Wednesday, 18 May 2016

Fraud 03 #ficfraudmb



03






ก๊อก 


ก๊อก 


ก๊อก 


ก๊อก



เสียงเคาะแผ่วบายามเมื่อนิ้วเรียวกระทบกับโต๊ะไม้เนื้อดีราคาเจ็ดหลัก ดวงหน้าหวานเรียบเฉยอ่านสายตาไม่ออกแต่ถึงกระนั้นแบมแบมกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก


จะทำอย่างไรให้เอาชนะคนๆนี้ได้กัน
เห็นแล้วหมั่นไส้ชะมัด


ไม่คิดเปล่าเจ้าตัวคีบชิ้นส่วนสีดำด้ารูปสี่เหลี่ยมจตุรัสอันเล็กที่สลักด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสีทองมาวางเรียงบนกระดานเกมต่อคำ


นี่คือการเข้าร่วมกิจกรรมสานสัมพันธไมตรีระหว่างตระกูลประจำเดือนน่ะสิ
และไอ้ที่แบมแบมกำลังเล่นอยู่นี่ก็คือเกม scrabble


และไอ้คนตรงข้ามที่กำลังยิ้มมุมปากด้วยสายตานิ่งงันแปลกๆก็คือมาร์คต้วน


อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ล่ะครับ ปกติกิจกรรมกระชับมิตรที่ไม่ค่อยเป็นมิตรและไม่ค่อยมีใครสนใจนั้นจัดขึ้นสองครั้งต่อปีหรือหกเดือนครั้งนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วก็เหมือนเอาทายาทจากตระกูลใหญ่ๆเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นประมาณสองชั่วโมงด้วยจุดประสงค์ที่จะเพิ่มสัมพันธไมตรี

ผมว่ามันไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่เพราะผมเองที่มาเป็นปีที่สิบกว่าแล้วก็ยังไม่มีเพื่อนใหม่อยู่ดี เพราะทุกคนทุกครอบครัวรวมถึงตัวผมเองถูกสอนให้อย่าเชื่อใจใครโดยเด็ดขาด ถ้าพลาดคือล้มและเป็นการล้มแบบที่ลุกไม่ขึ้นสถานเดียว

เพราะอย่างนั้นจึงมีแค่สายตาว่างเปล่ายามสบกับคนรอบข้าง



ติ๊ด



ผมเรียงตัวอักษรต่อจากที่มีอยู่แล้วเสร็จก็กดหยุดเวลาของตัวเองทำให้เวลาของมาร์คเริ่มขึ้น

ตอนนี้บอร์ดมีคำแปลกๆผุดอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งคำล่าสุดที่มาร์คต้วนกำลังเรียงอยู่ด้วย



ทำไมมันคิดเร็วจัง



ตอนนี้บอร์ดเกมต่อคำจุดที่แอดทีฟมีหน้าตาประมาณนี้ครับ



        a
        n
        x
        i
t h e e
        t
        y




ผมเลิกคิ้วกับสองคำที่ต่อกันได้ความหมายอะไรบางอย่างก่อนขึ้นสบตากับฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับเสียงติ๊ดของนาฬิกาจับเวลา



           a
  r e l i n q u i s h
           x
           i
  t h e e
          t
          y




ติ๊ด


ทั้งๆที่ตามกฎแล้วมันตัวอักษรเกินขึ้นมาจากที่มีบนแป้น แต่เราก็ยังเล่นเกมต่อไป จุดสนใจเบนมาที่ความหมายของแต่ละคำบนกระดานแทน



           a
  r e l i n q u i s h
           x
           i
  t h e e
          t
 d e n y




ติ๊ด



           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r
          t           n
 d e n y




ติ๊ด





           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r
          t         i n f a t u a t e
 d e n y




ผมเลื่อนสายตาจากบอร์ดกระดานขึ้นไปสบกับนัยน์ตาสีเข้มอีกครั้ง ต้องยอมรับว่าคนๆนี้หน้าตาดีมากทีเดียว ดวงตารูปอัลมอนด์ ผมสีเข้มเป็นทรง สันกรามเด่นชัด จมูกโด่งเป็นสัน ผิวพรรณที่ดูดีมีชาติตระกูลเหมาะสมกับฐานะ ไหล่กว้างในเสื้อสูทหรูหราที่วันนี้มาในแบบของผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม

แต่ที่สะกดสายตาของผมไว้ไม่ใช่หนึ่งในอะไรที่กล่าวมาเลยซักนิด


แววตา


มันคือแววตาที่ผมอ่านไม่ออก แววตาที่ไม่ได้มีมากกว่าหนึ่งความรู้สึก


แววตาแห่งความสนุก
แววตาเจ้าเล่ห์เหลี่ยมร้าย
แววตาแฝงความจริงใจประหลาดๆ
อีกทั้งยังมีแววตาอีกแบบที่ผมไม่เข้าใจ

ที่สำคัญคือแววตาแห่งความสนอกสนใจ
มองยังไงก็กระตุกวูบทุกที ไม่รู้ว่าทำไมหรืออะไรที่สั่นไหว รู้แค่ไม่ชอบมองมันเอาซะเลย


เพราะมองแล้วรู้สึกได้ว่าอยากหลบมันน่ะสิ




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r         h
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s
                                h




ติ๊ด



อยากจะหยุดเล่น แต่เกมยังไม่จบ
ผมอยากหยุดเล่นทุกเกมที่ต้องเล่นในตอนนี้ แต่ก็ติดประการเดียวจริงๆว่าเกมมันยังไม่จบ และกฎเดียวของเกมชีวิตคือต้องเล่นจนกว่าจะจบเกม


ต้องเล่น จนกว่าชีวิตจะจบ




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o
  t h e e          r         h
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s
                             s h e l t e r




ติ๊ด



“I can be”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความหมายสำหรับคนรอบข้าง แต่มีแค่ผมเท่านั้นที่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร






           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r




ติ๊ด



“Only I can”


“หึ”

เสียงแค่นหัวเราะทุ้มต่ำแทบกระซิบของมาร์คดังขึ้นพร้อมมุมปากซึ่งยกยิ้มเพียงน้อยนิด เรียวนิ้วยาวสวมแหวนประจำตระกูลหยิบตัวอักษรทั้งหมดบนแถวแล้วบรรจงเรียงลงบนกระดาน




           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r
                                     o
                                     v
                                     e
                                     a
                                     b
                                     l
                                     e



นัยน์ตาเบิกกว้างชั่ววินาทีอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่สติจะกลับคืนมาเป็นปกติ ผมหันไปจดคะแนนก่อนที่มาร์คจะกดเสียงติ๊ดบนเครื่องจับเวลา

ถุงเก็บตัวอักษรว่างเปล่าแปลว่าผมได้เดินเป็นตาสุดท้ายของเกม


จะจบเมื่อเกมจบ หรือจะเล่นต่อทั้งๆที่เกมจบ
จะเล่นต่อ หรือจะจบทั้งๆที่เกมยังคงดำเนิน


ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียงตัวอักษรลงไป


           a
  r e l i n q u i s h
           x         c  
           i          o                 i
  t h e e          r         h      n
          t         i n f a t u a t e
 d e n y                    s      p
                             s h e l t e r
                                     o
                                     v
                                     e
                                     a
                             p r o b a b l y
                                     l
                                     e




เราสองคนต่างจ้องกระดานอยู่สักพัก ก่อนต่างคนต่างเคลื่อนนิ้วมายังเครื่องจับเวลาหมายจะหยุดเกมโดยไม่ได้สังเกตุเห็นมือของใครอีกคน


ผมรู้สึกถึงผิวสัมผัสเย็น และกระแสไฟฟ้าเล็กน้อยซึ่งแล่นประจุอยู่ในตัวหลังจากการสัมผัสกัน
สายตาสองคู่เบนจากกระดานสี่เหลี่ยมจตุรัสไม่ค่อยน่ามองมาสบซึ่งกันและกันราวกับจะอ่านให้ทะลุปรุโปร่ง



thee
anxiety
relinquish
deny
scorn
infatuate
hush
shelter
inept
loveable
probably



คำกลางกระดาน 11 คำเรียงตัวอย่างสวยงามต่างจากคำอื่นๆรอบกระดานที่ไม่มีความหมายเชื่อมโยง คำพวกนี้เต็มไปด้วยความหมายและประโยคแฝง




ติ๊ด



เสียงเครื่องจับเวลาทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด เช่นเดียวกับคนตรงหน้า ผมลุกขึ้นสาวเท้าในรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาลเทาอ่อนไปยังห้องน้ำชายอย่างเนิบนาบไม่ให้ผิดสังเกตุ

แต่แล้วก็ต้องผิดหวังกับตัวเองอีกครั้ง
พักหลังนี้ผมแสดงอารมณ์เยอะเกินไป

นี่มันอันตรายมากๆ
แต่นี่ก็เป็นตัวช่วยได้เช่นกัน


เมื่อนึกได้เท่านั้นสายตาก็พลันสบกับตัวเองในกระจกเงา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นเบาบางท่ามกลางใบหน้าขึ้นสีฝาดระเรื่อเมื่อพลันนึกถึงการสนทนาผ่านเกมต่อคำเมื่อครู่





M: ‘Your anxiety should be abandoned’


B: ‘It can’t be’


M: ‘I am interested in you’


B: ‘Shut up’


M: ‘I can be your shelter’


B: ‘Only I can be my shelter’


M: ‘Are you loveable?’


B: ‘.......Probably’ 






ผมอนุญาติให้ก้อนเนื้อบริเวณอกได้เต้นรัวให้หนำใจ ก่อนที่จะถึงวันนั้น วันที่มันจะไม่ได้ขยับอีกตลอดไป



When the game ends,
The heart ends with it. 






*



เพราะร่างบางที่น้อยครั้งจะพลาดดันมัวแต่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด มาร์คต้วนที่ยืนตักเครื่องดื่มอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนบนกระจกบานเล็กหน้าอ่างล้างมือในห้องน้ำ

เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

เขาสนุกสนานกับเกมใหม่มากกว่าที่ควรเล็กน้อย
เกมนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ต้องระวังตนเองจากผู้อื่น
และต้องระวังตนเองจากตนเองอีกด้วย


น่าสนใจดีไม่ใช่หรือไง


ร่างโปร่งคิดในใจก่อนจะเสตามองใบหน้าหวานซับสีเลือดฝาดของคนในเงาสะท้อน


ถ้าถามว่าคนในเงาสะท้อนนั้นควรค่าแก่การเข้าไปยุ่มย่ามไหม คงไม่
ถ้าถามว่าคนในเงาสะท้อนนั้นมีค่าพอกับอะไรที่อาจจะเสียไปไหม ก็ไม่


แต่ถ้าถามว่าเขาสนใจคนในเงาสะท้อนแค่ไหน…
ตอบได้เลยว่ามาก

และถ้าถามว่ามีสิทธิแค่ไหนที่เขาจะเข้าไปวุ่นวายด้วยในระดับใกล้ชิดที่มากกว่าความสัมพันธ์ระดับกระชิบมิตรอันปลอมเปลือกนี้…
มาร์คขอตอบว่า 100%



Loveable?
Of course, he is. 



For he
who knows the game
will play out of the rules

For he
who knows the rules
will break the laws



And for me
who knows the heart…



Will end them all. 




มันอาจฟังดูโง่เง่าและเด็กน้อย แต่นี่เป็นเกมที่ยากที่สุดตั้งแต่มาร์คเคยเห็น

เกมของความรู้สึก
เกมที่ยากจะชนะ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะแพ้



มาลองกันซักตั้งมั้ยกันต์พิมุกต์
ว่าเราจะสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ถึงระดับไหนกัน. 



No comments:

Post a Comment