Monday, 23 May 2016

Fraud 04 #ficfraudmb


04




เหมือนเป็นการเตือนภัย



ใช่แล้ว การเล่นเกมต่อคำกับแบมแบมครั้งที่แล้วเปรียบเสมือนการถอดรหัสเตือนภัยของทั้งผมและเขา เราต่างคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองยื่นมือแหย่เท้าเข้าไปยุ่งนั้นมันอันตรายแค่ไหน

ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ทรัพย์สินทางปัญญา หรือทรัพย์สินทางความรู้สึกก็ตาม

เงื่อนที่ถูกผูกตายมาตั้งแต่ต้น ทำได้แค่ตัดเท่านั้นแหละครับ


แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธนะว่าสนใจกันต์พิมุกต์มากกว่าทายาทคนอื่นๆที่เคยสุงสิงด้วย 


คิดอะไรเพลินๆพลางเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานในชั้นสูงสุดของตึกซึ่งมีวิวดีเยี่ยมสำหรับใจกลางมหานครเช่นนี้ ผมย้ายประเทศในการทำงานไม่ต่ำกว่าสองครั้งต่อหนึ่งเดือน และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในใจกลางกรุงนิวยอร์คอันคึกคักและไม่เคยหลับใหล



ก๊อก ก๊อก



“Come in”

เอ่ยอนุญาติคนจากนอกประตูกันเสียงกันกระสุนให้เข้ามาได้ คนสนิทประจำตระกูลและประจำตัวซึ่งเห็นหน้าเห็นตากันมาตั้งแต่สมัยผมยังแบเบาะก้าวเท้าเข้ามายืนอยู่มุมโต๊ะก่อนจะส่งแท็บเล็ตในมือเขามาไว้ยังมือผม


“มีปัญหานิดหน่อยครับนาย”

ไม่ต้องรอให้เขาบอกว่าปัญหานั้นคืออะไรผมก็พอรู้ได้ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯและ house mortgage พุ่งและดิ่งสวนทางกันแบบงงๆ ภายในอาทิตย์เดียว เหมือนหุ้นของบริษัทผมก็ได้รับผลกระทบไปพอตัว แต่ไม่ได้เพียงพอจะทำให้เราสั่นคลอน

ที่หนักหน่อยก็เห็นจะเป็นการโดนสั่งพักโครงการสร้างอสังหาริมทรัพย์ในแถบแสกนดิเนเวียทั้งหมด ไหนจะการปล้นและไฟไหม้ที่โกดังเก็บอาวุธในยูเครน


“มีคนคิดจะเล่นเกมกับเรา”

ผมกระตุกยิ้มมุมปากในแบบที่ผู้คนไม่ชอบเห็นเสียเท่าไหร่ นิ้วยกขึ้นหมุนแหวนประจำตระกูลอย่างเคยชินเวลาวางแผนอะไรในหัว


ไอ้เรื่องที่จู่ๆรัฐฯก็มาพักโครงการที่สร้างเสร็จไปเกินครึ่งนี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ยังไงผมก็ทำพันธะสัญญาผูกมัดไว้หมดแล้ว ที่ตรงนั้นก็เป็นในนามบริษัทเราทั้งหมด พูดตามตรงเขาคงไม่ทำแบบนี้ถ้าไม่ได้ถูกใครคนใดซื้อตัวไปแล้ว

ไหนจะไฟไหม้ที่โกดังนั่นอีก ผมไม่โง่และอ่อนต่อโลกจนเห็นว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ภัยธรรมชาติ หรือกลุ่มศัตรูทั่วไปหรอกนะครับ เพราะในโกดังนั้นเปรียบเสมือนตลาดมืดขนาดใหญ่ก็ว่าได้

ผมไม่เคยพูดสินะว่าเป็นคนดี
แน่นอน พวกเราทั้งหมดในวงการนี้ไม่ได้เป็นคนดี
ยกตัวอย่างเช่นกันต์พิมุกต์คนนั้นน่ะ ธุรกิจนอกกฎหมายเต็มมือเสียทีเดียว


ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าผมอยู่เหนือกฎหมายนะ
ผมคิดว่าผมไม่ได้อยู่ในกฎหมายแต่แรกต่างหาก


“ผมว่าเรานิ่งรอดูไปอีกซักพัก ทางโกดังได้สืบสาวจับตัวคนก่อเพลิงมาได้แล้ว ส่วนเรื่องแสกนดิเนเวียผมเห็นว่านายควรปรึกษานายใหญ่นะครับ”

โจพูดรัวด้วยเสียงโมโนโทนที่ค่อนข้างเบา เขารู้ดีว่าเรื่องรัฐบาลน่ะให้พ่อเป็นคนจัดการดีกว่า ถึงแม้ยังไงผมก็ต้องตามไปด้วย


“อืม… ฉันเห็นด้วย นายออกไปรอข้างนอกแป๊บนึง”

สั่งคนสนิทก่อนจะกดโทรศัพท์ส่วนตัวซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนปกติอย่างเครื่องอื่นไปหาพ่อบังเกิดเกล้า

ไม่นานนักปลายสายก็กดรับ



[ว่าไงลูกชาย]


“ได้รับรายงานเรื่องแสกนดิเนเวียแล้วใช่ไหมครับ”


[เห็นแล้ว คงต้องบินกลับไปเดนมาร์กเสียหน่อย ว่าไง ไปไหม]


ผมมั่นใจว่านี่เป็นแค่คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเท่านั้นเลยไม่คิดจะตอบ


“วันศุกร์เจอกันที่สนามบิน”


[รีบร้อนจริงเชียว จะไปยูเครนด้วยรึ หึ]


เสียงหัวเราะในลำคอของพ่อเป็นสัญญาณว่าเขาคงชอบใจในความเด็ดขาดของผม

แน่นอน ถึงผมไม่ไปดูด้วยตัวเอง เรื่องก็จบอยู่แล้ว
แต่เมื่อไหร่ที่มีเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลใหญ่ๆ ผมลงไปดูเองแน่ใจที่สุด


เชื่อใจใครไม่ได้หรอกครับ
เงินซื้อได้ทุกอย่าง
แม้แต่จิตวิญญาณของคน


“ทำไม จะไปหรอ”


[ฉันแก่เกินจะไปบู๊กับแกแล้ว ทำงานให้ดี อย่าให้ฉันต้องผิดหวัง]


รูปประโยคเดิมที่เป็นดั่งเทปกรอไปมาซ้ำๆทุกครั้งที่มีงานใหญ่ ถามว่ากดดันมั้ย? ก็ไม่

ในขณะที่นิ้วกำลังเลื่อนไปที่ปุ่มวางสาย เสียงจากอีกฝั่งก็ดังขึ้นเสียก่อน


[แล้วภูวกุลน่ะ ระวังไว้ด้วย]


ผมเลิกคิ้วกับประโยคข้างต้น น้อยครั้งที่พ่อจะหยิบยกตระกูลใดตระกูลหนึ่งให้ผมเฝ้าระวังและระแวง 

แปลก
แปลกจริงๆ

ผมไม่ได้ถามอะไรต่อเมื่อนิ้วตัดสินใจกดวางสายไป
แน่นอนพ่อรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผมไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ ชีวิตผมอยู่ใต้การสำรวจของเขาจนวันที่เขาหมดลมนั่นแหละครับ


“โจ”

ส่งเสียงออกไปไม่ดังไม่เบา คนของผมถูกฝึกมาให้ระวังตัวเป็นพิเศษ ประสาทสัมผัสตอบรับเลยดีกว่ามาตรฐาน


“ครับนาย”


“จัดเครื่องไปเดนมาร์กวันศุกร์ และวันอาทิตย์ไปยูเครน”


“จะไม่พักที่เดนมาร์กนานกว่านั้นหรือครับ”

ผมเลิกคิ้วกับคำถามของเขา เป็นอันรู้กันดีว่าเวลาผมทำงานผมจะทำรวดเดียวให้เสร็จ ไม่พักยาวๆเพราะมันเสียเวลา


“คนของภูวกุลกับไคเซอร์ก็ไปครับ”

เขาไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นแต่สายตายกยิ้มนิดหน่อยราวกับจะล้อผม


“ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องอยู่นานกว่านั้น”

เพิ่งเจอกันไปไม่นาน จะเจอทำไมบ่อยๆครับ อีกอย่างผมก็ยังไม่ได้วางแผนเล่นเกมกับแบมแบมเลย ขอเคลียร์งานให้เสร็จๆดีกว่า


“โอเคครับนาย แล้วยูเครนละครับ”


“ยังไม่มีกำหนดกลับแน่นอน”


“..?”

โจสบตาผมอย่างสงสัยแทนคำถามในหัวเขา


“ถ้าจะเล่นเกม ฉันก็จะอยู่เล่นด้วยซักพัก จะได้เล่นกันจนหนำใจไปเลยไง”




รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นบนใบหน้าเรียบเฉยได้สัดส่วนราวจับวาง นัยน์ตาสีนิลไม่ได้ยิ้มตามไปกับเรียวปาก หากแต่ฉายแววสนุกระคนอาฆาตไว้อย่างหนักแน่น 

โจหันหลังให้เจ้านายวัยใกล้กันของเขาและเดินออกจากห้อง ถึงแม้จะเห็นคนทำสีหน้าแบบนี้มานับไม่ถ้วน โจสารภาพว่ายังไงแล้วใบหน้าเปื้อนยิ้มราวจะปลิดชีวิตของผู้เป็นนายก็น่ากลัวที่สุดอยู่ดี


ต้วนอี้เอินเวลากำลังสนุกน่ะ น่ากลัวยิ่งกว่าอะไร





*




ณ เมือง Charlottenlund ประเทศเดนมาร์ก



ร่างโปร่งบางนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดง ตัวขาและส่วนไม้ทั้งหมดถูกแกะสลักอย่างประณีตวิจิตร ไม่ได้ฟู่ฟ่าเหมือนสไตล์บาโรคแต่ก็หรูหราอย่างมีภูมิฐานในสไตล์ French Renaissance เช่นเดียวกับตัวอาคารกลางของปราสาทที่เขากำลังนั่งอยู่

ที่เรียกว่าปราสาทนั้นเป็นเรื่องจริง 
Charlottenlund Palace ในปัจจุบันนั้นเป็นที่อยู่อาศัยแก่ประธานกรรมการสูงสุดของ‘ธุรกิจ’ใต้ดินที่เซ็นตกลงกันไปคราวก่อน แน่นอนเขาพ่วงตำแหน่งประธานกลุ่มพันธมิตรนานาชาติอีกด้วย 


หึ

อยากจะรู้จริงเชียวว่าสัมพันธไมตรีของคนดังกล่าวจะดีแค่ไหนกัน


แต่ก่อนที่จะคิดอะไรได้มากกว่านั้น รองเท้าหนังคู่คุ้นตากระทบกับพื้นไม้แท้ดังทั่วห้องนั่งเล่น แบมแบมคิดสบถในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบคนที่ไม่ต้องมองหน้าก็รู้ว่าใครด้วยสายตาเรียบเฉย


“สวัสดีครับภูวกุล”

เป็นคนหลังที่ทำให้ต้องรีบลุกขึ้นยืนจับมือทักทาย



“สวัสดีครับมิสเตอร์ต้วน”

ไอเย็นจากยิ้มของชายวัยกลางคนแผ่ซ่านทั่วบริเวณที่พวกเขายืนอยู่ เรย์มอนด์ต้วนไม่ได้เป็นคนที่ดูเย็นชาจากภายนอก ใบหน้าเขาประดับด้วยรอยยิ้มเบาบางราวปุยเมฆเสมอๆ

ที่น่ากลัวคือเขาไม่เคยยิ้มจากใจจริง
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเขาใช้ชีวิตราวไร้หัวใจ

ถ้าถามว่าหัวหน้าตระกูลคนนี้มีข่าวลือมาอย่างไรล่ะก็ ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเลือดเย็นได้อย่างมีไมตรีจิต


“มีปัญหาอะไรหรือครับถึงได้มาที่นี่”

เสียงที่สามดังขึ้นจากด้านหลัง แบมแบมหันไปมองทายาทแห่งตระกูลไคเซอร์ซึ่งเพิ่งบินมาจากประเทศไอร์แลนด์


“นิดหน่อยน่ะครับ”

ทางเรย์มอนด์ไม่ได้ตอบกลับมากมาย เขาเองก็เช่นกัน การพูดคุยสบายๆไม่ใช่วิศัยของพวกเขาเสียเท่าไหร่ 

ยิ่งคนนอกรู้เรื่องของเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีจุดอ่อนมากเท่านั้น


“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของผม”

ผม เรย์มอนด์ มาร์ค อเล็กซ์ หันไปมองผู้มาใหม่ซึ่งกำลังก้าวเท้าลงบันไดกลางห้อง 


พัคจินยอง


สังเกตุจากหน้าตาแล้วคนตรงหน้าเป็นคนชาติใดชาติหนึ่งในเอเชียแน่นอน ซึ่งแบมแบมมั่นใจว่าน่าจะเป็นสัญชาติเกาหลีใต้


“เชิญคุณอเล็กซ์ก่อนเลยครับ”


นัยน์ตาดำขลับแทบจะไร้ประกายใดๆ คล้ายหลุมอวกาศที่ดึงดูดทุกสิ่งเข้าหา แน่นอนว่าสิ่งที่เข้าไปนั้นไม่ได้กลับออกมาอีกเลย


เช่นเดียวกับอเล็กซ์


ไคเซอร์เข้าไม่ช้าไม่เร็ว เสียงโหวกเหวกของเขาก็ดังขึ้นลั่นห้อง บอดี้การ์ดหน้าประตูดูจะทำอะไรไม่ถูกเสียเท่าไหร่เพราะนี่ไม่ใช่ถิ่นฐานของตนเอง หากทำอะไรบุ่มบ่ามขึ้นมามีแต่จะเสียกับเสีย


แต่แล้วก็เสียงลั่นไกปืนก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโหวกเหวกของอเล็กซ์ที่หยุดลง


คนติดตามของผมและตระกูลต้วนขยับตัว แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อผมและมาร์คยกมือขึ้นห้ามอย่างพร้อมเพรียง 




แกร๊ก



ประตูเปิดออกมาพร้อมกับจินยองผู้ถือผ้าเช็ดหน้าซับรอยกระเซ็นของโลหิต 


“อย่ามองผมแบบนั้น จู่ๆอเล็กซ์ก็โวยวายขึ้นมาและยิงตัวตาย ผมเองก็ไม่เข้าใจ”

ใบหน้าคมคายแสร้งขมวดคิ้วเล่นละครที่ไม่สมจริงราวกับไม่ได้มีจุดประสงค์จะตบตาใคร กลับกันเขาอยากให้เรารู้เสียด้วยซ้ำ


“ทั้งๆที่ผมให้ตัวเลือกที่สวยงามแล้วแท้ๆ เฮ้อ”

ร่างสูงพึมพำก่อนจะเดินไปเทบรั่นดีมาดื่มราวมีเรื่องเครียดในใจ


“ทางเลือกที่เลือกไม่ได้สินะครับ”

เรย์มอนด์เอ่ยขึ้น ดวงตาของชายอายุมากที่สุดในห้องยกยิ้มหน่อยๆ อย่างเปิดเผยว่าเขารู้เกมทุกอย่าง


“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้หรอกครับมิสเตอร์ต้วน ทางเราพยายามจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่าพวกท่านก็จริง แต่บางเรื่องก็ให้ไม่ได้จริงๆ มีขีดจำกัดมากมายเลยครับเดี๋ยวนี้”

น้ำเสียงนุ่มเอ่ยพลางสายหน้าเบาๆราวปลงตกกับธุรกิจในปัจจุบัน แต่มือหนายังคงขยับด้วยท่าทางสบายๆเพื่อให้น้ำแข็งลอยวนอยู่ในแก้วบรั่นดีเกิดเสียงก๊องแก๊งเบาๆ


“แล้วเราจะคุยงานกันได้หรือยังครับ”

ผมเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าการมานั่งรอแบบนี้นั้นแอบจะนานไปสำหรับทุกคนที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง


“อ่า เกือบลืมไปเลย ได้สิครับ แต่ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าพวกคุณมาด้วยเรื่องอะไร ก็เลยจัดการเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว ไม่ต้องห่วงครับเราดีลกับทางรัฐเรียบร้อย งานของพวกคุณทั้งคู่จะไม่สะดุดอีกครั้งถ้าไม่มีเหตุสุดวิศัย”

ริมฝีปากบางเอ่ยประโยคยาวๆเช่นเดิม ก่อนผู้ช่วยของเขาจะเดินเอาซองสีดำสองซองมาวางไว้ตรงหน้าโต๊ะกาแฟตัวเตี้ย

ผมพลิกอ่านทีละหน้าเช่นเดียวกับมาร์คซึ่งนั่งตรงหน้ากัน อ่านไปสักพักก็ต้องเลิกคิ้วให้กับใจความของกระดาษนี้


ทำงานเร็วชะมัด


เหตุเพิ่งเกิดเมื่อสามวันที่แล้ว แสดงว่าคนๆนี้ได้ข่าววันเดียวกับผมในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เขาใช้เวลาไม่ถึงสองวันในการจัดการกับรัฐบาลทุกประเทศในแสกนดิเนเวียในเคสของมาร์ค และทุกประเทศใน EU รวมทั้งตะวันออกกลางในเคสของผม


วางแผนไว้ดีสินะ


กระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะตวัดปากกาเซ็นอย่างไม่ลังเล แน่นอนกระดาษใบนี้ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่เหตุการณ์ที่เกิดกับโรงกลั่นน้ำมันของผมในดูไบและโรงไฟฟ้าในยูเครน เยอรมันนี กรีซ สเปน และอังกฤษนั้นมีนัยแฝงแน่นอน


จะเตือนกันสินะ


ผมละสายตาจากกระดาษขาวนวลขึ้นสบกับพัคจินยองซึ่งผละไปยืนจิบบรั่นดีอยู่ข้างหน้าต่างบานใหญ่ ยิ่งร่างของเขาย้อนแสงเท่าใดเขาก็ยิ่งดูเจ้าเล่ห์ขึ้นเท่านั้น


“ไหนๆก็มากันแล้ว เล่นโป๊กเกอร์กันสักตาไหมครับ แบบไม่ต้องใช้เงินจริงก็ได้”

ผมเห็นมาร์คแสยะยิ้มชั่วครู่จากหางตา ก่อนจะเอ่ยตอบตกลง ส่วนเรย์มอนด์นั้นขอตัวก่อนเพราะมีประชุมต่อที่สวีเดน


พัคจินยอง พัคจินยอง…
จิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์ที่ดันมีถึงเก้าหาง


แต่ถ้าหยิ่งผยองมากเกินไป
หางทั้งเก้าอาจถูกตัดโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้




*



[Mark]


ผมเดินตามมิสเตอร์พัคมายังห้องคาสิโนย่อมๆของคฤหาสน์ แน่นอนว่าในวันทำงานแบบนี้เจ้าตัวคงไม่ได้เชิญใครมาสังสรรค์ห้องนี้จึงว่างเปล่าและเงียบเกินกว่าที่เป็น

เราเล่นกันไปเรื่อยๆพร้อมกับบรั่นดีในแก้วทั้งสามที่เริ่มพร่อง นิ้วเรียวสวยของกันต์พิมุกต์คว่ำไพ่ลงกับโต๊ะเป็นสัญญาณว่าเขาผ่านตานี้

ผมมองไพ่ straight flush ในมือตนเองก่อนจะวางชิพเข้าเดิมพันเพิ่มขึ้นอีก ทางด้านจินยองเองก็ไม่ยอมเช่นกัน


“All in”

ปากบางระบายยิ้มอันคล้ายคลึงกับพ่อผมเหลือเกิน ยิ้มของคนไร้หัวใจ ยิ้มที่ผมเองก็มีไม่ต่างกัน


“หงายไพ่เลยสิครับ”

ร่างบางที่คว่ำไพ่ไปนานแล้วก้มมองนาฬิกาก่อนจะเอ่ยขึ้น แน่นอนเขาต้องไปทำธุระต่อเช่นเดียวกับผมและจินยอง


“Straight Flush”

ผมเอ่ยขึ้นก่อนจะจ้องลึกในตาสีนิลของจินยอง ดวงตาเขาแปลก แปลกจนผมอ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง รู้แค่ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าเขาจะใช้วิธีไหนในการได้มันมา



“Royal Flush ขอบคุณที่เสียสละเวลามาเล่นเกมกับผมนะครับ คราวหน้าต้องสนุกกว่านี้แน่เลย”



ตอนนี้สิ่งที่แน่นอนเกี่ยวกับพัคจินยองคือ
เขาเป็นตัวอันตราย

แต่รู้อะไรไหม ถ้าคนที่อันตรายที่สุดอยู่ใกล้ตัวล่ะก็ เป็นอะไรที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว


เรามาลองเล่นเกมกันอีกหลายๆตาก็ได้พัคจินยอง
ถ้าผมกับแบมแบมไม่เบื่อไปเสียก่อนนะ

Wednesday, 18 May 2016

Fraud 03 #ficfraudmb



03






ก๊อก 


ก๊อก 


ก๊อก 


ก๊อก



เสียงเคาะแผ่วบายามเมื่อนิ้วเรียวกระทบกับโต๊ะไม้เนื้อดีราคาเจ็ดหลัก ดวงหน้าหวานเรียบเฉยอ่านสายตาไม่ออกแต่ถึงกระนั้นแบมแบมกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก


จะทำอย่างไรให้เอาชนะคนๆนี้ได้กัน
เห็นแล้วหมั่นไส้ชะมัด


ไม่คิดเปล่าเจ้าตัวคีบชิ้นส่วนสีดำด้ารูปสี่เหลี่ยมจตุรัสอันเล็กที่สลักด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสีทองมาวางเรียงบนกระดานเกมต่อคำ


นี่คือการเข้าร่วมกิจกรรมสานสัมพันธไมตรีระหว่างตระกูลประจำเดือนน่ะสิ
และไอ้ที่แบมแบมกำลังเล่นอยู่นี่ก็คือเกม scrabble


และไอ้คนตรงข้ามที่กำลังยิ้มมุมปากด้วยสายตานิ่งงันแปลกๆก็คือมาร์คต้วน


อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ล่ะครับ ปกติกิจกรรมกระชับมิตรที่ไม่ค่อยเป็นมิตรและไม่ค่อยมีใครสนใจนั้นจัดขึ้นสองครั้งต่อปีหรือหกเดือนครั้งนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วก็เหมือนเอาทายาทจากตระกูลใหญ่ๆเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นประมาณสองชั่วโมงด้วยจุดประสงค์ที่จะเพิ่มสัมพันธไมตรี

ผมว่ามันไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่เพราะผมเองที่มาเป็นปีที่สิบกว่าแล้วก็ยังไม่มีเพื่อนใหม่อยู่ดี เพราะทุกคนทุกครอบครัวรวมถึงตัวผมเองถูกสอนให้อย่าเชื่อใจใครโดยเด็ดขาด ถ้าพลาดคือล้มและเป็นการล้มแบบที่ลุกไม่ขึ้นสถานเดียว

เพราะอย่างนั้นจึงมีแค่สายตาว่างเปล่ายามสบกับคนรอบข้าง



ติ๊ด



ผมเรียงตัวอักษรต่อจากที่มีอยู่แล้วเสร็จก็กดหยุดเวลาของตัวเองทำให้เวลาของมาร์คเริ่มขึ้น

ตอนนี้บอร์ดมีคำแปลกๆผุดอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งคำล่าสุดที่มาร์คต้วนกำลังเรียงอยู่ด้วย



ทำไมมันคิดเร็วจัง



ตอนนี้บอร์ดเกมต่อคำจุดที่แอดทีฟมีหน้าตาประมาณนี้ครับ



        a
        n
        x
        i
t h e e
        t
        y




ผมเลิกคิ้วกับสองคำที่ต่อกันได้ความหมายอะไรบางอย่างก่อนขึ้นสบตากับฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับเสียงติ๊ดของนาฬิกาจับเวลา



           a
  r e l i n q u i s h
           x
           i
  t h e e
          t
          y




ติ๊ด


ทั้งๆที่ตามกฎแล้วมันตัวอักษรเกินขึ้นมาจากที่มีบนแป้น แต่เราก็ยังเล่นเกมต่อไป จุดสนใจเบนมาที่ความหมายของแต่ละคำบนกระดานแทน



           a
  r e l i n q u i s h
           x
           i
  t h e e
          t
 d e n y




ติ๊ด



           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r
          t           n
 d e n y




ติ๊ด





           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r
          t         i n f a t u a t e
 d e n y




ผมเลื่อนสายตาจากบอร์ดกระดานขึ้นไปสบกับนัยน์ตาสีเข้มอีกครั้ง ต้องยอมรับว่าคนๆนี้หน้าตาดีมากทีเดียว ดวงตารูปอัลมอนด์ ผมสีเข้มเป็นทรง สันกรามเด่นชัด จมูกโด่งเป็นสัน ผิวพรรณที่ดูดีมีชาติตระกูลเหมาะสมกับฐานะ ไหล่กว้างในเสื้อสูทหรูหราที่วันนี้มาในแบบของผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม

แต่ที่สะกดสายตาของผมไว้ไม่ใช่หนึ่งในอะไรที่กล่าวมาเลยซักนิด


แววตา


มันคือแววตาที่ผมอ่านไม่ออก แววตาที่ไม่ได้มีมากกว่าหนึ่งความรู้สึก


แววตาแห่งความสนุก
แววตาเจ้าเล่ห์เหลี่ยมร้าย
แววตาแฝงความจริงใจประหลาดๆ
อีกทั้งยังมีแววตาอีกแบบที่ผมไม่เข้าใจ

ที่สำคัญคือแววตาแห่งความสนอกสนใจ
มองยังไงก็กระตุกวูบทุกที ไม่รู้ว่าทำไมหรืออะไรที่สั่นไหว รู้แค่ไม่ชอบมองมันเอาซะเลย


เพราะมองแล้วรู้สึกได้ว่าอยากหลบมันน่ะสิ




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r         h
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s
                                h




ติ๊ด



อยากจะหยุดเล่น แต่เกมยังไม่จบ
ผมอยากหยุดเล่นทุกเกมที่ต้องเล่นในตอนนี้ แต่ก็ติดประการเดียวจริงๆว่าเกมมันยังไม่จบ และกฎเดียวของเกมชีวิตคือต้องเล่นจนกว่าจะจบเกม


ต้องเล่น จนกว่าชีวิตจะจบ




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r         h
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s
                             s h e l t e r




ติ๊ด



“I can be”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความหมายสำหรับคนรอบข้าง แต่มีแค่ผมเท่านั้นที่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร






           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r




ติ๊ด



“Only I can”


“หึ”

เสียงแค่นหัวเราะทุ้มต่ำแทบกระซิบของมาร์คดังขึ้นพร้อมมุมปากซึ่งยกยิ้มเพียงน้อยนิด เรียวนิ้วยาวสวมแหวนประจำตระกูลหยิบตัวอักษรทั้งหมดบนแถวแล้วบรรจงเรียงลงบนกระดาน




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r
                                     o
                                     v
                                     e
                                     a
                                     b
                                     l
                                     e



นัยน์ตาเบิกกว้างชั่ววินาทีอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่สติจะกลับคืนมาเป็นปกติ ผมหันไปจดคะแนนก่อนที่มาร์คจะกดเสียงติ๊ดบนเครื่องจับเวลา

ถุงเก็บตัวอักษรว่างเปล่าแปลว่าผมได้เดินเป็นตาสุดท้ายของเกม


จะจบเมื่อเกมจบ หรือจะเล่นต่อทั้งๆที่เกมจบ
จะเล่นต่อ หรือจะจบทั้งๆที่เกมยังคงดำเนิน


ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียงตัวอักษรลงไป


           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r
                                     o
                                     v
                                     e
                                     a
                             p r o b a b l y
                                     l
                                     e




เราสองคนต่างจ้องกระดานอยู่สักพัก ก่อนต่างคนต่างเคลื่อนนิ้วมายังเครื่องจับเวลาหมายจะหยุดเกมโดยไม่ได้สังเกตุเห็นมือของใครอีกคน


ผมรู้สึกถึงผิวสัมผัสเย็น และกระแสไฟฟ้าเล็กน้อยซึ่งแล่นประจุอยู่ในตัวหลังจากการสัมผัสกัน
สายตาสองคู่เบนจากกระดานสี่เหลี่ยมจตุรัสไม่ค่อยน่ามองมาสบซึ่งกันและกันราวกับจะอ่านให้ทะลุปรุโปร่ง



thee
anxiety
relinquish
deny
scorn
infatuate
hush
shelter
inept
loveable
probably



คำกลางกระดาน 11 คำเรียงตัวอย่างสวยงามต่างจากคำอื่นๆรอบกระดานที่ไม่มีความหมายเชื่อมโยง คำพวกนี้เต็มไปด้วยความหมายและประโยคแฝง




ติ๊ด



เสียงเครื่องจับเวลาทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด เช่นเดียวกับคนตรงหน้า ผมลุกขึ้นสาวเท้าในรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาลเทาอ่อนไปยังห้องน้ำชายอย่างเนิบนาบไม่ให้ผิดสังเกตุ

แต่แล้วก็ต้องผิดหวังกับตัวเองอีกครั้ง
พักหลังนี้ผมแสดงอารมณ์เยอะเกินไป

นี่มันอันตรายมากๆ
แต่นี่ก็เป็นตัวช่วยได้เช่นกัน


เมื่อนึกได้เท่านั้นสายตาก็พลันสบกับตัวเองในกระจกเงา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นเบาบางท่ามกลางใบหน้าขึ้นสีฝาดระเรื่อเมื่อพลันนึกถึงการสนทนาผ่านเกมต่อคำเมื่อครู่





M: ‘Your anxiety should be abandoned’


B: ‘It can’t be’


M: ‘I am interested in you’


B: ‘Shut up’


M: ‘I can be your shelter’


B: ‘Only I can be my shelter’


M: ‘Are you loveable?’


B: ‘.......Probably’ 






ผมอนุญาติให้ก้อนเนื้อบริเวณอกได้เต้นรัวให้หนำใจ ก่อนที่จะถึงวันนั้น วันที่มันจะไม่ได้ขยับอีกตลอดไป



When the game ends,
The heart ends with it. 






*



เพราะร่างบางที่น้อยครั้งจะพลาดดันมัวแต่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด มาร์คต้วนที่ยืนตักเครื่องดื่มอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนบนกระจกบานเล็กหน้าอ่างล้างมือในห้องน้ำ

เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

เขาสนุกสนานกับเกมใหม่มากกว่าที่ควรเล็กน้อย
เกมนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ต้องระวังตนเองจากผู้อื่น
และต้องระวังตนเองจากตนเองอีกด้วย


น่าสนใจดีไม่ใช่หรือไง


ร่างโปร่งคิดในใจก่อนจะเสตามองใบหน้าหวานซับสีเลือดฝาดของคนในเงาสะท้อน


ถ้าถามว่าคนในเงาสะท้อนนั้นควรค่าแก่การเข้าไปยุ่มย่ามไหม คงไม่
ถ้าถามว่าคนในเงาสะท้อนนั้นมีค่าพอกับอะไรที่อาจจะเสียไปไหม ก็ไม่


แต่ถ้าถามว่าเขาสนใจคนในเงาสะท้อนแค่ไหน…
ตอบได้เลยว่ามาก

และถ้าถามว่ามีสิทธิแค่ไหนที่เขาจะเข้าไปวุ่นวายด้วยในระดับใกล้ชิดที่มากกว่าความสัมพันธ์ระดับกระชิบมิตรอันปลอมเปลือกนี้…
มาร์คขอตอบว่า 100%



Loveable?
Of course, he is. 



For he
who knows the game
will play out of the rules

For he
who knows the rules
will break the laws



And for me
who knows the heart…



Will end them all. 




มันอาจฟังดูโง่เง่าและเด็กน้อย แต่นี่เป็นเกมที่ยากที่สุดตั้งแต่มาร์คเคยเห็น

เกมของความรู้สึก
เกมที่ยากจะชนะ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะแพ้



มาลองกันซักตั้งมั้ยกันต์พิมุกต์
ว่าเราจะสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ถึงระดับไหนกัน.