

ที่นี่ไง
ห้องเก็บเสี้ยวดวงใจ


แบมแบมเจอกุหลาบป่าแล้ว


มือเรียวหยิบนาฬิกาของตนออกมา
นิ้วหมุนเข็มช้าๆอย่างใจเย็น

ไหน… เวลาของมาร์คหยุดที่เมื่อไหร่กัน
โอ๊ะ นี่ไง ตรงกันแล้ว



ติ๊ก ต่อก 
ติ๊ก ต่อก
ติ๊ก ต่อก


ฟันเฟืองส่งเสียงอีกครั้ง
กับนาฬิกาเรือนเก่าที่เริ่มเดินอีกครา
ราวกับบางสิ่งได้หวนคืนมา
ราวกับเศษเสี้ยวของเวลาถูกทดแทน

แบมแบมใช้เวลาค่อนข้างนานในการหาคำตอบ
คำตอบของกุหลาบป่าซึ่งจริงๆแล้วง่ายดาย

ผู้คนส่วนมากพลาดพลั้งละเลยในอะไรง่ายๆ

เวลาพาใจให้เพลิดเพลิน
เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่นำพาความโศกเศร้า
เวลาไหลเหมือนสายน้ำมิอาจย้อนกลับ
เฉกเช่นเดียวกับสายน้ำนำพาซึ่งชีวิต



“สวัสดี อลิซ”


“สวัสดีคุณกระต่าย”


“นายสายมากเลยคราวนี้”


ยิ้มมุมปากของกระต่ายในร่างคน
กระต่ายจอมเจ้าเล่ห์
กระต่ายขี้รำคาญที่ยอมยื่นมือช่วยเขา

แบมแบมขยับเข้าไปใกล้อีกหน่อย
อลิซของวอนเดอร์แลนด์นั่งลงข้างๆกระต่ายมาร์ค
รอยยิ้มบางปรากฎทั้งบนริมฝีปากและในดวงตา


“อย่าว่าผมเลยคุณกระต่าย
ไหนๆ ตอนนี้เวลาเราก็เดินตรงกันแล้ว”





ถึงจะเป็นการกระทำที่โง่เขลา
ถึงจะเป็นการตัดสินใจที่เบาปัญญา

ถึงนั่นจะทำให้เวลาของเขาต้องหยุดเช่นกันก็ตาม...





Tuesday, 9 August 2016

#ficmbrehab | 03 Finalé




03 Finalé





หาย..


หายไปไหน…


หาไม่เจอ..


อยู่ไหนกันนะ…


หัวใจของเรา
ที่ฝากเขาไว้
พอคนนั้นหายไป
ต้องไปหาที่ใดกัน



“มาร์ค… มาร์ค…”


ร่ำร้องเท่าไหร่อีกคนก็ไม่มีวันได้ยิน
ตอนนั้นใกล้เท่าใดแต่ตอนนี้ไกลเหลือเกิน



ทำไมล่ะ ทำไม
ทำไมถึงหนีเราไป

เพราะอะไรกัน

เพราะวันนั้นเราจากมางั้นหรือ
เปล่าเลย เราไม่ได้ตั้งใจนะ

เราไม่ได้หนีมาร์คนะ
เราไม่ได้หนี
เราไม่ได้หนี ได้ยินไหม

เราไม่เคยหนี!!!



“กลับมา.. กลับมาเถอะนะมาร์ค.. ฮึก”


เราต้องร้องไห้อีกแค่ไหน
น้ำตาต้องหลั่งอีกเท่าใด
แค่ไหนหรอ แค่ไหนจึงจะพอ

แค่ไหนที่เขาต้องการ



“I’ll give you all…this… And… Heaven too”



เราเจ็บ
เราเจ็บ
เราเจ็บ
เราเจ็บได้ยินไหมมาร์คว่าเราเจ็บ



“ฮึก.. มาหา… กลับมาหาแบม…”



ทั้งปวด
ทั้งรวดร้าว
ยังปวด
และยังรวดร้าว


เจ็บเหมือนกันบ้างไหม
เจ็บปวดเหมือนแบมรึเปล่า
แผลเก่ามันตกสะเก็ดหรือยัง
แผลเก่าได้เปิดบ้างหรือเปล่า



“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!!!”



แผดเสียงอย่างไร้จุดหมาย
ไม่สนใจว่าใครจะได้ยินหรือไม่
ไม่สนใจนอกจากเขาคนเดียว


I'm begging you to keep on haunting
I'm begging you to keep on haunting me
I'm begging you to keep on haunting
I know you're gonna keep on haunting me

[Haunting: Halsey]


เขาคนนั้นที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่หัวใจ
แต่เป็นจิตวิญญาณ
เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นร่างกาย
เป็นอากาศ

แม้มองไม่เห็นก็รู้สึกได้


“จะกลับมาแล้วใช่ไหม… ฮิๆ จะกลับมาใช่ไหม!!”



ร่างบางนอนเหยียดตัวอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดทั้งสีสดและเข้มแห้งกรังบนข้อมือข้อเท้าทั้งสองข้าง ใบหน้าหวานแต่ทรุดโทรมอมยิ้มหลับตาพริ้มเสมือนกำลังฝันหวาน

ภาพนั้นเด่นชัดอยู่ในจอมอนิเตอร์ของห้องถัดมา หัวหน้าแผนกบำบัดขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเครียดอีกครั้ง เธอไม่รู้จะจัดการและรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรเสียแล้ว


ความรักที่ไม่สามารถพรากจากกันได้น่ะ
เธอจะไปขัดขวางได้อย่างไร…


ที่แบมแบมพยศหนักกว่าเดิมทวีคูณเพราะหนึ่งปีเต็มหลังจากมาร์คเข้าร่วมบำบัดที่นี่ อาการของชายหนุ่มนั้นดีขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ในระดับที่ว่ามาร์คสามารถย้ายออกไปบำบัดในที่ๆตึงเครียดน้อยกว่านี้ได้แล้ว

หรืออีกนัยหนึ่งคือมาร์คได้จากที่นี่ไปเป็นเวลาสามวัน
และนั่นก็ทำให้คนรักของเขาคลั่งได้อย่างน่าขนลุก

แบมแบมเริ่มจากการทำลายข้าวของทุกอย่างที่ขวางหน้า
ถัดมาก็ทำร้ายคนรอบข้าง ไม่ว่าใครก็ตาม
สุดท้ายร่างบางที่เหมือนจะไร้แรงก็วกเข้าทำร้ายตัวเอง
อาการหลอนของผู้ป่วยไม่ดีขึ้นส่วนหนึ่งเพราะเจ้าตัวมีนิสัยชอบซ่อนยาหรือเอาไปทิ้ง


‘เพราะถ้าเรากินยานี่ เราจะไม่เจอมาร์ค ไม่เห็นมาร์ค เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เราอยากเจอมาร์ค อยากเห็นมาร์ค ...แม้จะสัมผัสไม่ได้ก็ตาม’


เหตุผลที่เจ้าตัวให้พร้อมน้ำตาหยดใสหลายต่อหลายหยดต่อกันเป็นทางยาวแนบแก้มซึ่งตอบลงทุกวันทำให้เจ้าหน้าที่บำบัดหลายคนไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

โทรศัพท์ส่วนตัวของหัวหน้าแผนกสั่นกระทบโต๊ะทำงาน เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสายสำคัญ


“ค่ะท่าน”


เมื่อได้ยินข้อความจากปลายสายก็ยิ่งตกใจ


“เมื่อไหร่คะท่าน”


กันต์พิมุกต์…


“ได้ค่ะ อ่า ใช่ค่ะ ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้น่ะค่ะ โอเคค่ะดิฉันจะจัดการทุกอย่างภายในหกโมงเย็นวันนี้ค่ะ ค่ะ รับทราบค่ะท่าน สวัสดีค่ะ”


หันหน้ากลับไปมองผู้ป่วยในการดูแลซึ่งกำลังยกมือกอดอากาศแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ


ยินดีด้วยนะแบมแบม…
ยินดีกับความรักของเธอด้วย

คราวนี้ทั้งฉันหรือคนอื่นๆจะไม่เข้าไปกีดกันแล้ว
เบื้องบนสั่งให้ลองเอาเขากับเธอมาอยู่ด้วยกัน
จะไม่มีการบำบัดอีกแล้ว มีแต่การให้ยา

ยินดีด้วยอีกครั้ง..



คนรักของเธอกลับมาแล้ว











I know you, I walked with you once upon a dream
I know you, that look in your eyes is so familiar a gleam
And I know it's true that visions are seldom all they seem
But if I know you, I know what you'll do
You'll love me at once, the way you did once upon a dream

[Once Upon A Dream: Lana Del Rey]




ตึกตัก


ตึกตัก


ตึกตัก




Ah-ah, ah-ah, ah-aah mmh
Ah-ah, ah-ah, ah-aah mmh


หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำยามเท้าก้าวเดินใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำยามเสียงย่างก้าวใกล้ขึ้นเรื่อยๆ





ตึกตัก


ตึกตัก


ตึกตัก



แบมแบมอยู่ในนั้นใช่ไหม
แบมแบมของเรา

มาร์คกำลังมาหาเราใช่ไหม
มาร์คของเรา



ตึกตัก


ตึกตัก



แกร๊ก



กลอนประตูถูกปลดแล้ว
ดวงตากลมโตหันไปมองด้วยความหวัง
ความหวังว่าพื้นที่ว่างข้างห้องจะไม่ว่างอีกต่อไป

แต่แล้วก็ต้องสับสนเมื่อคนที่ตามหาก้าวเข้ามา
เอ๊ะ นี่ห้องของแบมแบมนะ คุณพยาบาลเข้าผิดรึเปล่า
สงสัยได้ไม่นานความปิติยินดีก็รื้นขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว


These brown eyes I love
This dark brown hair of yours
These lips I adore
Oh how I miss you. I'm sure


“Honey, I'm home”


รอยยิ้มนี้ที่เพรียกหา
เสียงวาจาที่เอื้อนเอ่ย
แววตารักใคร่ที่ไม่เคย
ไม่เคยจะจางหายไป


“Welcome home, darling. Hehehe”


โผเข้ากอดอย่างไม่ยั้งมือ
เรารักกัน ใครจะทำไม!
โซ่ที่ล่ามเท้าไว้ก็ไม่อาจห้ามได้


กริ๊ก

คุณพยาบาลเอาเราล็อคไว้ห่างจากแบมแบมเพียงนิดเดียว โซ่ยาวแต่เส้นบางทำให้สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ง่าย แต่ตอนนี้เราไม่สนใจอะไรนอกจากแบมแบม


“แบมแบม… แบมแบมของเรา”


“มาร์คคิดถึงแบมมั้ย”


“คิดถึงมาก มากที่สุด คิดถึง คิดถึง”

ว่าพลางกระชับอ้อมกอดก่อนจะพรมจูบอ่อนโยนทั่วใบหน้ามนอย่างแสนรักใคร่


เขาเอาเราไป
ไปที่ไหนไม่รู้
ไม่ชอบ
ไม่ชอบเลย
ไม่ชอบเพราะที่นั่นไม่มีแบมแบม


แต่เรากลับมา
และตอนนี้ไม่มีอีกแล้วทั้งกระจกทั้งลูกกรงกั้นระหว่างเรา


“ไม่มีอะไรมาขวางกั้นเราอีกแล้วที่รัก”


มือบางผลักมาร์คให้นั่งลงบนเก้าอี้เหล็กเย็นเฉียบก่อนจะตามขึ้นไปคร่อมอยู่บนหน้าตัก เล็บจิกกลุ่มผมบริเวณท้ายทอยให้อีกฝ่ายเงยหน้าสบตา

ริมฝีปากสองคู่ประกบกันทันที
ร้อนแรงและรุมเร้า
โหยหาและลึกซึ้งให้เท่ากับความคิดถึง


“Ah… Someone has been naughty”

เสียงใสเอ่ยขึ้นพร้อมยกยิ้มกว้างด้วยแววตาซุกซน
ลิ้นเล็กไล้เลียริมฝีปากที่เริ่มขึ้นสีของตนเอง

มาร์คน่ะกบฎทุกทีสิน่า
ฮิๆ
ที่อยู่ใต้ลิ้นของมาร์คน่ะ
แบมแบมรู้นะ


“You don’t like the fun? Hmm?”


Then he got his tongue out
A substance so familiar on it
Ooh… A time-release one
Ooh, baby we’re having some fun


“Let me taste it again. The same way I did before”



แกร๊ง


โซ่เล็กบนข้อมือกระทบกับลูกกรงกลางห้อง 
หลังบางแนบชิดกับเหล็กซี่อุณหภูมิต่ำ
แต่ร่างกายของทั้งคู่กำลังร้อนรุ่ม


Let me taste all of your LSD
Let me see what I have never seen
Take me where I’ve never been
And we’ll go places full of fantasies


We kissed and we kiss and we are kissing
His hands all over me, it’s exciting
My heart pounds faster, still rising
My leg on his hips, attaching



“อ๊า… อืม… ฮื่อ”



Down and down his lips go
Down my neck, my shoulder and way down low
I feel everything intensely. Yes! I do so
This moment, we promised, to never let go



“ได้เวลาสนุกแล้ว ที่รัก”



รอยยิ้มกว้างจนน่าสะพรึงของเราทั้งหมด
แววตาบ้าคลั่งกลับมาอีกครั้ง
เสียงหัวเราะหลอนประสาทดังขึ้นอีกครา




เพล้ง!


กระจกในห้องน้ำรวมถึงบริเวณโต๊ะถูกแกะออกและเขวี้ยงลงบนพื้นกลางห้อง เศษคมกระจัดกระจายไปทั่ว 
เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่หยุดหย่อน สภาพห้องไม่ต่างจากสงครามเมื่อแบมแบมควักปืนที่เจ้าตัวขโมยมาซ่อนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ออกมาไล่ยิ่งอีกคน


All the chains have broken
Hallelujah, we’re free 




ปัง!

ปัง!

ปัง!

ปัง!




กระสุนหลายนัดถูกส่งผ่านอากาศติดต่อกัน 
หนึ่งคนไล่ยิง กับอีกหนึ่งคนวิ่งหลบ
ไม่มีความกลัว ไม่มีความเคียดแค้น
มีแต่ความสนุกและความสุขเปี่ยมล้น



“I'm here, darling!”


“ฮ่าๆๆ ฮะ ฮะๆๆๆ ฮิๆ”


“ฮี่ ฮิๆๆๆ”


“มาาาาาร์คคคคคคคคค”

กระสุนนัดสุดท้ายกับกระบอกปืนซึ่งกำลังหันกลับมาจ่อตนเอง ลิ้นเล็กเลียกระบอกปืนก่อนจะส่งวัตถุโลหะเข้าไปในริมฝีปากสีอ่อน


“หึๆๆ ฮะๆๆ แบมของมาร์ค”

ฉับพลันแขนแกร่งโอบรอบเอวคอด มือหนากำรอบคอของอีกฝ่ายก่อนจะแทนที่กระบอกปืนด้วยสองนิ้วของเขา ส่วนมืออีกข้างที่ว่างแย่งปืนมายิงขึ้นเพดานขณะริมฝีปากหยักขบกัดต้นคอซึ่งเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น


I've got a burning desire for you, baby
I've got a burning desire
(Come on, tell me boy)
I've got a burning desire for you, baby
I've got a burning desire
(Come on, tell me boy)

[Burning Desire: Lana Del Rey]


พลิกกายบางเข้าหาก่อนจะมอบจูบอันลุ่มหลงให้อีกครา 
แบมแบมหย่อนกายลงบนเศษกระจกที่แตก
ดวงตาล่องลอยทอดสายตามาที่มาร์คอย่างเชื้อเชิญ
เท่านั้นคนตัวสูงกว่าก็โยนเสื้อคนป่วยขาดๆออกจากร่างกาย ขึ้นคร่อมคนรักก่อนจะขบเข้าที่ซอกคออีกครั้ง


Sharp pieces stab me
It ain’t hurting
It ain’t hurting
Nothing can hurt me as much as your departure

You bite my lips
Caress my thighs
You scratch my back
Our kisses make me feel high

Pounding into me
Your muscles clench
Releasing into me
Our overwhelming love



“อ๊าาา! ฮะๆๆ ฮะ ฮะ ฮ่าๆ”



หวีดร้องออกมาให้พอ
ให้พอกับสายเลือดที่รินไหล
ให้พอกับจิตใจอันบิดเบี้ยว

กระจกคมจรดบนคอของอีกฝ่าย
เชือดเฉือนผิวอ่อนจนเปิดออก
เลือดของเราไหลรวมกัน


อา… หรือนี่สินะ…
คือการเป็นหนึ่งเดียว



“This feels good, baby. This feels so fucking good!”


สองร่างบนเศษกระจกแตก
สองร่างกับโลหิตสีแดงฉาน

หนึ่งคู่รักกับรอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะ
หนึ่งคู่รักกับความรักอันล้นเอ่อ

แล้วจู่ๆโลกทั้งใบก็มืดลง
จดจำได้เพียงแค่ใบหน้าของอีกคน

ที่รัก… ถึงเราจะตื่นหรือไม่
เราจะได้เจอกันอยู่ดี
นี่คือคำมั่นสัญญาเดียว
ที่จะรักษาไปตลอดกาล






Say my name
And every color illuminates
We are shining
And we will never be afraid again

Say my name
As every color illuminates
We are shining
And we will never be afraid again

[Spectrum: Florence+the machine]





แสงอ่อนๆยามเช้าสอดส่องเข้ามาในห้องสีขาวโล่ง
มีเพียงเตียงคนไข้สองเตียงติดกันอยู่กลางห้อง
มือและเท้าของพวกเขาถูกมัดแน่น ทั้งยังมีผ้าพันแผลอยู่เต็มตัวไปหมด รอยแผลเป็นยังคงไม่จางหาย


แต่พวกเขากำลังยิ้ม
ยิ้มที่มาจากใจ
แต่เป็นยิ้มซึ่งมากจนเกินไป
ในหัวใจที่รักท่วมเอ่อ



“รักแบมไหมมาร์ค… รักแบมไหม”


“มาร์ครักแบม รักแบม ฮิ รักมาร์คไหม”


“แบมก็รักมาร์ค รักมากที่สุดเลย ฮะๆ รักแค่มาร์ค”


“ฮิๆๆ ฮะๆๆ ดีจัง ดีจัง”


“ได้อยู่ด้วยกันเสียที… คิกคิก ดีจัง”



เรามีเพียงกันและกัน
มีแค่รัก
มีแค่รัก
มีแค่รักเท่านั้น


รอยยิ้มหวานค้างไว้ตลอดเวลา
ดวงตาคู่สวยทั้งสองหลับพริ้ม


จงไป...
ไปในวันเวลาที่ดี
ที่ๆจะไม่มีใครพรากเราได้


Nothing but our love
Nothing but our love
Nothing but this love of ours

We see nothing
We feel nothing
We know nothing




We need nothing but this love of ours

Sunday, 7 August 2016

#ficmbrehab | 02 Never again



02 



เสียงกริ่งดั่งขึ้นเมื่อถึงเวลาของการนำผู้ป่วยเซ็ตสุดท้ายไปห้องบำบัดจิต ทางสถาบันจะแบ่งเวลาการบำบัดคล้ายการปล่อยนักเรียนพักกลางวันโดยการจัดจำแนกตามอาการและระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ระดับหนักเบาจะสลับกันไปเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เหนื่อยมาก

รอบนี้เป็นรอบที่สามของวัน
รอบของมาร์คและแบมแบม

อ่า… ผู้ป่วยระดับวีไอพี


“ตามเอกสารที่ฉันได้แจกพวกคุณไปก่อนหน้านี้ ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หวังว่าพวกคุณคงอ่านอย่างละเอียดแล้ว”

หัวหน้าฝ่ายบำบัดเอ่ยขึ้นเสียงเคร่งเครียดต่างจากเคสอื่นค่อนข้างมาก เธอรู้ดีว่าถ้ามีการผิดพลาดขึ้นเรื่องราวจะยุ่งยากมากทีเดียวเชียว


“แกๆ ทำไมรอบนี้ต้องเคร่งขนาดนี้วะ มีแค่สองคนเองใช้คนเป็นสิบเลย”

พนักงานใหม่กระซิบเพื่อนข้างตัวอย่างไม่เข้าใจเสียเท่าไหร่ ดูจากรูปการณ์แล้วก็แค่ผู้ชายผอมๆสองคนเท่านั้น 


“เขาลือกันมาว่าฤทธิ์เยอะว่ะ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำงานมานานแต่เพิ่งเคยถูกย้ายมากะสาม”


“มีคำถามอะไรหรือคะ”

หญิงวัยย่างสี่สิบปีเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ เธอยังคงกังวลกับการบำบัดรอบนี้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดได้


“คือ… หนูสงสัยน่ะค่ะพี่ว่าคนไข้สองคนในกะสามนี่รุนแรงมากเลยหรอคะ ทำไมเราต้องใช้ตั้งสิบคน”

หัวหน้าฝ่ายบำบัดแค่นหัวเราะในใจ
ไม่ใช่แค่รุนแรง แต่เคสนี้เรียกว่าเลวร้ายจะเหมาะกว่า


“เพราะเป็นระดับสูงสุด แต่ก่อนแบมแบมบำบัดคนเดียวด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาร์คย้ายมาจึงต้องบำบัดด้วยกัน ส่วนเหตุผลว่าทำไมเราต้องใช้คนจำนวนมากสู้กับผู้ป่วยแค่สองคน นั่นเพราะว่าในกะนี้เคยมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าราย”


“...”

ทุกเสียงในห้องอบรมเงียบลง


“สถิติสูงสุดคือเสียชีวิตสี่รายภายในหนึ่งชั่วโมง 
และนั่น… เป็นฝีมือแบมแบมแค่คนเดียว”


สิ้นการบอกเล่า ไม่มีใครคิดจะตั้งคำถามอีกเลย







*






“Hmmmm...hmm..hm.. Hmmm”



Electric blue

Blood red

Dark purple



“La… La la la… La la”



I painted the sky

I painted the sea

I painted you and me



“ฮ้าา… ฮะ ฮะๆ … ฮึก”



Where did you go?

What did you do?

Why would you go?

What would you do?



“They will pay the price. They will pay…”


ริมฝีปากแห้งผาก
ทำเพียงแค่กระซิบกระซาบกับผืนผ้าใบ
มือซีดเซียวดูไร้เรี่ยวแรง
แต่กลับกำพู่กันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน


“มาร์ควาดอะไรหรอ”


เสียงจากด้านข้างทำให้หันไปมอง
ผู้บำบัด? จำหน้าไม่ได้หรอก
มีคนเข้ามาพยายามจะเอาความบ้าคลั่งนี้ออกไป
โดยที่เราไม่เต็มใจเลยสักนิด


ได้ยินไหมว่าเราไม่เต็มใจ!


“แบมแบม”


ที่รัก…
แบมแบมผู้เป็นที่รักของเรา

ทำไมจึงทิ้งเราไปกันนะ
ทำไมจึงหายไปแบบนั้น
ทำไมกันนะ

ทำไม!


“ใครพรากคุณไปกันนะที่รักของผม”


นิ้วไล้ไปตามสีหนาๆบนผ้าใบ
ปนเปและสับสน
สับสนและวนเวียน

คุณเหมือนการผสมกันของทุกสี
เป็นศิลปะอันล้ำค่า
เป็นศิลปะอันสวยงาม
เป็นผลงาน…


ของความพังพินาศ



“วาดแบมแบมหรอ”


เธอพยายามจะคุยกับเราอีกแล้วนะมาร์ค
...เสียงในหัวก็พูดคุยกับเราเช่นกัน


“นี่แบมแบม คิกคิก”


“แบมแบมอยู่นู่นไง ลองวาดอีกรอบไหม”


มือขาวสุขภาพดีเฉกเช่นคนทั่วไปหยิบแคนวาสมาอีกใบและเตรียมอุปกรณ์ให้ใหม่ เก้าอี้ถูกจับหันไปอีกทางเมื่อคนที่นั่งอยู่สามารถขยับได้แค่แขนและมือเนื่องจากส่วนอื่นได้ถูกมัดตรึงไว้กับพนักพิง


มองไปตามที่เธอชี้

อ๊ะ.. นั่นแบมแบมจริงๆด้วย

คิกคิกคิก

ที่รักของเรากำลังดีดเปียโน



อีกฝั่งหนึ่งของห้องปรากฎร่างบางในชุดหลวมสีเขียวอ่อนนั่งอยู่บริเวณเปียโนแกรนด์หลังใหญ่ นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวโน้ตต่างๆแต่ยังไม่กดน้ำหนักลง

ทั้งห้องเงียบสนิท 
แบมแบมหันหลังให้ห้องของมาร์ค
เหมือนที่ตอนแรกมาร์คหันหลังให้ห้องของแบมแบม
พวกเขาแค่ถูกกั้นโดยกระจกและลูกกรง
และเจ้าหน้าที่บำบัดสิบหกชีวิต



“สวัสดี ฮิๆ สวัสดี”


เสียงเล็กดังขึ้นในระดับเบาพร้อมกับศีรษะทุยโน้มเข้าใกล้แป้นสีขาวสลับดำมากกว่าเดิม



“วันนี้แบมแบมอยากเล่นเพลงอะไรคะ”


นั่นสิ...แบมแบมอยากเล่นเพลงอะไรหรอ
เพื่อนคนแรกในหัวถามขึ้น

นายจะเล่นหรอ ฮิ จะเล่นหรอ
เพื่อนคนที่สองหัวร่อต่อกระซิกเช่นเคย



“เราจะเล่นเพลงอะไรกันดีเพื่อนๆ”



เพลงนั้นไง…
เพลงแห่งความทรงจำ…
เพลงที่จะปลดปล่อยพวกเรา



“เรากลัว.. เพลงนั้น… เราไม่เล่นหรอก!”


มือสองข้างฟาดลงบนแป้นอย่างจัง เสียงเพี้ยนๆดังก้องไปทั่วห้อง กำแพงกระจกไม่ได้กันเสียงมากนัก มาร์คจากอีกฝั่งจึงสามารถได้ยินไปด้วย

คนที่นั่งวาดรูปอยู่หัวเราะเบาๆ
...ที่รักของเราจะเล่นเพลงนั้นหรือ คิกคิก 


“ทำไมกลัวล่ะหืม เราต้องเอาชนะความกลัวรู้มั้ย”

เจ้าหน้าที่บำบัดผู้ไม่ทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังแต่อย่างใดเอ่ยขึ้นด้วยความหวังดี


ตัวตนใดตัวตนหนึ่งของกันต์พิมุกต์เหยียดยิ้ม


“ฮิ คุณว่างั้นหรอ งั้นแบมแบมจะเล่น”


“ดีแล้วนะคะ เล่นเลยค่ะฉันรอฟังอยู่”


“คิกๆ จะเล่นแล้วน้าา”


เพลงคลาสสิคระดับกลางถูกบรรเลงขึ้นในห้องสีเหลี่ยมติดลูกกรงและกระจก เสียงนั้นไพเราะและกังวานไปทั่ว
ดวงตากลมโตพริ้มหลับ ใบหน้าหวานเงยขึ้น ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้มอ่อนโยน

เสียงสะท้อนทุกมุมห้องรวมไปถึงห้องข้างๆ
สะท้อนเข้าไปถึงจิตใจ
ลึกลงไป
ลึกลงอีกสิ

ไหน… เจออะไรบ้างไหมคนดี…




“มาร์ค ผิดแล้ว แบบนี้ๆ”

ปากอิ่มอมชมพูเปิดขึ้นเพื่อชี้ข้อบกพร่องของอีกฝ่ายยามนิ้วยาวกดลงผิดที่ผิดทางทำให้เสียงแปร่งเพี้ยน


“มาร์คจำไม่ได้อะแบม”

คนตัวหนากว่ายอมรับออกมาอย่างไม่อาย 
เขาไม่ได้เกิดมามีพรสวรรค์ทางการเล่นเปียโนเสียหน่อย 


“นักเรียนคนนี้ขี้ลืมจริงๆ แก่แล้วก็งี้”


“ว่าได้ว่าไปนะ”


“โอ๋ๆ ล้อเล่นนิดเดียวเอง มาๆเดี๋ยวแบมช่วย”

มือเรียวทาบลงบนมือหนาพาทั้งสองข้างบรรเลงเมโลดี้อันคุ้นเคยไปด้วยกัน

พอทำแบบนี้แล้วทั้งมาร์คและแบมแบมรู้สึกว่าเพลงเก่าๆนี่เพราะขึ้นมากโขเลยทีเดียว


“แบม”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นส่งผลให้ใบหน้ามนหันไปตามคำเรียก
แล้วก็พบกับปลายจมูกขอฃอีกฝ่ายในระยะลมหายใจ

“อ๊ะ”


“หึ”

หัวเราะเบาๆในลำคอเมื่อคนรักตกหลุมพรางเสียจนได้ ริมฝีปากหยักแนบเข้าจุมพิตด้วยความรักและทุกความรู้สึกที่อยากจะสื่อสาร โดยที่ร่างบางก็ตอบรับกลับมาไม่แพ้กัน


“โอ๊ะ”

แบมแบมอุทานเล็กน้อยเมื่อฟันคมของมาร์คขบเข้าที่ริมฝีปากล่างของตน ส่วนเจ้าคนตัวการก็ได้แต่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์จนเห็นเขี้ยวทั้งสองข้าง


“ซนนักนะ”

ว่าพร้อมยกแขนเรียวขึ้นโอบลำคอของฝ่ายตรงข้าม มาร์คกระตุกมุมปากขึ้นอีกนิดก่อนจะโน้มตัวเข้าหากันอีกครั้ง… อีกครั้ง และอีกครั้ง


หอมหวาน
อดีตช่างหอมหวาน
อดีตคือเมื่อวาน
เมื่อวันวานซึ่งไม่อาจลืม






ตึง!!!


มือเรียวทุบลงบนเปียโนอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังกว่าครั้งแรกเยอะมากจนเจ้าหน้าที่ต่างเริ่มกังวล


“ทำไมต้องลืม!!! ทำไมต้องลืม!!!”

กึ่งพูดกึ่งตะโกนกึ่งหวีดร้อง
มือบางขย้ำเส้นผมสีดำขลับของตนเองและออกแรงทึ้งอย่างไม่กลัวเจ็บ




แคว่ก!!! โครม!!

ทางด้านมาร์คเมื่อละเลงใบหน้าของแบมแบมไปได้ครึ่งหนึ่ง แขนแข็งแรงก็ดันยกแคนวาสมาฉีกและปาลงพื้นระเนระนาด 

ทั้งสีและพู่กันกระจายตามพื้น
กระจัดกระจายไม่ต่างจากสภาพจิตใจของทั้งสองผู้ป่วย


“Bambam… Bam…”


“มาร์ค! เป็นอะไร”


“อย่าสะเออะมาคุยกับเรา!”


“ใจเย็นๆก่อนนะมาร์ค”


“บอกให้หุบปาก!!!”

Palette knife ร่อนจากมือคนป่วยเฉียดใบหน้าของเจ้าหน้าที่ประจำสถานบำบัดไปแค่มิลลิเมตรเดียวเท่านั้นแล้วจึงเข้าปักบนประตูบุด้วยพื้นผิวกันเสียงคล้ายฟองน้ำ


อย่ามายุ่งกับเรา
เราไม่ต้องการ…
ไม่ต้องการจะดีขึ้น
เราไม่ต้องการจะลืม
ไม่ต้องการจะลืมแบมแบม
เราไม่ต้องการ
เราไม่ต้องการ


เราไม่ต้องการ!!!


เราจะไม่ลืมหรอก
ทั้งคืนวันอันสวยงามนั้น
คืนวันอันน่าชัง
และคืนวันอันโหดร้าย


เราจะไม่ลืม
ได้ยินไหม!




“แบมแบมไม่ต้องลืมนี่คะ หายใจเข้าลึกๆก่อนนะ”

เจ้าหน้าที่คนเดิมพยายามพูดไกล่เกลี่ย เธอตะโกนจนคอเป็นเอ็น แต่อนิจจา.. คนไข้ของเธอไม่ฟังอะไรเสียแล้ว


“มาร์ค!!!! มาหาแบมเดี๋ยวนี้!!!! มาหาแบม!!”

กำปั้นเล็กทุบลงบนเปียโนไม้ไม่ยั้งจนสันมือเริ่มจะแดงช้ำ
เจ้าหน้าที่มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก แล้วหัวหน้าฝ่ายบำบัดก็เอ่ยขึ้นผ่านอินเตอร์คอมในที่สุด


“แบมแบม หันหลังไปหามาร์คสิครับ อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง”


ใบหน้าเปื้อนโทสะหันตามเสียงบอกอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นแววตาแค้นเคืองหายไปหมดจดถูกแทนที่ด้วยความรักความโหยหาและความหวานซึ้ง
รอยยิ้มผุดขึ้นอย่างฉับพลัน รอยยิ้มแห่งความปิติยินดี


“Mark. Baby. Mark…”

เก้าอี้สองตัวหมุนมาเจอกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบกันเหมือนเกิดประจุไฟฟ้าแล่นเข้าร่างกาย 



อา…
ในที่สุดก็หาเจอ


ในที่สุดพวกเขาก็ไปหามาร์คมาให้เรา
ในที่สุดพวกเขาก็ไปพาตัวแบมแบมมาเจอเรา


Oh my love
My love
My dearest love

Oh my heart
My soul
My broken heart
My shattered soul


“Darling, how long have I been missing you”

ริมฝีปากของทั้งคู่พึมพำในประโยคเดียวกัน
รอยยิ้มที่แทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันปรากฎขึ้น
แววตาบ้าคลั่งกลับมาอีกครา

เพื่อฉลองวันวานที่จะย้อนคืนของพวกเรา
เพื่อดื่มด่ำความโหยหาและคิดถึง

เพื่อความรัก 
เพื่อความรัก
เพื่อความรักของเรา




โครม!!!


ไม่รู้ว่าทั้งสองแก้มัดให้ตัวเองตอนไหน แต่บัดนี้คนป่วยสองร่างกำลังยกเก้าอี้ขึ้นทุ่มลงบนทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง


They will come in between our love
I can’t let them do that
I can’t

We can’t let them do that


หวีดร้องออกมาอีกครั้งพร้อมกับเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งซึ่งกรูกันเข้ามาด้วยเข็มฉีดยาอันคุ้นเคย


“โอ๊ย!”

เจ้าหน้าที่นายหนึ่งร้องขึ้นเมื่อโดนเศษซากของที่รองแขนเก้าอี้เขวี้ยงโดนศีรษะอย่างจัง ซ้ำร้ายเมื่อพยายามเข้าใกล้แบมแบมเจ้าตัวก็งัดทักษะการต่อสู้ทั้งหมดออกมาใช้

ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือทั้งมาร์คและแบมแบมเคยทำงานรับจ้างซึ่งค่อนข้างเปื้อนเลือดอยู่แล้ว 



ปึก!

ทุกอย่างในห้องของมาร์คนิ่งงันอีกครั้งเมื่อผู้ป่วยใหม่ชักมีดสองเล่มออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผู้คุมแล้วปาพวกมันออกไปปักบริเวณต้นคอของเจ้าหน้าที่สองคน

ปึก!

หันไปอีกด้านเจ้าหน้าที่อีกคนก็โดนแบมแบมบิดมือแย่งเข็มฉีดยามาปักเข้าหาตัวเจ้าหน้าที่เอง


“ออกมาเดี๋ยวนี้ ทั้งหมดเลย”

เสียงร้อนรนของหัวหน้าหน่วยดังขึ้นผ่านอินเตอร์คอม
แบมแบมหันมามองมาร์คอีกครั้งก่อนจะแสยะยิ้มร้าย



Time has come, my love
Time for us has finally come
Get closer, my love
Get closer so we can be together



สองร่างลากเท้าเข้าหากันขณะที่เสียงปิดล็อคประตูดังขึ้น
ไม่มีการหอบโยน ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่าเหน็ดเหนื่อย
ใบหน้าซีดเซียวของทั้งคู่มีเพียงรอยยิ้มกว้าง มือของแต่ละคนก็ลากเก้าอี้ไม่สมประกอบมาด้วย


เวลาที่รอคอยมาถึงเสียที



“ฮิ ฮิ ฮิ”


“หึ”


“คิดถึงแบมแบมมากมั้ย”


“คิดถึงมาร์คมากหรือเปล่า”


“คิกๆ”


“ฮะๆๆ”


ระยะของทั้งคู่ร่นลงทีละนิดจนกระทั้งสองร่างมายืนเผชิญหน้ากันโดยมีแค่กระจกและลูกกรงความถี่ห่างกั้นไว้


“ถึงเวลาได้เจอกันเสียที”




โครม!


เก้าอี้ส่วนที่เหลือถูกจับทุ่มไปยังกระจกบานใหญ่อย่างไม่ออมแรง ปากซีดแห้งผากยังคงขยับยิ้มแม้จะมีเลือดซิบเพียงใด 

เสียงหัวเราะดังก้องกังวานกว่าเสียงเปียโนเมื่อครู่เสียอีก
เสียงหัวเราะอันเข้ากันดีจนน่าขนลุก
เสียงหัวเราะที่หลอกหลอนคนฟังได้อย่างสมบูรณ์แบบ


“อย่ามาขวาง! อย่ามาขวาง!!!”


โครม!
โครม!
โครม!

ปัง!
ปัง!
ปัง!


เมื่อกระจกเริ่มร้าวและเก้าอี้เริ่มไม่เหลือซากให้ใช้ ต่างฝ่ายต่างก็โยนอุปกรณ์ทิ้งและหันกลับมาใช้ร่างกายแทน
กำปั้นหนักหน่วงตั้งเป้าไปยังรอยร้าวของกระจกบานไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่มาก


แค่กระจกบานนี้เท่านั้น
แค่นี้เท่านั้น
แค่มันพัง…
เราก็จะได้เจอกันใหม่


“ฮือออ ฮึก ฮือออออออ”

ร่างบางร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดหัวใจ
แบมแบมแค่ต้องการจะกอดมาร์ค
นั่นมันมากเกินจะให้ได้หรือไร


I'm sorry
I'm sorry
I'm so sorry we ever parted

I love you
I love you
I would do anything to get our love back


“No, baby, don’t cry”

แรงทุบทวีเพิ่มขึ้น เศษกระจกที่ร้าวกระเด็นออกมาบาดสันมือหนาแต่เจ้าตัวก็หาได้สนใจไม่ 




ในห้องควบคุมหัวหน้าหน่วยและเจ้าหน้าที่อีกหลายคนกำลังยืนมองสถานการณ์ทุกอย่างด้วยอาการอึ้ง และเนื่องจากรายงานเบื้องบนแล้วเห็นว่ายังอันตรายเกินกว่าจะเอาชีวิตพนักงานเข้าเสี่ยง พวกเขาจึงต้องรอให้สองคนนี้หมดแรงมากกว่านี้เสียก่อน


“หัวหน้าคะ พวกเขาเคยรักกันมากหรอคะ”


“ไม่ใช่แค่เคยหรอก”


“คะ?”


“พวกเขาไม่เคยหยุดรักกันมากกว่า”





ปัง!

โครม!

เพล้ง!


เสียงทุบสุดท้าย
เสียงเก้าอี้กระทบกับกระจกครั้งสุดท้าย
วัตถุแข็งสีใสร่วงระโรยเป็นเศษคมลงบนพื้น


No more
No more parting

No more
No more hiding and seeking

Nothing more but our devotion
Nothing more but our passion
Nothing more but our love

Nothing more 
We need nothing more


มือหนาเปื้อนเลือดเอื้อมผ่านลูกกรงห่างเข้าประคองใบหน้าของแบมแบมเข้ามาบดเบียดริมฝีปากด้วยความโหยหาและคิดถึงสุดจะทน ร่างบางเปิดรับให้อีกคนเข้ามาตักตวงความหอมหวานที่ไม่เคยจางหาย


นี่สิที่รอคอย
นี่สิที่ตามหากันตลอดหกปี
ความรู้สึกนี้สิ


“อืม.. ฮ้า”

ปากอิ่มเผยอขึ้นกอบโกยอากาศเท่าที่ทำได้ก่อนจะกระชากคอเสื้อเจ้าของใบหน้าคมเข้ามาประกบปากอย่างรุนแรงอีกครั้ง

ทั้งคู่ตวัดลิ้นเชยชิมกันอย่างไม่รู้เบื่อ ฟันคมขบเข้าที่ริมฝีปากของกันและกันจนเลือดซิบอย่างเห็นได้ชัด


ฉับพลันแววตาของมาร์คก็เปลี่ยนไป
ความโกรธเคืองเข้ามาแทนที่
ฉากรักอันหวานชื่นดับลง


“ฮะๆ อึก”


มือทั้งสองข้างบีบเข้าที่ลำคอบอบบาง
แต่แบมแบมกลับหัวเราะคิกคักทั้งที่หายใจติดขัด



“หนีไปหรอ หนีไปหรอ!!!”


ภาพเจ็บปวดของวันเก่าๆหวนมาอีกแล้ว
หวนมาพร้อมเสียงในหัวที่กำลังทำสงคราม


เขาทิ้งเราไปนะมาร์ค..

ไม่! แบมแบมไม่เคยทิ้งเรา

เขาจากเราไปจำได้ไหม…

ไม่ใช่! 
แบมแบมไม่เคยตั้งใจทำร้ายเรา!

แต่เขาก็ทำมันใช่ไหมมาร์ค…
จำได้ไหม!!!



“They call me crybaby crybaby… ฮึก”

หยาดน้ำใสไหลรินจากดวงตาคู่สวยพร้อมกันกับที่ริมฝีปากได้รูปขับขานเสียงเพลง
แบมแบมยังคงยิ้ม
และนั่นทำให้มาร์คเริ่มยิ้มตามเหมือนทุกที



“But I don’t fucking care… Hehe..

Crybaby

Crybaby

Tears fall to the ground

I’ll just let them drown”



แตกหักไปหมดแล้ว
ทั้งร่างกายและจิตใจ
พังทลายทั้งด้านนอกและด้านใน


These smiles from our stirred minds
We see happiness
We see us


รักของเราพังพินาศนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ยิ่งรักบางครั้งยิ่งอยากทำลาย
ยิ่งรัก… ยิ่งอยากทำให้ตายคามือคู่นี้


“มาร์คชอบเวลาแบมร้องเพลง ฮิๆ”


“Crybaby crybaby”


“That’s right. You’re a crybaby”


“So don’t ever let me go again”


ไม่งั้นเราคงร้องไห้อย่างไม่สิ้นสุดอีกครั้ง


“Don’t ever let this go”


มิเช่นนั้นเราต้องออกตามหาอีกครา


“You’ll have me”


สัญญาแล้วนะ


“You’ll have us”


สัญญากับเราสิ


“We’ll have us”


สัญญาด้วยชีวิต


“Promise?”


“With my life, love”




With all my broken heart
My shattered soul
And with my disrupted mind
I will make us whole




ปืนช็อตไฟฟ้าถูกลั่นไกจากหน้าประตูทางเข้าของทั้งสองฝั่ง ร่างสองร่างล้มลงและหมดสติไปในทันทีด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง

หลงเหลือแต่เพียงคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นของทั้งคู่






“I’ll love you even when there’s no love in this world”









Friday, 5 August 2016

#ficmbrehab | 01 You got the love



01 


หลายปีก่อน

เอ๊ะ

หรือไม่กี่ปีก่อน

เราจำเป็นตัวเลขไม่ได้หรอก

บางครั้งรู้สึกเหมือนยาวนาน

บางคราเหมือนเพิ่งผ่านไป


คืนวันที่เราเคยเป็นคนธรรมดาน่ะ… นานเท่าไหร่แล้วนะ


จำได้แค่วันนั้น

วันคืนอันหอมหวาน


คุณบอกรักผม

รักนิรันดร์ของแค่สองเรา


Oh, my sweet heart
That night… We decided ‘normal’ wasn’t for us


And ‘abnormal’ wasn’t so far out of hand. 



*
 

ก่อนหน้านั้น
ก่อนหน้านี้
ก่อนหน้าที่ทุกสิ่งจะพังทลายอย่างน่าขัน

ย้อนกลับไปวันนั้นหน่อยสิ





“มาร์คๆ ดูสิ”

ร่างบางยืนอยู่หน้าวัตถุสีใสบรรจุน้ำ นิ้วเรียวชี้ไปด้านในพร้อมกล่าวเสียงกระตือรือร้น


“ไหน ดูซิ มิสเตอร์พัฟของแบมแบมสบายดีไหม”

เสียงทุ้มเอ่ยออกจะติดล้อเลียน นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองการแหวกว่ายของเจ้าปลาทองตัวกลมสัตว์เลี้ยงใหม่ของทั้งคู่


“มันว่ายน่ารักมากเลยมาร์ค ดูหางสิ ดุ๊กดิ๊กเชียว”

ว่าแล้วก็ขำอยู่กับตัวเอง แบมแบมทั้งเอ็นดูทั้งรักเจ้าปลาทองนี่ไปโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ รู้อีกทีก็ซื้อมันมาจากร้านเสียแล้ว


“เรานี่นะ”

มือใหญ่ส่งไปขยี้ผมนุ่มของอีกฝ่าย เขารักและเอ็นดูแบมแบมมากกว่าที่แบมแบมเอ็นดูเจ้าปลานั่นเสียอีก เฮอะ

แบมแบมลากเก้าอี้มานั่งจ้องเจ้าปลาทองอยู่ไม่นานท้องก็เริ่มร่ำร้องให้หาอาหารมาสังเวย เขาจึงไปสะกิดมาร์คที่นั่งทำงานอยู่ตรงมุมห้องให้มาทานข้าวเย็นด้วยกัน


“มาร์คกินเยอะๆหน่อยสิ ตัวมีแต่กระดูก”

“ทำมาพูด ตัวเองก็ผอมจะตายอยู่แล้ว”

“แบมแก้มเยอะกว่ามาร์คนะ ดูสิๆๆ”

“เยอะแต่แก้มนั่นแหละ ขาเหลือแต่กระดูก”

“โหย ไม่พูดกับมาร์คละ เถียงไม่เคยชนะ อะกินเข้าไปเลยๆๆ”


ทุกมื้อรวมถึงมื้อเย็นวันนี้เต็มไปด้วยความห่วงใย มาร์คคอยเป็นห่วงแบมแบมเสมอเหมือนกับที่แบมแบมคอยระวังหลังให้มาร์คมาตลอด


แต่ความรักเอ่อล้นของทั้งคู่ไม่ใช่ทางออกเสมอไป








เพล้ง!


“อึก… ฮึ.. ฮะๆ”

กระปุกยาสีชาในตู้ห้องน้ำถูกกวาดลงพื้นระเนระนาดด้วยมืออันสั่นเทา เงาสะท้อนในกระจกไม่คุ้นเคยสำหรับคนอื่นยกเว้นตัวเขาเอง 

เข็มฉีดยาหักงอ แก้วน้ำแตกร้าว
เลือดสีแดงฉานจากแผลบาดไม่ลึกมากไหลลงอ่างล้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด



“เจอกันอีกแล้วนะ


เจอกันอีกแล้ว


ช่วงนี้เราเจอกันบ่อยนะ


ฮิๆ”



ริมฝีปากสวยซีดลงแต่ยังคงระบายยิ้มให้กับตนเองในกระจกเงาบานเดิม แววตาเก่าอันสดใสเปลี่ยนไป



Crazy

Passionate

Fearless

ทุกอย่างของความคลุ้มคลั่ง



“My dear… My dear… 
I have come to rescue you”


เสียงแหบพึมพำในลำคอและจะหัวเราะออกมาอีกครา ก่อนทุกอย่างเหมือนดับวูบลงและแววตาหม่นกลับมาอีกครั้ง



เขาร้องไห้

เขาร้องไห้อีกแล้ว

นี่เขาร้องไห้ทำไมกันนะ



“ลืมไปแล้วหรอ

ฮะๆๆๆ

ลืมไปแล้วสินะว่าร้องไห้ทำไม

ฮืออ…”


น้ำตาหยาดแล้วหยดเล่าไหลผ่านซอกนิ้วทั้งสิบ ผ่านไปไม่นานใบหน้าซีดเซียวก็เงยขึ้นจากมือของตนเอง 


พร้อมกับรอยยิ้ม
รอยยิ้มใต้ม่านน้ำตา

ดวงตาแดงก่ำ
หลอกหลอนและลุ่มหลง




เพล้ง!


กระจกร้าวจากแรงกำปั้น เงาสะท้อนเปลี่ยนไปหมด
แตกหักและบิดเบี้ยวเช่นเดียวกับคนในนั้น

มือของเขาทั้งคู่เลิกสั่นแล้ว
ขาของพวกเขายืนหยัดอีกครั้ง

จับลูดบิดเย็นเฉียบนั้นแล้วเดินออกไปสิ
เราจะได้เห็นซึ่งกันและกัน



“Bambam… Bambam…”


We call for each other
We always do


“Mark… I'm here”


Where we belong
In each other’s arms


เสียงหวีดร้องดังขึ้น 
เชือดเฉือนอากาศอย่างไร้ความปราณี
เป็นเสียงของแบมแบม
เป็นเสียงแห่งความโศกา


“ดูนั่นสิมาร์ค ฮึก.. ฮืออออออ”

นิ้วเรียวชี้ไปที่ตู้ปลาใสซึ่งตอนนี้ระเนระนาดอยู่บนพื้นหินอ่อนของห้อง เจ้าปลาตัวน้อยในตู้ดิ้นกระแด่วสักพักก่อนจะแน่นิ่งไป



โครม!

แบมแบมโถมตัวเข้าหามาร์ค มือซีดกระชับเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายโดยที่นั่งทับอยู่กลางลำตัวของอีกคน

มาร์คไม่ได้มีสีหน้าตกใจ
แต่เขากำลังสนุก
แบมแบมในเวอร์ชั่นนี้น่าตื่นเต้นไม่น้อย


“มันตาย มาร์ค มันตาย!”


“I know hehehe”


“Did you do it, Mark. Did you?!”

เสียงของแบมแบมดังขึ้นเรื่อยๆ และแหบลงเรื่อยๆเช่นกัน
แรงบีบตรงคอของมาร์คที่ยังไม่ตกลงแต่อย่างใด


“No, baby, YOU did. LOL”


ว่าจบก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับเป็นเรื่องน่าขำสิ้นดี
แรงบนคอของร่างสูงคลายลงแล้ว แบมแบมกำลังก้มหน้า

แบมแบมกำลังร้องไห้อีกครั้ง


“Baby, don’t cry”


“ตาย… ตาย… เขาตายแล้ว…”


“ตัวที่เท่าไหร่แล้วนะแบมแบม”


“ตัวที่สิบสาม สิบสาม… สิบสาม…”


“จะให้มันไปอยู่กับเพื่อนมันไหม หึหึ”

ร่างหนาว่าก่อนจะจับจูงมือคนตัวเล็กเต้นระบำฝ่าเศษแก้วแตกไปยังจุดที่ปลาทองอยู่ ลำคอฮึมฮัมทำนองเพลงอย่างสุนทรีย์เหมือนทุกครั้ง

มือบางกอบกุมเจ้าปลาตัวเล็กก่อนจะยิ้มแพรวพราว


“แบมแบมดีใจที่มิสเตอร์พัฟที่สิบสามจะได้ไปอยู่กับเพื่อนๆทุกตัวก่อนหน้านี้ ฮิๆ”

ว่าจบแล้วปากสวยก็อ้าออกพร้อมกับมือหย่อนเจ้าปลาทองลงไป 


“ดีมาก...เด็กดีของมาร์ค”


You’re such a good boy
So good
So good you should get hurt



เพี้ยะ!

ฝ่ามือหนาฟาดลงบนแก้มข้างซ้ายของแบมแบม
แรงมากพอที่จะทำให้หน้าหันและขึ้นปื้นแดง


“เจ็บมาร์ค.. เจ็บ”

ปากอิ่มเบะออกเหมือนจะร้องไห้ ก่อนที่จะคลี่ยิ้มบางเมื่อมือเย็นของอีกฝ่ายทาบลงบนสองแก้มอีกครั้งอย่างเต็มไปด้วยความทะนุถนอม


“My darling, my everything”


“ฮิๆๆๆ”


“Do you love me?”


“Of course I do”


“How much? How much? How much do you love me, my precious?”


“I love you with all I have. I love you with all I ever want. I am devoted, my dear”

ร่างอรชรออดอ้อนขณะส่งริมฝีปากไปคลอเคลียกับส่วนเดียวกันของร่างสูง จุมพิตดูดดื่มท่ามกลางความพังพินาศของความธรรมดาช่างหอมหวานและไร้พิกัด


“หึหึหึ มาเต้นรำกันดีกว่าที่รัก”


“แบมแบมชอบเต้นรำ คิกคิก”


สองมือกุมกันตลอดระหว่างการเดินทางของเท้าเปรอะเลือกบนกองเศษกระจกแหลมคมมากมาย คมมีดในมือใหญ่กรีดลงบนผิวอ่อนของคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะก้มลงเชยชิมเลือดสีสดนั้นอย่างกระหายโดยที่แบมแบมเงยหน้ารับความสุขสมที่อีกคนมอบให้


ไม่มีอะไรเจ็บปวด
ไม่มีอะไรต้องกังวล
ไม่มีอะไรต้องพะวงอีกต่อไป


แค่มีเรา
แค่มีเรา
แค่มีเรา

แค่มีรัก
แค่มีรัก
แค่มีรัก



คิก

คิก

คิก


โรแมนติคเสียเหลือเกิน
ทุกสิ่งที่โอบอุ้มกัน


ก็รักไม่ใช่หรือ
รักที่พวกคุณเองก็บูชา

ก็รักมิใช่หรือ
รักที่บอกว่าเลิศเลอหนักหนา

ก็เพราะรัก… มิใช่หรือ
รักมากสรรพคุณจะพรรณนา

เพราะรัก
มิใช่หรือ

เพราะรัก
มิใช่ธรรมดา

เพราะรัก
จึงโศกา

และเพราะรัก
เพราะรัก
เพราะรัก...




“Fearless we are, my love.
And relentless we shall be”





When you’re fearless you love with tears
You destroy without fear

You love and love and love
Then destroy destroy and destroy

Until there is so much destruction
Until there can be no more reconstruction



I love you

I love you

I love you




I love you with everything gone. 





Thursday, 4 August 2016

#ficmbrehab | 00 Hello, there



00 Hello, there



I thought we needed each other
Equally

But now you're leaving, and I'm breaking
So hurtfully


*


"แบมแบม นี่มาร์คนะ จะมาเป็นคู่บำบัดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"


มาร์คหรอ...

ใครกัน

อ่า...


"ฮิๆ”


I said nothing
He said nothing
We both said nothing

I just giggled
He just turned his gaze



But oh,
What a beautiful smile. 



*


“นี่ตารางบำบัดใหม่ของแบมแบมกับมาร์คนะ”

หญิงวัยกลางคนอธิบายตามกระดาษเอสี่ที่ถูกปรื๊นท์ออกมา รวมทั้งโชว์ให้ดูว่าข้อมูลทั้งหมดถูกส่งซ้ำเข้าระบบเรียบร้อย


“จะไม่เป็นไรจริงๆหรือคะ”

พนักงานประจำหรือหัวหน้าพยาบาลของที่แห่งนี้มีทีท่าไม่มั่นใจเอาเสียเลย เธอมีประสบการณ์การทำงานมากและยาวนานก็จริง แต่สองคนในการดูแลครั้งนี้มีคำร่ำลือมามากพอให้ใจสั่นขวันแขวน


“หมายถึงการเอาสองคนนั้นมาบำบัดคู่น่ะหรือ”


“ใช่ค่ะ แบมแบมทรุดลงทุกวัน มีอาการประสาทหลอนเยอะแยะมากมาย บางวันทางเราก็ยังเอาไม่อยู่ แถมตอนนี้มีมาร์คเข้ามาด้วยแล้ว กลัวจะทำร้ายกันเองน่ะค่ะ”


“พวกเขาไม่มีวันทำร้ายกันเองหรอก”


“ท่านแน่ใจขนาดนั้นเลยหรือคะ”


“แน่ใจสิ แน่ใจที่สุด”


“ดิฉันขอทราบเหตุผลได้ไหมคะ”

หัวหน้าพยาบาลถือว่านี่เป็นเรื่องที่เธอควรรู้
การรับมือกับผู้ป่วยทางจิตไม่เคยเป็นเรื่องง่าย
แต่เคสนี้ยากสุดเท่าที่เธอเคยรับมาเลย


“ก็ต่างคนต่างทำให้อีกฝ่ายเป็นแบบนี้ไง”


“หมายความว่า…”


“มาร์คทำให้แบมบ้า และแบมก็ทำให้มาร์คบ้าในคราวเดียวกันไงล่ะ”


“แล้ว…”


“เพราะรักจนรักกัดกินหัวใจ ทำลายแม้กระทั่งความรักของตัวเอง”


“...”



They say love is insane
But if love is worshipped by so many

Then why can’t insanity, too,
Be the norm for everybody?





*




“มาาาาาาาร์คคคคคึ”

ถ้อยคำอ่อนหวานและเสียงออดอ้อนดังมาจากมุมหนึ่งของโรงพยาบาลจิตเวช ห้องซึ่งถูกออกแบบมาให้ปิดอย่างแน่นหนาได้ถูกจัดการแบ่งเป็นสองฝั่งและกั้นโดยลูกกรงใหม่เอี่ยมที่ยังไม่ขึ้นสนิมเหมือนห้องอื่นๆ


แน่นอนนี่ไม่ใช่คุก
แต่คนในห้องนี้ก็อันตรายไม่แพ้คนในเรือนจำเลย


“Hello, there”

ชายผิวขาวจนเกือบซีดเผือดเหตุเพราะไม่ได้ออกแดดนานนอนแผ่หลาอยู่กลางห้องฝั่งของตน ข้อมือหนึ่งข้างจากสองซึ่งถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เพื่อป้องกันการทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่นยกขึ้นกลางอากาศ



ฮิ

ฮิ

ฮิ

มาร์คกำลังวาดภาพ

ไม่สิ…

มาร์คกำลังวาดฝัน



เกร๊ง!

แต่แล้วข้อมือข้างนั้นก็ร่วงหล่นจากกลางอากาศสู้พื้นห้องเย็บเยียบ แววตาว่างเปล่ากลับมาอีกครา ดวงตาทรงอัลมอนด์จ้องสูงราวกับผ่านเพดานไปในที่ไกลโพ้น



ฝันไม่มีจริง
ความฝันอันสวยงาม
ความฝันอันหลอกลวง


โสโครก!

โสมม!

ปลิ้นปล้อน!



“Hehehe you fell again, Mark”

เจ้าของร่างบางนั่งชันเขาอยู่บริเวณมุมมือของห้องฝั่งตนเอง ขาเรียวในกางเกงขาสั้นสีอ่อนบิดไปมาเหมือนเด็กเล็กๆ


“Do you want to try?”

เสียงทุ่มเอ่ยพลางหันหน้าไปสบตากับอีกฝ่าย 
แววตามีประกายอีกครั้ง 

แววตาของทั้งคู่มากไปด้วยอารมณ์
เต็มไปด้วยความรู้สึก
อุดมไปด้วยสิ่งรู้และไม่รู้

รู้มากไป
ไม่รู้มากไป


“Say my name, Mark”


“Try falling”


I hear music
I hear sounds

I spin my head
Round and round


“Say my name…”


Pleasant
But awful

Gorgeous
Yet pitiful


“Fall…”


“Say my fucking name!”



Then I hear the snare
So light of a sound
But the echoes have no bounds



“Do you want to try, Bambam?”


Does that make me crazy?
Does that make me crazy?


“Can I try falling in love with you, then. Hehehehe”






...Possibly





Wednesday, 22 June 2016

Fraud 05 #ficfraudmb



05


“มีอะไรจะพูดไหม”


“ดะ..ได้โปรด.. ไว้ชีวิตผม…”


“ฉันบอกให้พูดไม่ใช่เห่า”


“!!!!”


นัยน์ตาหวาดกลัวของผู้ถูกล่ามโซ่ในห้องคอนกรีตเย็นยะเยือกซึ่งแทบจะไร้แสงหากไม่มีหน้าต่างบานเล็กติดลูกกรงเหล็กแข็งแรง สำเนียงภาษาต่างชาติที่เปรียบได้กับคนเชื้อชาติรัสเซียเอื้อนเอ่ยแบบไรการสะดุด

แสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้สาดส่องรำไรกระทบบนพื้นที่ไร้การตกแต่ง 


ราวกับไร้ชีวิต 
...หากแต่มีอำนาจเสียจนอดใจสั่นไม่ไหว


ไม่ใช่การบรรยายลักษณะของห้องแม้แต่นิด เป็นชายผู้นั่งอยู่ในเงามืดครึ่งนึงและแสงสีทองยามเย็นครึ่งนึงนั่นต่างหาก 

เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันทีที่ชายฉกรรจ์ด้านขวาจรดมีดลงบนผิวหนังหลายจุดก่อนที่อีกคนด้านซ้ายจะเอาน้ำผสมกรดอ่อนราดลงบนเนื้อตัวอันสะบักสะบอม


“ชู่ว”

มีเพียงแค่รอยยิ้มบาง นิ้วชี้จรดริมฝีปาก และเสียงแผ่วเบาราวกลับจะกล่อมเด็กทารกให้หลับ

โจยืนรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนายที่กำลังเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกระคนจริงจัง


“ถ้าขนาดนี้ยังไม่พูด ก็ไม่ต้องพูดตลอดชีวิตละกัน”


“แค่กๆๆ”


“ตัดลิ้นมัน”


“แค่กๆ อ่อก… ทางฝั่งสาย.. อึก ...รองจากแสกนดิเนเวียสั่งมาเป็นงานพิเศษ”

พูดไปคนในร่างกายอันบอบช้ำก็สำลักน้ำและความเจ็บปวดไป สายตาของผู้อยู่ในมุมมืดเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำว่าแสกนดิเนเวีย


แน่นอนมาร์ครู้ดีว่าแถบนั้นใครคุม
รู้เสียยิ่งกว่ารู้


รอยยิ้มบางขยับยกขึ้นอีกนิดในขณะที่แววตาพิโรธขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม้โจจะชินกับเจ้านายเวลาโกรธแต่ใช่ว่าลูกน้องอีกสิบชีวิตจะไม่กลัว ยิ่งผู้วางเพลิงโกดังยิ่งแล้วใหญ่


“นายอยากไปเที่ยวไหม”

ผู้คุมอำนาจว่าเสียงเรียบ ขายาวขยับออกจากการไขว่ห้างบนเก้าอี้กำมะหยี่สีดำก่อนลุกขึ้นเดินไปใกล้ตัวคนร้ายที่เห็นทีจะร้ายไม่พอ


“จะทำ..อึก.. อะไร”

พูดได้ไม่เต็มประโยคดีเมื่อมาร์คหยิบถุงมือจากกระเป๋ากางเกงออกมาจับปืนสั้นสีดำด้าน ก่อนจะถอยหลังไปอีกครั้ง



ปัง!

กระสุนพุ่งแหวกอากาศเข้าทะลุกลางหน้าผากของอีกฝ่าย โลหิตสีแดงเข้มกระเซ็นจากส่วนที่ถูกยิงมาโดนรองเท้าหนังสีดำขลับของผู้ลั่นไก

ร่างสูงโปร่งกลอกตาไปมาเล็กน้อยก่อนที่จะมีลูกน้องกูลีกูจอมาขัดรองเท้าให้เจ้านายคนสำคัญ


มือของผู้เป็นนายจะไม่เปื้อนเลือด
แม้แต่รองเท้าของมาร์คก็จะไม่แตะต้องสิ่งปฏิกูล

มีแต่การยืมมือผู้อื่น
มีแต่ดวงตาสีเลือดเท่านั้นที่คู่ควร


“โจ เอารายงานความเสียหายทั้งหมดมาให้ฉันที่ห้องทำงานด้วย อ้อ แล้วก็หั่นศพหมอนี่ส่งไปให้ประธานที่เดนมาร์กด้วยล่ะ”

คำสั่งที่คนเป็นลูกน้องน้อมรับด้วยการโค้งให้การลาจากของผู้เป็นนายซึ่งเปิดประตูขึ้นรถสปอร์ตคันงามขับกลับไปยังโรงแรมที่พัก



บางทีโจก็หวังว่าจะไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น
ไม่ใช่เพียงเพราะมันยุ่งยากและเพิ่มงานให้เขา
แต่เป็นเพราะเจ้านายวัยยี่สิบกว่าคนนี้นั้นน่ากลัวเกินกว่าที่หลายๆคนจะรับมือไหว

และในไม่ช้านั่นอาจรวมถึงบิดาของมาร์คด้วย





-




ซ่า


หยาดน้ำมากมายร่วงหล่นจากตัวฝักบัวแบบ rain shower เหนือศีรษะลงกระทบทั้งผิวหนังของผู้อาบและพื้นหินแกรนิตสีดำเงาเป็นจังหวะทำนองที่อำนวยให้สมองของมาร์คต้วนแล่นได้ดี


แสกนดิเนเวีย… แสกนดิเนเวีย…



“พัคจินยอง.. พัคจินยอง..”

พึมพำชื่อของคนที่ได้ไปเจอกันก่อนเขาจะบินมายูเครนเพื่อจัดการปัญหาที่อีกฝ่ายสร้างให้

เดิมทีเขาไม่เคยอยากมีปัญหากับสายหลักอย่างประธานสัมพันธภาพ 
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ไม่ว่าเขาจะอายุเจ็ดขวบหรือยี่สิบเจ็ด มาร์คถูกสอนมาว่าเขาควรเคารพกฎขององค์กรสัมพันธภาพ

เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนทำ

แต่ถ้าคิดอีกแง่ พวกเขาล้วนมิได้เคารพกฎนี้ในแง่ที่ว่าต้องทำตามเกมและเดินตามหมากของประธานอย่างพัคจินยองทุกฝีก้าว


มาร์คไม่ได้กลัวพัคจินยอง
แต่กังวลว่าในอนาคตอาจต้องกลัวในสิ่งที่พัคจินยองหรือใครอีกคนจะตัดสินใจทำ


ใครคนนั้นคือกันต์พิมุกต์








“สวัสดีแบมแบม”

เสียงทุ้มติดแหบเอ่ยถ้อยคำในสำเนียงและภาษาอันคุ้นเคยสำหรับคนปลายสาย


[ไม่คิดว่าพูดไทยได้นะ มิสเตอร์ต้วน]


“ก็นิดหน่อย”


[แล้วมีอะไรถึงโทรมาเบอร์ส่วนตัว]

แบมแบมเอ่ยด้วยความฉงน ในเมื่อเขาไม่เคยให้ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวกับใครเว้นแต่มารดาและคนใกล้ชิดในครอบครัว


“ฉันมีเรื่องจะถาม พวกผู้ถือหุ้นที่ก่อเรื่องในไทยน่ะ ใช่ฝีมือพัคจินยองไหม”

ไม่มีการอ้อมค้อมในเมื่อมาร์คต้องการคำตอบที่ยืนยันทฤษฎีในหัวเขาอย่างเร่งด่วน ต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อโต้กลับ แต่จะต้องเป็นการโต้กลับที่นำไปสู่การรุกฆาตเท่านั้น


[รู้ได้ยังไง]

บทสนทนาเปลี่ยนเป็นภาษาเกาหลีทันที แบมแบมมั่นใจว่ามาร์คเข้าใจในเมื่อเขาได้สืบมาแล้วว่าตอนเด็กๆมาร์คเคยถูกส่งไปอยู่เกาหลีเป็นเวลาพอสมควรแก่การเรียนภาษาให้คล่อง


“เพราะฉันก็เจอเรื่องยุ่งยากเหมือนกัน”

และเป็นอีกครั้งที่ข้อมูลของแบมแบมถูกต้องเมื่อมาร์คตอบกลับมาด้วยภาษาเกาหลีอย่างคล่องแคล่ว

การเปลี่ยนภาษาเพื่อให้อุ่นใจว่าอย่างน้อยถ้าลูกน้องแอบฟังก็ไม่สามารถเข้าใจในทันทีได้ 


[เช่น?]


“มันส่งคนมาเผาโกดังในยูเครน”


[หวา… เสียอื้อเลยสิงานนี้]


“ทำมาพูด หุ้นบริษัทนายในบ้านเกิดร่วงมาหลายจุดขนาดนี้ ไม่คิดจะเอาคืนหรอ”


[แล้วถ้าฉันจะเอาคืน มันเกี่ยวอะไรกับนายและตระกูลของนาย]

น้ำเสียงหวานมีร่องรอยขุ่นมัวเล็กน้อย หากแต่ความสงสัยนั้นมีอยู่มากโข

เดิมทีแบมแบมไม่ได้ต้องการเดินหมากโดยใช้มาร์ค
ไม่มีเหตุผลที่มาร์คจะต้องยืมมือเขาจัดการกับจินยอง
แต่ถึงอย่างนั้นแบมแบมก็อาจมีเหตุผลมากพอที่จะร่วมมือกับมาร์คในการเอาคืนจินยอง


“เพราะฉันเป็นหมากรุกฆาตที่นายต้องเดินไงล่ะ”

ดวงตารีสีนิลหรี่ลงเพียงนิดกับข้อมูลเอกสารในมือ ก่อนจะหมุนเก้าอี้หนังชั้นดีให้หันเข้าหาวิวด้านนอก มือใหญ่ขยับหมุนแก้ววิสกี้ในมือช้าๆด้วยความเพลิดเพลินก่อนจะยกมุมปากข้างนึงขึ้นเล็กน้อย


มาร์คไม่ลืมหรอกว่ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่
เขาคือตัวเดิมพันเดียวที่จะยอมเป็นหมากให้แบมแบม


[เป็นหมากให้ฉันแล้วนายได้อะไรกัน]


นั่นสินะ… คำตอบหรอ?





“ความสนุกไง”


[ฮะๆ แค่นั้นน่ะหรอ]


“หึ อยากได้ยินอะไรล่ะ”


[แผนการเดินหมากของนายที่จะใช้ฉันไง]


“ไร้สาระน่าแบมแบม ฉันไม่เอาชีวิตนายไปเสี่ยงหรอกนะ”


[หึ ให้มันจริง]



ถ้าหวังว่าถ้อยคำข้างต้นของมาร์คต้วนจะประดับประดาไปด้วยสีสันพาสเทลหอมหวานล่ะก็ผิดแล้ว
ถ้าหวังว่าจะได้การตอบรับอย่างขวยเขินจากแบมแบมล่ะก็… ผิดอีกเช่นเคย


กฎเดียวที่จะทำให้ไม่แพ้ในเกมจริงของชีวิตคือการจำให้ดีว่าเรายังอยู่ในเกม

แม้ว่าก้อนเนื้อกลางอกจะเต้นเร็วและแรงแค่ไหน
แม้ว่านัยน์ตาคู่เดิมจะสั่นไหววูบ
แม้ว่ามุมปากจะขยับยกขึ้นแบบที่ไม่ได้ทำมานาน

แม้ว่าอยากจะยอมรับในความรู้สึกเหล่านี้
แต่เมื่อเรายังอยู่ในเกมแล้วไซร้


จงอย่าลืมว่าทุกอย่างคือหมาก
แม้แต่ตัวเราเอง




-



1 วันก่อนโทรศัพท์สายตรงจากมาร์ค
ณ กรุงเทพ เมืองหลวงของประเทศไทย






“ดิฉันขอคัดค้าน”


“ผมด้วย”


“ทางเราก็เช่นกัน ขอคัดค้านครับ”


“ดิฉันเห็นว่าข้อตกลงของโครงการนี้ไม่เหมาะสมหลายข้อ คุณต้องพิจารณาใหม่”


“ถ้าไม่แก้จุดนี้ ผมไม่อนุมัติ”


และอีกหลายเสียงที่ตามมาอย่างน่ารำคาญใจ



ตึกไสตล์โมเดิร์นสูงเสียดฟ้าย่านธุรกิจใจกลางเมือง สถาปัตยกรรมภายในและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆบ่งบอกได้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่ตึกออฟฟิศธรรมดาแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีไม่กี่แห่งในประเทศเทียบเท่าได้

ในห้องประชุมอันโกลาหลเนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีการทักท้วงถึงสิทธิพิเศษและมีข้อกังขากับสัญญาที่เหมือนกันมาเป็นเวลาเกือบห้าปี

แน่นอนมันไม่ใช่ว่าจู่ๆคนพวกนี้จะลุกฮือเพราะสัญญาไม่เป็นธรรมและข้อตกลงมีความบกพร่องสูง

ภูวกุลไม่เคยยอมเสี่ยงกับความผิดพลาด
ฉะนั้นภูวกุลจึงไม่เคยผิดพลาดไม่ว่าจะด้านไหน


“เท่าไหร่ครับ”

เสียงเย็นซึ่งไม่ดังจนตะคอกแต่ก็ไม่เบาจนไม่ได้ยินดังมาจากร่างโปร่งบางภายในชุดสูทสีดำสนิทและเสื้อเชิ้ตสีขาวปิดท้ายด้วยเนคไทสีน้ำเงิน เรียวขาถูกยกขึ้นมาไขว่ห้างในขณะที่มือสองข้างประสานกันหลวมๆอยู่บนตักด้วยท่าทีผ่อนคลาย


เด็กนี่ไม่แม้แต่แสดงท่าทีตึงเครียด ทั้งๆที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทุกคนในห้องประชุมกำลังต่อต้านนโยบายหมื่นล้านของมันแท้ๆ

นี่คงเป็นคำพูดที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยหากแต่สีหน้าของผู้ถือหุ้นจากทุกมุมโต๊ะบ่งบอกได้เป็นอย่างดี


“คุณกันต์พิมุกต์ต้องการจะถามอะไรครับ พูดให้ชัดเจนด้วย”

ชายวัยกลางคนท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางที่ตั้งใจจะรักษามาดสุขุมไว้เต็มกำลัง


หึ หลุกหลิกเสียจนออกทางแววตาขนาดนั้นน่ะนะ


แบมแบมคิดในใจก่อนจะหมุนตัวจากวิวท้องฟ้ายามสายกลับมาเผชิญหน้ากับทั้งองค์ประชุม มือเรียวคว้าไมค์ซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวโต๊ะก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทั้งห้องนิ่งสนิท… ด้วยความกลัวที่จะโดนจับได้



“ผมถามว่า ‘เขา’ จ้างคุณมาเท่าไหร่ครับ”



“คุณเอาอะไรมาพูดกันคะ เขาอะไรกัน ฉันกำลังคัดค้านเรื่องนโยบายใหม่ของทางคุณนะ ความมั่นคงไม่มีเอาเสียเลย เรื่องโรงงานไฟฟ้าที่เกิดอุบัติเหตุ ไหนจะโรงกลั่นน้ำมันในดูไบอีก คุณจะไม่ได้ความเชื่อมั่นจากเครือของเราอีกแล้ว”

หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นก่อนเมื่อตั้งสติได้คนแรก เธอร่ายยาวราวกับท่องสคริปต์ แต่แบมแบมก็ยังคงเงียบและไม่มีท่าทีจะแก้ตัวหรือความร้อนรนใดๆ


“ใช่ครับ ตามที่ทาง QTG บอกเลยว่าความมั่นคงของพวกคุณตอนนี้ต่ำกว่าศูนย์เสียอีก ผมรับไม่ได้ ถ้ายังไม่มีอะไรมาทดแทนเม็ดเงินที่หายไปเพราะหุ้นตกผมจะถอนหุ้นจากบริษัทคุณทั้งหมด”


“ทาง PDD ด้วยเช่นกันครับ เรามืออาชีพพอที่จะไม่เล่นกับมือสมัครเล่น ถ้าภูวกุล ไม่สิ ถ้าคุณกันต์พิมุกต์คุมไม่อยู่ ผมว่าเราคงต้องจบกันเท่านี้”


จวบจนวนครบความเห็นของหญิงชายมากประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจเจ้าของบริษัทใหญ่โตหลายแห่ง แบมแบมก็ทำแค่เพียงส่งเสียงถอนหายใจยาวเหยียด



“ผมจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ‘เขา’ จ้างพวกคุณเท่าไหร่ หรือด้วยอะไร”


กริ๊ก


สิ้นประโยคประตูทุกบ้านของห้องประชุมถูกล็อคจากภายนอกทันที บอดี้การ์ดของทางภูวกุลยืนอยู่ทั้งด้านนอกและด้านในของประตูก่อนที่ผู้ถือหุ้นจะรับรู้เสียอีก


ก็มัวแต่หาคำพูดมาปิดบังชนักบนหลังไง




กริ๊ก

เสียงกริ๊กที่สองดังมาจากปืนสั้นขนาดพกพาสีเงินแวววับในมือของประธานที่ประชุม


“คุณก็รู้ว่าถ้าไม่มีข้อมูลภูวกุลจะไม่พูดซี้ซั้ว ฉะนั้นผมจะให้โอกาสครั้งสุดท้ายในการตอบคำถามที่ผมจะไม่ถามซ้ำ”


“!!!”


ร่างท้วมของชายวัยกลางคนที่เมื่อครู่ยังยืนขึ้นเถียงคอเป็นเอ็นแทบจะทรุดลงบนพื้นด้วยความเข่าอ่อน แววตาหวาดกลัวและขลาดเขลาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปืนรุ่นสั่งทำจ่อเข้าที่ใต้คาง


“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ นี่มันป่าเถื่อนที่สุด! ฉันจะแจ้งตำรวจ!”


แบมแบมกำลังแสยะยิ้ม
ยิ้มที่ลูกน้องคนสนิทของเขาต้องเหนื่อยทุกครั้งที่เห็น



ปัง!

นิ้วสวยลั่นไกหลังเบนแขนไปทางหญิงวัยกลางคน กระสุนเฉียดใบหน้าที่ไร้ริ้วรอยเพียงเพราะได้เทคโนโลยีทันสมัยมาช่วยไปเพียงหนึ่งมิลลิเมตร
แก้มที่ตึงผิดธรรมชาติของเธอปรากฎของเหลวสีแดงฉานซึมซิบๆออกมา

แล้วหญิงคนนั้นก็ไม่พูดอะไรอีกเลย



หึ รู้ไหมครับว่าคนรวยกลัวอะไร
การตายก่อนที่จะได้ใช้เงินที่หามาไงล่ะ



กันต์พิมุกต์ไม่เคยมีปัญหาในการเค้นหรือหาข้อมูลที่เขาต้องการจะรู้ บางวิธีอาจผิดแปลกไปเสียหน่อยแต่คนรอบข้างก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประธานบริษัทคนนี้มีการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวเกินอายุอานามไปหลายขุม


เช่นเดียวกับที่ภูวกุลไม่เคยพลาด
แบมแบมก็ยังไม่เคยพลาดเช่นกัน





-




22.20 น. ณ สนามบิน JFK New York City




“ผมให้คนจัดบ้านไว้รอแล้วครับนาย รถรออยู่แล้วเราไปกันได้เลยครับ”

โจเอ่ยทันทีที่เครื่องบินส่วนตัวของมาร์คจอดสนิทก่อนจะส่งสายตาบอกให้ลูกน้องคนอื่นๆขนสัมภาระล่วงหน้าไปก่อน


“อืม”

ร่างสูงไม่ตอบอะไรเพียงแต่จัดชุดของตนให้เข้าที่ กับภาพลักษณ์และภาพพจน์ที่ต้องรักษา แค่เนคไทเบี้ยวก็มองข้ามไม่ได้


เป็นปกติไปแล้วที่มาร์คจะต้องเดินลงเครื่องบินส่วนตัวพร้อมคนสนิทและผู้ติดตามอีกไม่ต่ำกว่าห้าคน ความปลอดภัยของทายาทตระกูลต้วนมาก่อนเสมอ 

วันนี้แปลกหน่อยตรงที่เขาต้องเดินออกมาจากโรงจอดเครื่องบินเพื่อขึ้นรถ เมื่อวันนี้ตารางไฟลท์บินทั้งส่วนตัวและส่วนรวมค่อนข้างแน่นทำให้เขาเองก็ขี้เกียจที่จะรอ เลยสั่งว่าจะเดินออกไปขึ้นรถเอง


และมันก็ดันเป็นการสั่งส่งๆที่ส่งผลดีเสียด้วย


สายตาของหนุ่มไต้หวันสัญชาติอเมริกันโฟกัสไปที่แผ่นหลังบางคุ้นตา คนที่เขาโทรหาก่อนกลับมานิวยอร์ค 

เมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามาสบตา ขาก็ก้าวยาวๆอย่างไม่สนใจสายตางุนงงของคนสนิทแม้แต่น้อย 



“บังเอิญจังนะ”

สำเนียงอังกฤษราวกับคนเชื้อชาติอเมริกันถูกเอื้อยเอ่ยออกจากริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ


“นั่นสิ ไม่คิดว่าจะเจอ”

เป็นบทสนทนาที่ดูจะกระอักกระอ่วนสำหรับคนนอก แต่คนสนิทของทั้งสองฝ่ายดูออกว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย 

ความกระอักกระอ่วนของบนสนทนาใช่ว่าจะวัดที่คำพูด เขาวัดกันที่สายตาต่างหากเล่า


“กลับมาแล้วหรอ”

ประโยคแปลกๆที่ทำให้มาร์คเลิกคิ้วน้อยๆกับรอยยิ้มบางบนใบหน้ามน ก่อนจะยิ้มมุมปากแบบที่ชอบทำ





“อืม กลับมาแล้ว”




เลือกได้แล้วสินะ กันต์พิมุกต์. 

Monday, 23 May 2016

Fraud 04 #ficfraudmb


04




เหมือนเป็นการเตือนภัย



ใช่แล้ว การเล่นเกมต่อคำกับแบมแบมครั้งที่แล้วเปรียบเสมือนการถอดรหัสเตือนภัยของทั้งผมและเขา เราต่างคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองยื่นมือแหย่เท้าเข้าไปยุ่งนั้นมันอันตรายแค่ไหน

ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ทรัพย์สินทางปัญญา หรือทรัพย์สินทางความรู้สึกก็ตาม

เงื่อนที่ถูกผูกตายมาตั้งแต่ต้น ทำได้แค่ตัดเท่านั้นแหละครับ


แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธนะว่าสนใจกันต์พิมุกต์มากกว่าทายาทคนอื่นๆที่เคยสุงสิงด้วย 


คิดอะไรเพลินๆพลางเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานในชั้นสูงสุดของตึกซึ่งมีวิวดีเยี่ยมสำหรับใจกลางมหานครเช่นนี้ ผมย้ายประเทศในการทำงานไม่ต่ำกว่าสองครั้งต่อหนึ่งเดือน และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในใจกลางกรุงนิวยอร์คอันคึกคักและไม่เคยหลับใหล



ก๊อก ก๊อก



“Come in”

เอ่ยอนุญาติคนจากนอกประตูกันเสียงกันกระสุนให้เข้ามาได้ คนสนิทประจำตระกูลและประจำตัวซึ่งเห็นหน้าเห็นตากันมาตั้งแต่สมัยผมยังแบเบาะก้าวเท้าเข้ามายืนอยู่มุมโต๊ะก่อนจะส่งแท็บเล็ตในมือเขามาไว้ยังมือผม


“มีปัญหานิดหน่อยครับนาย”

ไม่ต้องรอให้เขาบอกว่าปัญหานั้นคืออะไรผมก็พอรู้ได้ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯและ house mortgage พุ่งและดิ่งสวนทางกันแบบงงๆ ภายในอาทิตย์เดียว เหมือนหุ้นของบริษัทผมก็ได้รับผลกระทบไปพอตัว แต่ไม่ได้เพียงพอจะทำให้เราสั่นคลอน

ที่หนักหน่อยก็เห็นจะเป็นการโดนสั่งพักโครงการสร้างอสังหาริมทรัพย์ในแถบแสกนดิเนเวียทั้งหมด ไหนจะการปล้นและไฟไหม้ที่โกดังเก็บอาวุธในยูเครน


“มีคนคิดจะเล่นเกมกับเรา”

ผมกระตุกยิ้มมุมปากในแบบที่ผู้คนไม่ชอบเห็นเสียเท่าไหร่ นิ้วยกขึ้นหมุนแหวนประจำตระกูลอย่างเคยชินเวลาวางแผนอะไรในหัว


ไอ้เรื่องที่จู่ๆรัฐฯก็มาพักโครงการที่สร้างเสร็จไปเกินครึ่งนี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ยังไงผมก็ทำพันธะสัญญาผูกมัดไว้หมดแล้ว ที่ตรงนั้นก็เป็นในนามบริษัทเราทั้งหมด พูดตามตรงเขาคงไม่ทำแบบนี้ถ้าไม่ได้ถูกใครคนใดซื้อตัวไปแล้ว

ไหนจะไฟไหม้ที่โกดังนั่นอีก ผมไม่โง่และอ่อนต่อโลกจนเห็นว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ภัยธรรมชาติ หรือกลุ่มศัตรูทั่วไปหรอกนะครับ เพราะในโกดังนั้นเปรียบเสมือนตลาดมืดขนาดใหญ่ก็ว่าได้

ผมไม่เคยพูดสินะว่าเป็นคนดี
แน่นอน พวกเราทั้งหมดในวงการนี้ไม่ได้เป็นคนดี
ยกตัวอย่างเช่นกันต์พิมุกต์คนนั้นน่ะ ธุรกิจนอกกฎหมายเต็มมือเสียทีเดียว


ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าผมอยู่เหนือกฎหมายนะ
ผมคิดว่าผมไม่ได้อยู่ในกฎหมายแต่แรกต่างหาก


“ผมว่าเรานิ่งรอดูไปอีกซักพัก ทางโกดังได้สืบสาวจับตัวคนก่อเพลิงมาได้แล้ว ส่วนเรื่องแสกนดิเนเวียผมเห็นว่านายควรปรึกษานายใหญ่นะครับ”

โจพูดรัวด้วยเสียงโมโนโทนที่ค่อนข้างเบา เขารู้ดีว่าเรื่องรัฐบาลน่ะให้พ่อเป็นคนจัดการดีกว่า ถึงแม้ยังไงผมก็ต้องตามไปด้วย


“อืม… ฉันเห็นด้วย นายออกไปรอข้างนอกแป๊บนึง”

สั่งคนสนิทก่อนจะกดโทรศัพท์ส่วนตัวซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนปกติอย่างเครื่องอื่นไปหาพ่อบังเกิดเกล้า

ไม่นานนักปลายสายก็กดรับ



[ว่าไงลูกชาย]


“ได้รับรายงานเรื่องแสกนดิเนเวียแล้วใช่ไหมครับ”


[เห็นแล้ว คงต้องบินกลับไปเดนมาร์กเสียหน่อย ว่าไง ไปไหม]


ผมมั่นใจว่านี่เป็นแค่คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเท่านั้นเลยไม่คิดจะตอบ


“วันศุกร์เจอกันที่สนามบิน”


[รีบร้อนจริงเชียว จะไปยูเครนด้วยรึ หึ]


เสียงหัวเราะในลำคอของพ่อเป็นสัญญาณว่าเขาคงชอบใจในความเด็ดขาดของผม

แน่นอน ถึงผมไม่ไปดูด้วยตัวเอง เรื่องก็จบอยู่แล้ว
แต่เมื่อไหร่ที่มีเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลใหญ่ๆ ผมลงไปดูเองแน่ใจที่สุด


เชื่อใจใครไม่ได้หรอกครับ
เงินซื้อได้ทุกอย่าง
แม้แต่จิตวิญญาณของคน


“ทำไม จะไปหรอ”


[ฉันแก่เกินจะไปบู๊กับแกแล้ว ทำงานให้ดี อย่าให้ฉันต้องผิดหวัง]


รูปประโยคเดิมที่เป็นดั่งเทปกรอไปมาซ้ำๆทุกครั้งที่มีงานใหญ่ ถามว่ากดดันมั้ย? ก็ไม่

ในขณะที่นิ้วกำลังเลื่อนไปที่ปุ่มวางสาย เสียงจากอีกฝั่งก็ดังขึ้นเสียก่อน


[แล้วภูวกุลน่ะ ระวังไว้ด้วย]


ผมเลิกคิ้วกับประโยคข้างต้น น้อยครั้งที่พ่อจะหยิบยกตระกูลใดตระกูลหนึ่งให้ผมเฝ้าระวังและระแวง 

แปลก
แปลกจริงๆ

ผมไม่ได้ถามอะไรต่อเมื่อนิ้วตัดสินใจกดวางสายไป
แน่นอนพ่อรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผมไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ ชีวิตผมอยู่ใต้การสำรวจของเขาจนวันที่เขาหมดลมนั่นแหละครับ


“โจ”

ส่งเสียงออกไปไม่ดังไม่เบา คนของผมถูกฝึกมาให้ระวังตัวเป็นพิเศษ ประสาทสัมผัสตอบรับเลยดีกว่ามาตรฐาน


“ครับนาย”


“จัดเครื่องไปเดนมาร์กวันศุกร์ และวันอาทิตย์ไปยูเครน”


“จะไม่พักที่เดนมาร์กนานกว่านั้นหรือครับ”

ผมเลิกคิ้วกับคำถามของเขา เป็นอันรู้กันดีว่าเวลาผมทำงานผมจะทำรวดเดียวให้เสร็จ ไม่พักยาวๆเพราะมันเสียเวลา


“คนของภูวกุลกับไคเซอร์ก็ไปครับ”

เขาไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นแต่สายตายกยิ้มนิดหน่อยราวกับจะล้อผม


“ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องอยู่นานกว่านั้น”

เพิ่งเจอกันไปไม่นาน จะเจอทำไมบ่อยๆครับ อีกอย่างผมก็ยังไม่ได้วางแผนเล่นเกมกับแบมแบมเลย ขอเคลียร์งานให้เสร็จๆดีกว่า


“โอเคครับนาย แล้วยูเครนละครับ”


“ยังไม่มีกำหนดกลับแน่นอน”


“..?”

โจสบตาผมอย่างสงสัยแทนคำถามในหัวเขา


“ถ้าจะเล่นเกม ฉันก็จะอยู่เล่นด้วยซักพัก จะได้เล่นกันจนหนำใจไปเลยไง”




รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นบนใบหน้าเรียบเฉยได้สัดส่วนราวจับวาง นัยน์ตาสีนิลไม่ได้ยิ้มตามไปกับเรียวปาก หากแต่ฉายแววสนุกระคนอาฆาตไว้อย่างหนักแน่น 

โจหันหลังให้เจ้านายวัยใกล้กันของเขาและเดินออกจากห้อง ถึงแม้จะเห็นคนทำสีหน้าแบบนี้มานับไม่ถ้วน โจสารภาพว่ายังไงแล้วใบหน้าเปื้อนยิ้มราวจะปลิดชีวิตของผู้เป็นนายก็น่ากลัวที่สุดอยู่ดี


ต้วนอี้เอินเวลากำลังสนุกน่ะ น่ากลัวยิ่งกว่าอะไร





*




ณ เมือง Charlottenlund ประเทศเดนมาร์ก



ร่างโปร่งบางนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดง ตัวขาและส่วนไม้ทั้งหมดถูกแกะสลักอย่างประณีตวิจิตร ไม่ได้ฟู่ฟ่าเหมือนสไตล์บาโรคแต่ก็หรูหราอย่างมีภูมิฐานในสไตล์ French Renaissance เช่นเดียวกับตัวอาคารกลางของปราสาทที่เขากำลังนั่งอยู่

ที่เรียกว่าปราสาทนั้นเป็นเรื่องจริง 
Charlottenlund Palace ในปัจจุบันนั้นเป็นที่อยู่อาศัยแก่ประธานกรรมการสูงสุดของ‘ธุรกิจ’ใต้ดินที่เซ็นตกลงกันไปคราวก่อน แน่นอนเขาพ่วงตำแหน่งประธานกลุ่มพันธมิตรนานาชาติอีกด้วย 


หึ

อยากจะรู้จริงเชียวว่าสัมพันธไมตรีของคนดังกล่าวจะดีแค่ไหนกัน


แต่ก่อนที่จะคิดอะไรได้มากกว่านั้น รองเท้าหนังคู่คุ้นตากระทบกับพื้นไม้แท้ดังทั่วห้องนั่งเล่น แบมแบมคิดสบถในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบคนที่ไม่ต้องมองหน้าก็รู้ว่าใครด้วยสายตาเรียบเฉย


“สวัสดีครับภูวกุล”

เป็นคนหลังที่ทำให้ต้องรีบลุกขึ้นยืนจับมือทักทาย



“สวัสดีครับมิสเตอร์ต้วน”

ไอเย็นจากยิ้มของชายวัยกลางคนแผ่ซ่านทั่วบริเวณที่พวกเขายืนอยู่ เรย์มอนด์ต้วนไม่ได้เป็นคนที่ดูเย็นชาจากภายนอก ใบหน้าเขาประดับด้วยรอยยิ้มเบาบางราวปุยเมฆเสมอๆ

ที่น่ากลัวคือเขาไม่เคยยิ้มจากใจจริง
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเขาใช้ชีวิตราวไร้หัวใจ

ถ้าถามว่าหัวหน้าตระกูลคนนี้มีข่าวลือมาอย่างไรล่ะก็ ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเลือดเย็นได้อย่างมีไมตรีจิต


“มีปัญหาอะไรหรือครับถึงได้มาที่นี่”

เสียงที่สามดังขึ้นจากด้านหลัง แบมแบมหันไปมองทายาทแห่งตระกูลไคเซอร์ซึ่งเพิ่งบินมาจากประเทศไอร์แลนด์


“นิดหน่อยน่ะครับ”

ทางเรย์มอนด์ไม่ได้ตอบกลับมากมาย เขาเองก็เช่นกัน การพูดคุยสบายๆไม่ใช่วิศัยของพวกเขาเสียเท่าไหร่ 

ยิ่งคนนอกรู้เรื่องของเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีจุดอ่อนมากเท่านั้น


“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของผม”

ผม เรย์มอนด์ มาร์ค อเล็กซ์ หันไปมองผู้มาใหม่ซึ่งกำลังก้าวเท้าลงบันไดกลางห้อง 


พัคจินยอง


สังเกตุจากหน้าตาแล้วคนตรงหน้าเป็นคนชาติใดชาติหนึ่งในเอเชียแน่นอน ซึ่งแบมแบมมั่นใจว่าน่าจะเป็นสัญชาติเกาหลีใต้


“เชิญคุณอเล็กซ์ก่อนเลยครับ”


นัยน์ตาดำขลับแทบจะไร้ประกายใดๆ คล้ายหลุมอวกาศที่ดึงดูดทุกสิ่งเข้าหา แน่นอนว่าสิ่งที่เข้าไปนั้นไม่ได้กลับออกมาอีกเลย


เช่นเดียวกับอเล็กซ์


ไคเซอร์เข้าไม่ช้าไม่เร็ว เสียงโหวกเหวกของเขาก็ดังขึ้นลั่นห้อง บอดี้การ์ดหน้าประตูดูจะทำอะไรไม่ถูกเสียเท่าไหร่เพราะนี่ไม่ใช่ถิ่นฐานของตนเอง หากทำอะไรบุ่มบ่ามขึ้นมามีแต่จะเสียกับเสีย


แต่แล้วก็เสียงลั่นไกปืนก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโหวกเหวกของอเล็กซ์ที่หยุดลง


คนติดตามของผมและตระกูลต้วนขยับตัว แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อผมและมาร์คยกมือขึ้นห้ามอย่างพร้อมเพรียง 




แกร๊ก



ประตูเปิดออกมาพร้อมกับจินยองผู้ถือผ้าเช็ดหน้าซับรอยกระเซ็นของโลหิต 


“อย่ามองผมแบบนั้น จู่ๆอเล็กซ์ก็โวยวายขึ้นมาและยิงตัวตาย ผมเองก็ไม่เข้าใจ”

ใบหน้าคมคายแสร้งขมวดคิ้วเล่นละครที่ไม่สมจริงราวกับไม่ได้มีจุดประสงค์จะตบตาใคร กลับกันเขาอยากให้เรารู้เสียด้วยซ้ำ


“ทั้งๆที่ผมให้ตัวเลือกที่สวยงามแล้วแท้ๆ เฮ้อ”

ร่างสูงพึมพำก่อนจะเดินไปเทบรั่นดีมาดื่มราวมีเรื่องเครียดในใจ


“ทางเลือกที่เลือกไม่ได้สินะครับ”

เรย์มอนด์เอ่ยขึ้น ดวงตาของชายอายุมากที่สุดในห้องยกยิ้มหน่อยๆ อย่างเปิดเผยว่าเขารู้เกมทุกอย่าง


“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้หรอกครับมิสเตอร์ต้วน ทางเราพยายามจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่าพวกท่านก็จริง แต่บางเรื่องก็ให้ไม่ได้จริงๆ มีขีดจำกัดมากมายเลยครับเดี๋ยวนี้”

น้ำเสียงนุ่มเอ่ยพลางสายหน้าเบาๆราวปลงตกกับธุรกิจในปัจจุบัน แต่มือหนายังคงขยับด้วยท่าทางสบายๆเพื่อให้น้ำแข็งลอยวนอยู่ในแก้วบรั่นดีเกิดเสียงก๊องแก๊งเบาๆ


“แล้วเราจะคุยงานกันได้หรือยังครับ”

ผมเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าการมานั่งรอแบบนี้นั้นแอบจะนานไปสำหรับทุกคนที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง


“อ่า เกือบลืมไปเลย ได้สิครับ แต่ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าพวกคุณมาด้วยเรื่องอะไร ก็เลยจัดการเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว ไม่ต้องห่วงครับเราดีลกับทางรัฐเรียบร้อย งานของพวกคุณทั้งคู่จะไม่สะดุดอีกครั้งถ้าไม่มีเหตุสุดวิศัย”

ริมฝีปากบางเอ่ยประโยคยาวๆเช่นเดิม ก่อนผู้ช่วยของเขาจะเดินเอาซองสีดำสองซองมาวางไว้ตรงหน้าโต๊ะกาแฟตัวเตี้ย

ผมพลิกอ่านทีละหน้าเช่นเดียวกับมาร์คซึ่งนั่งตรงหน้ากัน อ่านไปสักพักก็ต้องเลิกคิ้วให้กับใจความของกระดาษนี้


ทำงานเร็วชะมัด


เหตุเพิ่งเกิดเมื่อสามวันที่แล้ว แสดงว่าคนๆนี้ได้ข่าววันเดียวกับผมในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เขาใช้เวลาไม่ถึงสองวันในการจัดการกับรัฐบาลทุกประเทศในแสกนดิเนเวียในเคสของมาร์ค และทุกประเทศใน EU รวมทั้งตะวันออกกลางในเคสของผม


วางแผนไว้ดีสินะ


กระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะตวัดปากกาเซ็นอย่างไม่ลังเล แน่นอนกระดาษใบนี้ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่เหตุการณ์ที่เกิดกับโรงกลั่นน้ำมันของผมในดูไบและโรงไฟฟ้าในยูเครน เยอรมันนี กรีซ สเปน และอังกฤษนั้นมีนัยแฝงแน่นอน


จะเตือนกันสินะ


ผมละสายตาจากกระดาษขาวนวลขึ้นสบกับพัคจินยองซึ่งผละไปยืนจิบบรั่นดีอยู่ข้างหน้าต่างบานใหญ่ ยิ่งร่างของเขาย้อนแสงเท่าใดเขาก็ยิ่งดูเจ้าเล่ห์ขึ้นเท่านั้น


“ไหนๆก็มากันแล้ว เล่นโป๊กเกอร์กันสักตาไหมครับ แบบไม่ต้องใช้เงินจริงก็ได้”

ผมเห็นมาร์คแสยะยิ้มชั่วครู่จากหางตา ก่อนจะเอ่ยตอบตกลง ส่วนเรย์มอนด์นั้นขอตัวก่อนเพราะมีประชุมต่อที่สวีเดน


พัคจินยอง พัคจินยอง…
จิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์ที่ดันมีถึงเก้าหาง


แต่ถ้าหยิ่งผยองมากเกินไป
หางทั้งเก้าอาจถูกตัดโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้




*



[Mark]


ผมเดินตามมิสเตอร์พัคมายังห้องคาสิโนย่อมๆของคฤหาสน์ แน่นอนว่าในวันทำงานแบบนี้เจ้าตัวคงไม่ได้เชิญใครมาสังสรรค์ห้องนี้จึงว่างเปล่าและเงียบเกินกว่าที่เป็น

เราเล่นกันไปเรื่อยๆพร้อมกับบรั่นดีในแก้วทั้งสามที่เริ่มพร่อง นิ้วเรียวสวยของกันต์พิมุกต์คว่ำไพ่ลงกับโต๊ะเป็นสัญญาณว่าเขาผ่านตานี้

ผมมองไพ่ straight flush ในมือตนเองก่อนจะวางชิพเข้าเดิมพันเพิ่มขึ้นอีก ทางด้านจินยองเองก็ไม่ยอมเช่นกัน


“All in”

ปากบางระบายยิ้มอันคล้ายคลึงกับพ่อผมเหลือเกิน ยิ้มของคนไร้หัวใจ ยิ้มที่ผมเองก็มีไม่ต่างกัน


“หงายไพ่เลยสิครับ”

ร่างบางที่คว่ำไพ่ไปนานแล้วก้มมองนาฬิกาก่อนจะเอ่ยขึ้น แน่นอนเขาต้องไปทำธุระต่อเช่นเดียวกับผมและจินยอง


“Straight Flush”

ผมเอ่ยขึ้นก่อนจะจ้องลึกในตาสีนิลของจินยอง ดวงตาเขาแปลก แปลกจนผมอ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง รู้แค่ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าเขาจะใช้วิธีไหนในการได้มันมา



“Royal Flush ขอบคุณที่เสียสละเวลามาเล่นเกมกับผมนะครับ คราวหน้าต้องสนุกกว่านี้แน่เลย”



ตอนนี้สิ่งที่แน่นอนเกี่ยวกับพัคจินยองคือ
เขาเป็นตัวอันตราย

แต่รู้อะไรไหม ถ้าคนที่อันตรายที่สุดอยู่ใกล้ตัวล่ะก็ เป็นอะไรที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว


เรามาลองเล่นเกมกันอีกหลายๆตาก็ได้พัคจินยอง
ถ้าผมกับแบมแบมไม่เบื่อไปเสียก่อนนะ

Wednesday, 18 May 2016

Fraud 03 #ficfraudmb



03






ก๊อก 


ก๊อก 


ก๊อก 


ก๊อก



เสียงเคาะแผ่วบายามเมื่อนิ้วเรียวกระทบกับโต๊ะไม้เนื้อดีราคาเจ็ดหลัก ดวงหน้าหวานเรียบเฉยอ่านสายตาไม่ออกแต่ถึงกระนั้นแบมแบมกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก


จะทำอย่างไรให้เอาชนะคนๆนี้ได้กัน
เห็นแล้วหมั่นไส้ชะมัด


ไม่คิดเปล่าเจ้าตัวคีบชิ้นส่วนสีดำด้ารูปสี่เหลี่ยมจตุรัสอันเล็กที่สลักด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสีทองมาวางเรียงบนกระดานเกมต่อคำ


นี่คือการเข้าร่วมกิจกรรมสานสัมพันธไมตรีระหว่างตระกูลประจำเดือนน่ะสิ
และไอ้ที่แบมแบมกำลังเล่นอยู่นี่ก็คือเกม scrabble


และไอ้คนตรงข้ามที่กำลังยิ้มมุมปากด้วยสายตานิ่งงันแปลกๆก็คือมาร์คต้วน


อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ล่ะครับ ปกติกิจกรรมกระชับมิตรที่ไม่ค่อยเป็นมิตรและไม่ค่อยมีใครสนใจนั้นจัดขึ้นสองครั้งต่อปีหรือหกเดือนครั้งนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วก็เหมือนเอาทายาทจากตระกูลใหญ่ๆเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นประมาณสองชั่วโมงด้วยจุดประสงค์ที่จะเพิ่มสัมพันธไมตรี

ผมว่ามันไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่เพราะผมเองที่มาเป็นปีที่สิบกว่าแล้วก็ยังไม่มีเพื่อนใหม่อยู่ดี เพราะทุกคนทุกครอบครัวรวมถึงตัวผมเองถูกสอนให้อย่าเชื่อใจใครโดยเด็ดขาด ถ้าพลาดคือล้มและเป็นการล้มแบบที่ลุกไม่ขึ้นสถานเดียว

เพราะอย่างนั้นจึงมีแค่สายตาว่างเปล่ายามสบกับคนรอบข้าง



ติ๊ด



ผมเรียงตัวอักษรต่อจากที่มีอยู่แล้วเสร็จก็กดหยุดเวลาของตัวเองทำให้เวลาของมาร์คเริ่มขึ้น

ตอนนี้บอร์ดมีคำแปลกๆผุดอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งคำล่าสุดที่มาร์คต้วนกำลังเรียงอยู่ด้วย



ทำไมมันคิดเร็วจัง



ตอนนี้บอร์ดเกมต่อคำจุดที่แอดทีฟมีหน้าตาประมาณนี้ครับ



        a
        n
        x
        i
t h e e
        t
        y




ผมเลิกคิ้วกับสองคำที่ต่อกันได้ความหมายอะไรบางอย่างก่อนขึ้นสบตากับฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับเสียงติ๊ดของนาฬิกาจับเวลา



           a
  r e l i n q u i s h
           x
           i
  t h e e
          t
          y




ติ๊ด


ทั้งๆที่ตามกฎแล้วมันตัวอักษรเกินขึ้นมาจากที่มีบนแป้น แต่เราก็ยังเล่นเกมต่อไป จุดสนใจเบนมาที่ความหมายของแต่ละคำบนกระดานแทน



           a
  r e l i n q u i s h
           x
           i
  t h e e
          t
 d e n y




ติ๊ด



           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r
          t           n
 d e n y




ติ๊ด





           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r
          t         i n f a t u a t e
 d e n y




ผมเลื่อนสายตาจากบอร์ดกระดานขึ้นไปสบกับนัยน์ตาสีเข้มอีกครั้ง ต้องยอมรับว่าคนๆนี้หน้าตาดีมากทีเดียว ดวงตารูปอัลมอนด์ ผมสีเข้มเป็นทรง สันกรามเด่นชัด จมูกโด่งเป็นสัน ผิวพรรณที่ดูดีมีชาติตระกูลเหมาะสมกับฐานะ ไหล่กว้างในเสื้อสูทหรูหราที่วันนี้มาในแบบของผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม

แต่ที่สะกดสายตาของผมไว้ไม่ใช่หนึ่งในอะไรที่กล่าวมาเลยซักนิด


แววตา


มันคือแววตาที่ผมอ่านไม่ออก แววตาที่ไม่ได้มีมากกว่าหนึ่งความรู้สึก


แววตาแห่งความสนุก
แววตาเจ้าเล่ห์เหลี่ยมร้าย
แววตาแฝงความจริงใจประหลาดๆ
อีกทั้งยังมีแววตาอีกแบบที่ผมไม่เข้าใจ

ที่สำคัญคือแววตาแห่งความสนอกสนใจ
มองยังไงก็กระตุกวูบทุกที ไม่รู้ว่าทำไมหรืออะไรที่สั่นไหว รู้แค่ไม่ชอบมองมันเอาซะเลย


เพราะมองแล้วรู้สึกได้ว่าอยากหลบมันน่ะสิ




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r         h
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s
                                h




ติ๊ด



อยากจะหยุดเล่น แต่เกมยังไม่จบ
ผมอยากหยุดเล่นทุกเกมที่ต้องเล่นในตอนนี้ แต่ก็ติดประการเดียวจริงๆว่าเกมมันยังไม่จบ และกฎเดียวของเกมชีวิตคือต้องเล่นจนกว่าจะจบเกม


ต้องเล่น จนกว่าชีวิตจะจบ




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r         h
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s
                             s h e l t e r




ติ๊ด



“I can be”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความหมายสำหรับคนรอบข้าง แต่มีแค่ผมเท่านั้นที่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร






           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r




ติ๊ด



“Only I can”


“หึ”

เสียงแค่นหัวเราะทุ้มต่ำแทบกระซิบของมาร์คดังขึ้นพร้อมมุมปากซึ่งยกยิ้มเพียงน้อยนิด เรียวนิ้วยาวสวมแหวนประจำตระกูลหยิบตัวอักษรทั้งหมดบนแถวแล้วบรรจงเรียงลงบนกระดาน




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r
                                     o
                                     v
                                     e
                                     a
                                     b
                                     l
                                     e



นัยน์ตาเบิกกว้างชั่ววินาทีอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่สติจะกลับคืนมาเป็นปกติ ผมหันไปจดคะแนนก่อนที่มาร์คจะกดเสียงติ๊ดบนเครื่องจับเวลา

ถุงเก็บตัวอักษรว่างเปล่าแปลว่าผมได้เดินเป็นตาสุดท้ายของเกม


จะจบเมื่อเกมจบ หรือจะเล่นต่อทั้งๆที่เกมจบ
จะเล่นต่อ หรือจะจบทั้งๆที่เกมยังคงดำเนิน


ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียงตัวอักษรลงไป


           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r
                                     o
                                     v
                                     e
                                     a
                             p r o b a b l y
                                     l
                                     e




เราสองคนต่างจ้องกระดานอยู่สักพัก ก่อนต่างคนต่างเคลื่อนนิ้วมายังเครื่องจับเวลาหมายจะหยุดเกมโดยไม่ได้สังเกตุเห็นมือของใครอีกคน


ผมรู้สึกถึงผิวสัมผัสเย็น และกระแสไฟฟ้าเล็กน้อยซึ่งแล่นประจุอยู่ในตัวหลังจากการสัมผัสกัน
สายตาสองคู่เบนจากกระดานสี่เหลี่ยมจตุรัสไม่ค่อยน่ามองมาสบซึ่งกันและกันราวกับจะอ่านให้ทะลุปรุโปร่ง



thee
anxiety
relinquish
deny
scorn
infatuate
hush
shelter
inept
loveable
probably



คำกลางกระดาน 11 คำเรียงตัวอย่างสวยงามต่างจากคำอื่นๆรอบกระดานที่ไม่มีความหมายเชื่อมโยง คำพวกนี้เต็มไปด้วยความหมายและประโยคแฝง




ติ๊ด



เสียงเครื่องจับเวลาทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด เช่นเดียวกับคนตรงหน้า ผมลุกขึ้นสาวเท้าในรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาลเทาอ่อนไปยังห้องน้ำชายอย่างเนิบนาบไม่ให้ผิดสังเกตุ

แต่แล้วก็ต้องผิดหวังกับตัวเองอีกครั้ง
พักหลังนี้ผมแสดงอารมณ์เยอะเกินไป

นี่มันอันตรายมากๆ
แต่นี่ก็เป็นตัวช่วยได้เช่นกัน


เมื่อนึกได้เท่านั้นสายตาก็พลันสบกับตัวเองในกระจกเงา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นเบาบางท่ามกลางใบหน้าขึ้นสีฝาดระเรื่อเมื่อพลันนึกถึงการสนทนาผ่านเกมต่อคำเมื่อครู่





M: ‘Your anxiety should be abandoned’


B: ‘It can’t be’


M: ‘I am interested in you’


B: ‘Shut up’


M: ‘I can be your shelter’


B: ‘Only I can be my shelter’


M: ‘Are you loveable?’


B: ‘.......Probably’ 






ผมอนุญาติให้ก้อนเนื้อบริเวณอกได้เต้นรัวให้หนำใจ ก่อนที่จะถึงวันนั้น วันที่มันจะไม่ได้ขยับอีกตลอดไป



When the game ends,
The heart ends with it. 






*



เพราะร่างบางที่น้อยครั้งจะพลาดดันมัวแต่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด มาร์คต้วนที่ยืนตักเครื่องดื่มอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนบนกระจกบานเล็กหน้าอ่างล้างมือในห้องน้ำ

เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

เขาสนุกสนานกับเกมใหม่มากกว่าที่ควรเล็กน้อย
เกมนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ต้องระวังตนเองจากผู้อื่น
และต้องระวังตนเองจากตนเองอีกด้วย


น่าสนใจดีไม่ใช่หรือไง


ร่างโปร่งคิดในใจก่อนจะเสตามองใบหน้าหวานซับสีเลือดฝาดของคนในเงาสะท้อน


ถ้าถามว่าคนในเงาสะท้อนนั้นควรค่าแก่การเข้าไปยุ่มย่ามไหม คงไม่
ถ้าถามว่าคนในเงาสะท้อนนั้นมีค่าพอกับอะไรที่อาจจะเสียไปไหม ก็ไม่


แต่ถ้าถามว่าเขาสนใจคนในเงาสะท้อนแค่ไหน…
ตอบได้เลยว่ามาก

และถ้าถามว่ามีสิทธิแค่ไหนที่เขาจะเข้าไปวุ่นวายด้วยในระดับใกล้ชิดที่มากกว่าความสัมพันธ์ระดับกระชิบมิตรอันปลอมเปลือกนี้…
มาร์คขอตอบว่า 100%



Loveable?
Of course, he is. 



For he
who knows the game
will play out of the rules

For he
who knows the rules
will break the laws



And for me
who knows the heart…



Will end them all. 




มันอาจฟังดูโง่เง่าและเด็กน้อย แต่นี่เป็นเกมที่ยากที่สุดตั้งแต่มาร์คเคยเห็น

เกมของความรู้สึก
เกมที่ยากจะชนะ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะแพ้



มาลองกันซักตั้งมั้ยกันต์พิมุกต์
ว่าเราจะสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ถึงระดับไหนกัน.