02
เสียงกริ่งดั่งขึ้นเมื่อถึงเวลาของการนำผู้ป่วยเซ็ตสุดท้ายไปห้องบำบัดจิต ทางสถาบันจะแบ่งเวลาการบำบัดคล้ายการปล่อยนักเรียนพักกลางวันโดยการจัดจำแนกตามอาการและระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ระดับหนักเบาจะสลับกันไปเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เหนื่อยมาก
รอบนี้เป็นรอบที่สามของวัน
รอบของมาร์คและแบมแบม
อ่า… ผู้ป่วยระดับวีไอพี
“ตามเอกสารที่ฉันได้แจกพวกคุณไปก่อนหน้านี้ ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หวังว่าพวกคุณคงอ่านอย่างละเอียดแล้ว”
หัวหน้าฝ่ายบำบัดเอ่ยขึ้นเสียงเคร่งเครียดต่างจากเคสอื่นค่อนข้างมาก เธอรู้ดีว่าถ้ามีการผิดพลาดขึ้นเรื่องราวจะยุ่งยากมากทีเดียวเชียว
“แกๆ ทำไมรอบนี้ต้องเคร่งขนาดนี้วะ มีแค่สองคนเองใช้คนเป็นสิบเลย”
พนักงานใหม่กระซิบเพื่อนข้างตัวอย่างไม่เข้าใจเสียเท่าไหร่ ดูจากรูปการณ์แล้วก็แค่ผู้ชายผอมๆสองคนเท่านั้น
“เขาลือกันมาว่าฤทธิ์เยอะว่ะ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำงานมานานแต่เพิ่งเคยถูกย้ายมากะสาม”
“มีคำถามอะไรหรือคะ”
หญิงวัยย่างสี่สิบปีเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ เธอยังคงกังวลกับการบำบัดรอบนี้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดได้
“คือ… หนูสงสัยน่ะค่ะพี่ว่าคนไข้สองคนในกะสามนี่รุนแรงมากเลยหรอคะ ทำไมเราต้องใช้ตั้งสิบคน”
หัวหน้าฝ่ายบำบัดแค่นหัวเราะในใจ
ไม่ใช่แค่รุนแรง แต่เคสนี้เรียกว่าเลวร้ายจะเหมาะกว่า
“เพราะเป็นระดับสูงสุด แต่ก่อนแบมแบมบำบัดคนเดียวด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาร์คย้ายมาจึงต้องบำบัดด้วยกัน ส่วนเหตุผลว่าทำไมเราต้องใช้คนจำนวนมากสู้กับผู้ป่วยแค่สองคน นั่นเพราะว่าในกะนี้เคยมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าห้าราย”
“...”
ทุกเสียงในห้องอบรมเงียบลง
“สถิติสูงสุดคือเสียชีวิตสี่รายภายในหนึ่งชั่วโมง
และนั่น… เป็นฝีมือแบมแบมแค่คนเดียว”
สิ้นการบอกเล่า ไม่มีใครคิดจะตั้งคำถามอีกเลย
*
“Hmmmm...hmm..hm.. Hmmm”
Electric blue
Blood red
Dark purple
“La… La la la… La la”
I painted the sky
I painted the sea
I painted you and me
“ฮ้าา… ฮะ ฮะๆ … ฮึก”
Where did you go?
What did you do?
Why would you go?
What would you do?
“They will pay the price. They will pay…”
ริมฝีปากแห้งผาก
ทำเพียงแค่กระซิบกระซาบกับผืนผ้าใบ
มือซีดเซียวดูไร้เรี่ยวแรง
แต่กลับกำพู่กันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“มาร์ควาดอะไรหรอ”
เสียงจากด้านข้างทำให้หันไปมอง
ผู้บำบัด? จำหน้าไม่ได้หรอก
มีคนเข้ามาพยายามจะเอาความบ้าคลั่งนี้ออกไป
โดยที่เราไม่เต็มใจเลยสักนิด
ได้ยินไหมว่าเราไม่เต็มใจ!
“แบมแบม”
ที่รัก…
แบมแบมผู้เป็นที่รักของเรา
ทำไมจึงทิ้งเราไปกันนะ
ทำไมจึงหายไปแบบนั้น
ทำไมกันนะ
ทำไม!
“ใครพรากคุณไปกันนะที่รักของผม”
นิ้วไล้ไปตามสีหนาๆบนผ้าใบ
ปนเปและสับสน
สับสนและวนเวียน
คุณเหมือนการผสมกันของทุกสี
เป็นศิลปะอันล้ำค่า
เป็นศิลปะอันสวยงาม
เป็นผลงาน…
ของความพังพินาศ
“วาดแบมแบมหรอ”
เธอพยายามจะคุยกับเราอีกแล้วนะมาร์ค
...เสียงในหัวก็พูดคุยกับเราเช่นกัน
“นี่แบมแบม คิกคิก”
“แบมแบมอยู่นู่นไง ลองวาดอีกรอบไหม”
มือขาวสุขภาพดีเฉกเช่นคนทั่วไปหยิบแคนวาสมาอีกใบและเตรียมอุปกรณ์ให้ใหม่ เก้าอี้ถูกจับหันไปอีกทางเมื่อคนที่นั่งอยู่สามารถขยับได้แค่แขนและมือเนื่องจากส่วนอื่นได้ถูกมัดตรึงไว้กับพนักพิง
มองไปตามที่เธอชี้
อ๊ะ.. นั่นแบมแบมจริงๆด้วย
คิกคิกคิก
ที่รักของเรากำลังดีดเปียโน
อีกฝั่งหนึ่งของห้องปรากฎร่างบางในชุดหลวมสีเขียวอ่อนนั่งอยู่บริเวณเปียโนแกรนด์หลังใหญ่ นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวโน้ตต่างๆแต่ยังไม่กดน้ำหนักลง
ทั้งห้องเงียบสนิท
แบมแบมหันหลังให้ห้องของมาร์ค
เหมือนที่ตอนแรกมาร์คหันหลังให้ห้องของแบมแบม
พวกเขาแค่ถูกกั้นโดยกระจกและลูกกรง
และเจ้าหน้าที่บำบัดสิบหกชีวิต
“สวัสดี ฮิๆ สวัสดี”
เสียงเล็กดังขึ้นในระดับเบาพร้อมกับศีรษะทุยโน้มเข้าใกล้แป้นสีขาวสลับดำมากกว่าเดิม
“วันนี้แบมแบมอยากเล่นเพลงอะไรคะ”
นั่นสิ...แบมแบมอยากเล่นเพลงอะไรหรอ
เพื่อนคนแรกในหัวถามขึ้น
นายจะเล่นหรอ ฮิ จะเล่นหรอ
เพื่อนคนที่สองหัวร่อต่อกระซิกเช่นเคย
“เราจะเล่นเพลงอะไรกันดีเพื่อนๆ”
เพลงนั้นไง…
เพลงแห่งความทรงจำ…
เพลงที่จะปลดปล่อยพวกเรา
“เรากลัว.. เพลงนั้น… เราไม่เล่นหรอก!”
มือสองข้างฟาดลงบนแป้นอย่างจัง เสียงเพี้ยนๆดังก้องไปทั่วห้อง กำแพงกระจกไม่ได้กันเสียงมากนัก มาร์คจากอีกฝั่งจึงสามารถได้ยินไปด้วย
คนที่นั่งวาดรูปอยู่หัวเราะเบาๆ
...ที่รักของเราจะเล่นเพลงนั้นหรือ คิกคิก
“ทำไมกลัวล่ะหืม เราต้องเอาชนะความกลัวรู้มั้ย”
เจ้าหน้าที่บำบัดผู้ไม่ทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังแต่อย่างใดเอ่ยขึ้นด้วยความหวังดี
ตัวตนใดตัวตนหนึ่งของกันต์พิมุกต์เหยียดยิ้ม
“ฮิ คุณว่างั้นหรอ งั้นแบมแบมจะเล่น”
“ดีแล้วนะคะ เล่นเลยค่ะฉันรอฟังอยู่”
“คิกๆ จะเล่นแล้วน้าา”
เพลงคลาสสิคระดับกลางถูกบรรเลงขึ้นในห้องสีเหลี่ยมติดลูกกรงและกระจก เสียงนั้นไพเราะและกังวานไปทั่ว
ดวงตากลมโตพริ้มหลับ ใบหน้าหวานเงยขึ้น ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้มอ่อนโยน
เสียงสะท้อนทุกมุมห้องรวมไปถึงห้องข้างๆ
สะท้อนเข้าไปถึงจิตใจ
ลึกลงไป
ลึกลงอีกสิ
ไหน… เจออะไรบ้างไหมคนดี…
“มาร์ค ผิดแล้ว แบบนี้ๆ”
ปากอิ่มอมชมพูเปิดขึ้นเพื่อชี้ข้อบกพร่องของอีกฝ่ายยามนิ้วยาวกดลงผิดที่ผิดทางทำให้เสียงแปร่งเพี้ยน
“มาร์คจำไม่ได้อะแบม”
คนตัวหนากว่ายอมรับออกมาอย่างไม่อาย
เขาไม่ได้เกิดมามีพรสวรรค์ทางการเล่นเปียโนเสียหน่อย
“นักเรียนคนนี้ขี้ลืมจริงๆ แก่แล้วก็งี้”
“ว่าได้ว่าไปนะ”
“โอ๋ๆ ล้อเล่นนิดเดียวเอง มาๆเดี๋ยวแบมช่วย”
มือเรียวทาบลงบนมือหนาพาทั้งสองข้างบรรเลงเมโลดี้อันคุ้นเคยไปด้วยกัน
พอทำแบบนี้แล้วทั้งมาร์คและแบมแบมรู้สึกว่าเพลงเก่าๆนี่เพราะขึ้นมากโขเลยทีเดียว
“แบม”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นส่งผลให้ใบหน้ามนหันไปตามคำเรียก
แล้วก็พบกับปลายจมูกขอฃอีกฝ่ายในระยะลมหายใจ
“อ๊ะ”
“หึ”
หัวเราะเบาๆในลำคอเมื่อคนรักตกหลุมพรางเสียจนได้ ริมฝีปากหยักแนบเข้าจุมพิตด้วยความรักและทุกความรู้สึกที่อยากจะสื่อสาร โดยที่ร่างบางก็ตอบรับกลับมาไม่แพ้กัน
“โอ๊ะ”
แบมแบมอุทานเล็กน้อยเมื่อฟันคมของมาร์คขบเข้าที่ริมฝีปากล่างของตน ส่วนเจ้าคนตัวการก็ได้แต่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์จนเห็นเขี้ยวทั้งสองข้าง
“ซนนักนะ”
ว่าพร้อมยกแขนเรียวขึ้นโอบลำคอของฝ่ายตรงข้าม มาร์คกระตุกมุมปากขึ้นอีกนิดก่อนจะโน้มตัวเข้าหากันอีกครั้ง… อีกครั้ง และอีกครั้ง
หอมหวาน
อดีตช่างหอมหวาน
อดีตคือเมื่อวาน
เมื่อวันวานซึ่งไม่อาจลืม
ตึง!!!
มือเรียวทุบลงบนเปียโนอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังกว่าครั้งแรกเยอะมากจนเจ้าหน้าที่ต่างเริ่มกังวล
“ทำไมต้องลืม!!! ทำไมต้องลืม!!!”
กึ่งพูดกึ่งตะโกนกึ่งหวีดร้อง
มือบางขย้ำเส้นผมสีดำขลับของตนเองและออกแรงทึ้งอย่างไม่กลัวเจ็บ
แคว่ก!!! โครม!!
ทางด้านมาร์คเมื่อละเลงใบหน้าของแบมแบมไปได้ครึ่งหนึ่ง แขนแข็งแรงก็ดันยกแคนวาสมาฉีกและปาลงพื้นระเนระนาด
ทั้งสีและพู่กันกระจายตามพื้น
กระจัดกระจายไม่ต่างจากสภาพจิตใจของทั้งสองผู้ป่วย
“Bambam… Bam…”
“มาร์ค! เป็นอะไร”
“อย่าสะเออะมาคุยกับเรา!”
“ใจเย็นๆก่อนนะมาร์ค”
“บอกให้หุบปาก!!!”
Palette knife ร่อนจากมือคนป่วยเฉียดใบหน้าของเจ้าหน้าที่ประจำสถานบำบัดไปแค่มิลลิเมตรเดียวเท่านั้นแล้วจึงเข้าปักบนประตูบุด้วยพื้นผิวกันเสียงคล้ายฟองน้ำ
อย่ามายุ่งกับเรา
เราไม่ต้องการ…
ไม่ต้องการจะดีขึ้น
เราไม่ต้องการจะลืม
ไม่ต้องการจะลืมแบมแบม
เราไม่ต้องการ
เราไม่ต้องการ
เราไม่ต้องการ!!!
เราจะไม่ลืมหรอก
ทั้งคืนวันอันสวยงามนั้น
คืนวันอันน่าชัง
และคืนวันอันโหดร้าย
เราจะไม่ลืม
ได้ยินไหม!
“แบมแบมไม่ต้องลืมนี่คะ หายใจเข้าลึกๆก่อนนะ”
เจ้าหน้าที่คนเดิมพยายามพูดไกล่เกลี่ย เธอตะโกนจนคอเป็นเอ็น แต่อนิจจา.. คนไข้ของเธอไม่ฟังอะไรเสียแล้ว
“มาร์ค!!!! มาหาแบมเดี๋ยวนี้!!!! มาหาแบม!!”
กำปั้นเล็กทุบลงบนเปียโนไม้ไม่ยั้งจนสันมือเริ่มจะแดงช้ำ
เจ้าหน้าที่มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก แล้วหัวหน้าฝ่ายบำบัดก็เอ่ยขึ้นผ่านอินเตอร์คอมในที่สุด
“แบมแบม หันหลังไปหามาร์คสิครับ อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง”
ใบหน้าเปื้อนโทสะหันตามเสียงบอกอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นแววตาแค้นเคืองหายไปหมดจดถูกแทนที่ด้วยความรักความโหยหาและความหวานซึ้ง
รอยยิ้มผุดขึ้นอย่างฉับพลัน รอยยิ้มแห่งความปิติยินดี
“Mark. Baby. Mark…”
เก้าอี้สองตัวหมุนมาเจอกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบกันเหมือนเกิดประจุไฟฟ้าแล่นเข้าร่างกาย
อา…
ในที่สุดก็หาเจอ
ในที่สุดพวกเขาก็ไปหามาร์คมาให้เรา
ในที่สุดพวกเขาก็ไปพาตัวแบมแบมมาเจอเรา
Oh my love
My love
My dearest love
Oh my heart
My soul
My broken heart
My shattered soul
“Darling, how long have I been missing you”
ริมฝีปากของทั้งคู่พึมพำในประโยคเดียวกัน
รอยยิ้มที่แทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันปรากฎขึ้น
แววตาบ้าคลั่งกลับมาอีกครา
เพื่อฉลองวันวานที่จะย้อนคืนของพวกเรา
เพื่อดื่มด่ำความโหยหาและคิดถึง
เพื่อความรัก
เพื่อความรัก
เพื่อความรักของเรา
โครม!!!
ไม่รู้ว่าทั้งสองแก้มัดให้ตัวเองตอนไหน แต่บัดนี้คนป่วยสองร่างกำลังยกเก้าอี้ขึ้นทุ่มลงบนทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง
They will come in between our love
I can’t let them do that
I can’t
We can’t let them do that
หวีดร้องออกมาอีกครั้งพร้อมกับเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งซึ่งกรูกันเข้ามาด้วยเข็มฉีดยาอันคุ้นเคย
“โอ๊ย!”
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งร้องขึ้นเมื่อโดนเศษซากของที่รองแขนเก้าอี้เขวี้ยงโดนศีรษะอย่างจัง ซ้ำร้ายเมื่อพยายามเข้าใกล้แบมแบมเจ้าตัวก็งัดทักษะการต่อสู้ทั้งหมดออกมาใช้
ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือทั้งมาร์คและแบมแบมเคยทำงานรับจ้างซึ่งค่อนข้างเปื้อนเลือดอยู่แล้ว
ปึก!
ทุกอย่างในห้องของมาร์คนิ่งงันอีกครั้งเมื่อผู้ป่วยใหม่ชักมีดสองเล่มออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผู้คุมแล้วปาพวกมันออกไปปักบริเวณต้นคอของเจ้าหน้าที่สองคน
ปึก!
หันไปอีกด้านเจ้าหน้าที่อีกคนก็โดนแบมแบมบิดมือแย่งเข็มฉีดยามาปักเข้าหาตัวเจ้าหน้าที่เอง
“ออกมาเดี๋ยวนี้ ทั้งหมดเลย”
เสียงร้อนรนของหัวหน้าหน่วยดังขึ้นผ่านอินเตอร์คอม
แบมแบมหันมามองมาร์คอีกครั้งก่อนจะแสยะยิ้มร้าย
Time has come, my love
Time for us has finally come
Get closer, my love
Get closer so we can be together
สองร่างลากเท้าเข้าหากันขณะที่เสียงปิดล็อคประตูดังขึ้น
ไม่มีการหอบโยน ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่าเหน็ดเหนื่อย
ใบหน้าซีดเซียวของทั้งคู่มีเพียงรอยยิ้มกว้าง มือของแต่ละคนก็ลากเก้าอี้ไม่สมประกอบมาด้วย
เวลาที่รอคอยมาถึงเสียที
“ฮิ ฮิ ฮิ”
“หึ”
“คิดถึงแบมแบมมากมั้ย”
“คิดถึงมาร์คมากหรือเปล่า”
“คิกๆ”
“ฮะๆๆ”
ระยะของทั้งคู่ร่นลงทีละนิดจนกระทั้งสองร่างมายืนเผชิญหน้ากันโดยมีแค่กระจกและลูกกรงความถี่ห่างกั้นไว้
“ถึงเวลาได้เจอกันเสียที”
โครม!
เก้าอี้ส่วนที่เหลือถูกจับทุ่มไปยังกระจกบานใหญ่อย่างไม่ออมแรง ปากซีดแห้งผากยังคงขยับยิ้มแม้จะมีเลือดซิบเพียงใด
เสียงหัวเราะดังก้องกังวานกว่าเสียงเปียโนเมื่อครู่เสียอีก
เสียงหัวเราะอันเข้ากันดีจนน่าขนลุก
เสียงหัวเราะที่หลอกหลอนคนฟังได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“อย่ามาขวาง! อย่ามาขวาง!!!”
โครม!
โครม!
โครม!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
เมื่อกระจกเริ่มร้าวและเก้าอี้เริ่มไม่เหลือซากให้ใช้ ต่างฝ่ายต่างก็โยนอุปกรณ์ทิ้งและหันกลับมาใช้ร่างกายแทน
กำปั้นหนักหน่วงตั้งเป้าไปยังรอยร้าวของกระจกบานไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่มาก
แค่กระจกบานนี้เท่านั้น
แค่นี้เท่านั้น
แค่มันพัง…
เราก็จะได้เจอกันใหม่
“ฮือออ ฮึก ฮือออออออ”
ร่างบางร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดหัวใจ
แบมแบมแค่ต้องการจะกอดมาร์ค
นั่นมันมากเกินจะให้ได้หรือไร
I'm sorry
I'm sorry
I'm so sorry we ever parted
I love you
I love you
I would do anything to get our love back
“No, baby, don’t cry”
แรงทุบทวีเพิ่มขึ้น เศษกระจกที่ร้าวกระเด็นออกมาบาดสันมือหนาแต่เจ้าตัวก็หาได้สนใจไม่
ในห้องควบคุมหัวหน้าหน่วยและเจ้าหน้าที่อีกหลายคนกำลังยืนมองสถานการณ์ทุกอย่างด้วยอาการอึ้ง และเนื่องจากรายงานเบื้องบนแล้วเห็นว่ายังอันตรายเกินกว่าจะเอาชีวิตพนักงานเข้าเสี่ยง พวกเขาจึงต้องรอให้สองคนนี้หมดแรงมากกว่านี้เสียก่อน
“หัวหน้าคะ พวกเขาเคยรักกันมากหรอคะ”
“ไม่ใช่แค่เคยหรอก”
“คะ?”
“พวกเขาไม่เคยหยุดรักกันมากกว่า”
ปัง!
โครม!
เพล้ง!
เสียงทุบสุดท้าย
เสียงเก้าอี้กระทบกับกระจกครั้งสุดท้าย
วัตถุแข็งสีใสร่วงระโรยเป็นเศษคมลงบนพื้น
No more
No more parting
No more
No more hiding and seeking
Nothing more but our devotion
Nothing more but our passion
Nothing more but our love
Nothing more
We need nothing more
มือหนาเปื้อนเลือดเอื้อมผ่านลูกกรงห่างเข้าประคองใบหน้าของแบมแบมเข้ามาบดเบียดริมฝีปากด้วยความโหยหาและคิดถึงสุดจะทน ร่างบางเปิดรับให้อีกคนเข้ามาตักตวงความหอมหวานที่ไม่เคยจางหาย
นี่สิที่รอคอย
นี่สิที่ตามหากันตลอดหกปี
ความรู้สึกนี้สิ
“อืม.. ฮ้า”
ปากอิ่มเผยอขึ้นกอบโกยอากาศเท่าที่ทำได้ก่อนจะกระชากคอเสื้อเจ้าของใบหน้าคมเข้ามาประกบปากอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ทั้งคู่ตวัดลิ้นเชยชิมกันอย่างไม่รู้เบื่อ ฟันคมขบเข้าที่ริมฝีปากของกันและกันจนเลือดซิบอย่างเห็นได้ชัด
ฉับพลันแววตาของมาร์คก็เปลี่ยนไป
ความโกรธเคืองเข้ามาแทนที่
ฉากรักอันหวานชื่นดับลง
“ฮะๆ อึก”
มือทั้งสองข้างบีบเข้าที่ลำคอบอบบาง
แต่แบมแบมกลับหัวเราะคิกคักทั้งที่หายใจติดขัด
“หนีไปหรอ หนีไปหรอ!!!”
ภาพเจ็บปวดของวันเก่าๆหวนมาอีกแล้ว
หวนมาพร้อมเสียงในหัวที่กำลังทำสงคราม
เขาทิ้งเราไปนะมาร์ค..
ไม่! แบมแบมไม่เคยทิ้งเรา
เขาจากเราไปจำได้ไหม…
ไม่ใช่!
แบมแบมไม่เคยตั้งใจทำร้ายเรา!
แต่เขาก็ทำมันใช่ไหมมาร์ค…
จำได้ไหม!!!
“They call me crybaby crybaby… ฮึก”
หยาดน้ำใสไหลรินจากดวงตาคู่สวยพร้อมกันกับที่ริมฝีปากได้รูปขับขานเสียงเพลง
แบมแบมยังคงยิ้ม
และนั่นทำให้มาร์คเริ่มยิ้มตามเหมือนทุกที
“But I don’t fucking care… Hehe..
Crybaby
Crybaby
Tears fall to the ground
I’ll just let them drown”
แตกหักไปหมดแล้ว
ทั้งร่างกายและจิตใจ
พังทลายทั้งด้านนอกและด้านใน
These smiles from our stirred minds
We see happiness
We see us
รักของเราพังพินาศนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ยิ่งรักบางครั้งยิ่งอยากทำลาย
ยิ่งรัก… ยิ่งอยากทำให้ตายคามือคู่นี้
“มาร์คชอบเวลาแบมร้องเพลง ฮิๆ”
“Crybaby crybaby”
“That’s right. You’re a crybaby”
“So don’t ever let me go again”
ไม่งั้นเราคงร้องไห้อย่างไม่สิ้นสุดอีกครั้ง
“Don’t ever let this go”
มิเช่นนั้นเราต้องออกตามหาอีกครา
“You’ll have me”
สัญญาแล้วนะ
“You’ll have us”
สัญญากับเราสิ
“We’ll have us”
สัญญาด้วยชีวิต
“Promise?”
“With my life, love”
With all my broken heart
My shattered soul
And with my disrupted mind
I will make us whole
ปืนช็อตไฟฟ้าถูกลั่นไกจากหน้าประตูทางเข้าของทั้งสองฝั่ง ร่างสองร่างล้มลงและหมดสติไปในทันทีด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง
หลงเหลือแต่เพียงคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นของทั้งคู่
“I’ll love you even when there’s no love in this world”
No comments:
Post a Comment