Sunday, 28 June 2015

#ฟิคปลากระเบน 04


ผมไม่ใส่งานเอาไว้ในแฟลชไดรฟ์อย่างเดียวหรอก

แน่นอนในแล็ปท็อปของผมต้องมีไฟล์ออริจินอล


เอาเป็นว่าผมไม่รู้จะบอกเขาด้วยวิธีไหนว่าผมจำเขาได้

แต่ผมไม่ได้เจอมาร์คตั้งแต่ไปเอาแฟลชไดรฟ์คืน


เราไม่มีเบอร์โทรของกันและกัน

มีแต่อีเมลที่นานๆครั้งผมจะเปิดเข้าไปเช็ค แต่นั่นแหละ ไม่มีการติดต่อที่ยืดเยื้อมาจากทริปเสม็ดครั้งนั้น


ผมไม่มีปัญหากับการนึกถึงใครนานๆหรอกครับ

แต่ผมมีปัญหากับสิ่งที่เรียกว่าความคิดถึง


นิ้วเรียวเคาะเตียงเดี่ยวสีขาวสะอาดขนาดพอนอนแค่คนเดียว แขนข้างหนึ่งรองไว้ใต้ศีรษะ แบมแบมฮัมเพลงเบาๆคลอไปกับเสียงเพลงจากมือถือซึ่งถูกต่อเข้าลำโพงมาร์แชลขนาดเท่าแอมป์ตัวเล็กซึ่งวางอยู่ใต้โต๊ะเครื่องเขียน


ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนและตอนนี้ก็เป็นปิดเทอมพักร้อน แบมแบมซึ่งเป็นคนขี้ร้อนและพ่ายแพ้กับอากาศร้อนจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องเพิ่มค่าไฟไปวันๆ


ถึงจะออกไปเดินห้างก็ไม่ได้ความรู้สึกแปลกใหม่อยู่ดี


ร่างเล็กคิดก่อนจะลุกขึ้นให้แผ่นหลังตั้งฉากกับพื้นแล้วควานหาอุปกรณ์เครื่องเขียนติดมืออย่างสมุดเสก็ตช์และดินสอปากกาพิกม่า


ไม่ได้วาดรูปนานแค่ไหนละนะ...


ว่าแล้วก็จัดการเปิดคอมที่มีรูปจากทะเลโหลดเก็บใส่โฟลเดอร์เอาไว้อย่างเรียบร้อย นิ้วเรียวขยับบนแทร็คแพ็ดเพียงไม่กี่นาทีเครื่องปริ๊นท์ขนาดเอสี่ก็มีกระดาษสองใบซึ่งเต็มไปด้วยหมึกพิมพ์นอนแน่นิ่งอยู่



หนึ่งรูปของทะเลและผืนทรายสุดสายตา



อีกหนึ่งรูปของคนที่เขากำลังตัดสินใจว่าจะ 'คิดถึง' หรือ 'นึกถึง' ดี




จัดการร่างรูปด้วยดินสออย่างเบามือเสร็จสรรพร่างเล็กก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบสีน้ำมาระบายทับ



เขาชอบสีน้ำ

อยากเป็นเหมือนสีน้ำ

ใครจะว่าสีน้ำเจือจางและไร้รูปทรง แต่เขาว่าสีน้ำมีอิสระ มีความเหลวและลื่นไหล สามารถมีความชัดและอ่อนได้เพียงแค่การผสมน้ำเพิ่ม



ข้อควรระมัดระวังอย่างเดียวของสีน้ำเห็นจะเป็นการใช้น้ำแค่พอควร ถ้าผสมน้ำมากไป กระดาษจะย่นและเป็นคลื่น



เช่นเดียวกับตัวผม



ผมเป็นพวกรักษาระยะห่างระหว่างคนอื่นและตัวเองและผมทำมันได้ดีมาตลอด


ระยะห่างที่ผมว่านั้นไม่ได้แปลว่าเราจะต้องใกล้กันแบบสีที่ข้นแห้งและเข้มทึบเกินไป

ไม่ได้ไกลกันจนสีนั้นผสมน้ำเจือจางและทำให้กระดาษเปียกชุ่มจนเป็นคลื่นเมื่อแห้งเหือด


ผมคิดว่ามันควรจะพอดี

เป็นรูปวาดซึ่งมีความไหลลื่นมีอิสระ

แต่ในความอิสระนั้นก็มีความแน่นอน



ความแน่นอนว่าเราจะ 'นึกและคิด'

ถึงกันและกัน




ลายเส้นและสีน้ำถูกระบายลงบนกระดาษในสมุดขนาดไม่ถึงเอสี่ ครูที่โรงเรียนตอนม.ปลายเคยบอกผมว่า งานศิลปะน่ะไม่มีคำว่าเสร็จหรอก จะมีก็แต่คำว่าพอดี และหยุดทำ


เมื่อพองาม ก็หยุดแต่งเติมและลดทอน

เมื่อพอดีกับใจ ก็ไม่ต้องไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาเพิ่ม


รูปของมาร์คเป็นเพียงลายเส้นที่ใช้สีน้ำวาดโครงหน้าหล่อเหลา เจ้าตัวหลับตาพริ้มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนแอบถ่ายรูปยามเช้า



พูดแล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้

หอ x มันก็อยู่ข้างๆกันเองนี่นา...






*





ความปุบปับของเด็กอาร์ตนั้นยากแท้หยั่งถึง


ใช่ว่ายูคยอมจะเข้าใจแบมแบมเพื่อนสนิทตั้งแต่อนุบาลพร่ำบอกเสมอว่า 'ของแบบนี้มันอยู่ที่อารมณ์' แต่ก็จำต้องพยักหน้าเออออเสียเรื่อยไป จนกระทั่งวันนี้เพื่อนตัวดีมันไลน์รูปวาดสีน้ำสวยงามมาให้เขา


คนตัวโตเลิกคิ้วก่อนจะขมวดคิ้วคู่เดิมเข้าเกือบเป็นปม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นรูปวาดของแบมแบม แต่บุคคลในรูปกับข้อความที่ส่งมาต่อจากรูปเนี่ยสิ...



'นายรู้จักเขาไหม'


'ฉันกำลังจะไปหาเขา'



คือข้อความที่ส่งต่อจากรูปวาดสีน้ำของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยูคยอมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี ถึงแม้เขาจะเรียนคณะนิเทศาสตร์แต่ชื่อเสียงชายนิรนามหน้าตาดีที่มักจะผลุบๆโผล่คนนี้ไม่ได้น้อยแต่อย่างใด



ถึงไม่รู้จักชื่อก็เคยเห็นรูปตามเพจคนดังของมหาลัยมาบ้าง และที่ไม่รู้จักชื่อไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียว ทุกวันนี้แอดมินเพจผู้ซึ่งโชคหล่นทับแอบเก็บภาพมาได้อย่างบังเอิญก็ยังตามหาชายหน้าตาดีในรูปสีน้ำของแบมแบมอยู่



และประโยคที่แบมแบมส่งมาให้เขานั้นใช่ว่าจะเป็นประโยคเชิญชวนแต่อย่างใด แต่ไหนแต่ไรแบมแบมจะเป็นพวกไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่แล้ว แค่มีบางครั้งที่คนตัวเล็กมีความคิดเรื่องบางอย่างอยู่ แบมแบมจึงจะส่งข้อความมาบอกกล่าวความเป็นไปของตนเอง



ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทของเขากับผู้ชายนิรนามหน้าตาดีที่ไม่รู้ว่าตัวเองดังนี่เริ่มจะน่าสนใจกว่าที่ควรแล้วล่ะสิ...





*




ตั้งแต่เสร็จไฟนอลและกลับมาจากเสม็ดผมก็เอาแต่นอน


ใครจะว่ายังไงก็ช่างแต่ผมบอกทุกคนว่าผมจะเอาแต่นอนอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่นอกจากอากาศที่ร้อนระอุ


มันเหมือนต้องนอนชดเชยชั่วโมงที่เสียไปกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำน่ะครับ


แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกและผมเองไม่เคยทำมาก่อนคือการกดเช็คหน้าจอโทรศัพท์ตอนตื่นนอน

พอมาคิดๆดูแล้วมันเหมือนผมกำลังหวังข้อความจากใครซักคน และผมไม่ค่อยทำแบบนั้นเท่าไหร่


เมื่อคิดดีแล้วก็พบว่าผมรอการติดต่อจากแบมแบมอยู่

แต่จะว่าติงต๊องก็ได้นะครับที่ผมรอจนลืมว่าเขาและผมไม่มีเบอร์ของกันและกัน ส่วนเมลที่ใช้ติดต่อกันตอนแรกก็เป็นอีเมลที่ส่วนมากจะใช้ในการติดต่อเรื่องมหาลัย ใครเขาจะไปเช็คในวันปิดเทอม


ผมมองไปรอบๆห้องสายตาก็ไปสบกับกีตาร์ตัวแรกและตัวเดียวที่ไม่ได้แตะมานานแรมเดือนด้วยเหตุจากปรากฏการณ์ส่งงานไฟนอลอันเดือดจัดพอๆกับน้ำในกาต้มน้ำร้อน




แต่ง




เสียงเพี้ยนสุดโต่งจากกีตาร์ตัวโปรดทำให้ผมยู่หน้า นี่ไม่ได้จูนนานมากจนเส้น E กลายเป็นเสียง G ละมั้งครับเนี่ย

ผมไล่นิ้วและบิดตัวปรับความตึงเส้นเอ็นไปเรื่อยๆจนถึงเส้นสุดท้าย




แต่ว




อ่า... ทำไมสายถึงขาดล่ะลูก...


สายตาก้มลงมองเส้นเอ็นที่ขาดคามือเมื่อวินาทีที่แล้วก่อนสมองจะสั่งขาให้ลุกออกจากเตียงและเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า


ยังดีที่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจำศีลหนึ่งสัปดาห์

ทำให้ผมไม่รู้สึกผิดที่จะก้าวเท้าออกไปนอกห้อง


ใส่เสื้อยืดสีขาวตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กพ่วงกับกางเกงยีนส์สีซีดขาดพับขาสี่ส่วน มือหยิบกีตาร์สีน้ำตาลอ่อนใส่เคสสีดำสนิทก่อนจะสะพายขึ้นบ่า ขยี้ผมและลูบหน้าลูบตาให้ดูเหมือนคนตื่นนอนก่อนจะสวมรองเท้าผ้าใบอดิดาสสีขาวคู่โปรดที่คนขนานนามว่าเป็นไสตล์ของฮิปสเตอร์ออกจากห้องไป


แต่พอก้าวออกจาลิฟต์เท่านั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นราวกับคนโทรมาจะรู้ว่าเขาออกมาเผชิญโลกภายนอกเสียที



"ว่า"


ทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อพบว่าชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นคนกันเองอย่างแพทเพื่อนข้างหอ



[มึงอยู่ไหน]



"กู... กำลังออกจากหอ"



[มึงเนี่ยนะออกจากหอ กูติดต่อไปหนึ่งอาทิตย์มึงเพิ่งรับโทรศัพท์กูวันนี้ กูนึกว่ามึงเน่าตายใต้ผ้าห่มละ]



เป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นทุกปิดเทอมเป็นระยะเวลาย่างเข้าปีที่สามหลังจากเขาเข้ามหาลัยมา เมื่อก่อนเพื่อนๆของเขาก็ซีเรียสกับการหายไปของเขากว่านี้ แต่พอมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทุกคนไม่สามารถติดต่อมาร์คได้จึงบุกมาเคาะประตูห้องถึงที่ แต่กลับเห็นเจ้าของห้องตื่นมาเปิดประตูด้วยหน้าตางัวเงีย ทุกคนเลยตัดสินใจว่าจะปลง



"สายกีตาร์กูขาด จะไปเปลี่ยน"



[เออๆ ละมึงไปคนเดียวหรอ]



ประโยคคำถามมาพร้อมนัยน์ตาที่เบิกกว้างกว่าปกติจังหวะเดียวกันกับที่ชายหนุ่มชาวไต้หวันก้าวเท้าลงบันไดหน้าคอนโด



"แบมแบม..."



เสียงเอ่ยเบาอัตโนมัติเมื่อเห็นการปรากฎตัวของใครอีกคนที่บังเอิญนึกถึงทุกครั้งเมื่อตื่นนอน

ลมอุ่นๆพัดผ่านพร้อมกับการทักทายแบบไม่มีเสียงของอีกฝ่าย แบมแบมเพียงแค่ยืนนิ่งพร้องมือที่ยกขึ้น เป็นการทักทายที่ดูจะไร้พลังเสียเหลือเกิน

แต่ที่ดีคงเป็นริมฝีปากที่ขยับยกยิ้มเข้ากับความอุ่นของลมและแดดล่ะมั้ง



[อะไรของมึง]



ปลายสายซึ่งยังคงถืออยู่ส่งเสียงท้วงด้วยความงุนงง มาร์คขำออกมาน้อยๆก่อนจะกรอกเสียงสุดท้ายลงบนลำโพงของโทรศัพท์มือถือ




"แบมแบมมารับกูไปน่ะ"







*





"ไปกัน"


"ใครบอกว่าจะไปด้วย"


สายตาล้อเลียนขี้เล่นของแบมแบมทำให้อีกฝ่ายอยากจะเอามือไปขยี้เส้นผมแอบยุ่งเพราะลมพัดนั่น



"หรือไม่ไป"



"เออ ไป" ร่างเล็กหัวเราะให้กับตัวเองและเริ่มออกเดินตาม "ว่าแต่ไปไหน"



"เปลี่ยนสายกีตาร์"



"นายคิดว่ามันจะมีเด็กถาปัตย์ซักกี่คนที่เล่นกีตาร์ไม่เป็น"



"เพื่อนฉันเล่นไม่เป็นซักคน"



เมื่อนึกถึงผองเพื่อนที่กระจัดกระจายอยู่คนละฝ่ายของคณะ อย่างแพทก็ไปอยู่ฝ่ายเก็บเงินค่ารุ่น แอนดริวไปอยู่ฝ่ายดนตรี เชอร์วินไปช่วยเรื่องกีฬาคณะ ก็เห็นจะมีแต่เขาที่ทำตัวล่องลอยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงสามารถทำตัวล่องหนร่อนเร่ไปวันๆได้อย่างสบายใจ



"เฮ้ยจริงดิ ประหลาดมาก"



ทั้งสองเดินมาไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงรถไฟฟ้าที่ตอนนี้คนไม่หนาแน่นมากเพราะเป็นช่วงหลังเที่ยง และยังไม่เย็นพอที่พนักงานออฟฟิศจะเลิกงาน


เอ่ยสนทนาเรื่องจุดหมายปลายทางอีกไม่กี่ประโยคก็เกิดความเงียบขึ้นระหว่างมนุษย์สันโดษทั้งสอง



ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เป็นความเงียบที่ดี

...มันดีมากๆด้วยซ้ำไป



"อ้าวมาร์ค มาทำไรเนี่ย ไม่ได้เจอนาน"


ชายวัยกลางคนเอ่ยทักมาร์คอย่างเป็นกันเอง แบมแบมมองเห็นริ้วรอยแห่งความสุขของลุงคนนั้นได้จากวิธีที่เขายกมุมปากและยิ้มกว้าง



การได้ทำอะไรที่เรารักมันเผยความสุขที่เห็นได้ชัดมากจริงๆด้วยสินะ



"สวัสดีครับลุง ผมเอามาเปลี่ยนสายน่ะ มันขาดเมื่อเช้านี่เอง"


บทสนทนาเกี่ยวกับดนตรีดำเนินไปซักพักหนึ่งโดยที่ทุกฝ่ายค่อยๆผลัดกันย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สีเข้ม



"ละนี่เพื่อนหรอ"


มาร์คเงยหน้าจากการเช็คสายก่อนจะยิ้มบางเบา



"เพื่อนร่วมเดินทางครับ"



"หืม?"



คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่ใบหน้าพลันยิ้มอีกคราเมื่อฝ่ายถูกกล่าวถึงเอ่ยขึ้นมา



"แบมแบมครับ เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง"



ว่าก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบกีตาร์คลาสสิคสีโทนเข้มกว่าของมาร์คหนึ่งระดับ



"เล่นเป็นหรอพ่อหนุ่ม"


ลุงเจ้าของร้านมองดวงหน้าหวานอย่างนึกสงสัย สังเกตุจากท่าทางของแบมแบมดูไม่น่าจะเป็นคนเล่นเครื่องดนตรีเสียเท่าไหร่



"นิดหน่อยน่ะครับ"


ว่าแล้วก็เริ่มเกลาเพลงแรกที่แว๊บขึ้นมาในหัว เป็นเพลงบรรเลงกีตาร์คู่ของศิลปินชาวญี่ปุ่นซึ่งทุกคนที่เล่นกีตาร์น่าจะรู้จักดี มาร์คได้ยินดังนั้นก็เริ่มจับคอร์ดตามและเล่นเข้าคู่ด้วยกัน


ชายวัยกลางคนมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาสนใจ


คนหนึ่งเงียบงัน ราวกับอากาศเย็นๆบนเทือกเขา

อีกคนให้ความรู้สึกอุ่น ราวกับละอองทะเลและหาดทรายขาว


พออยู่ด้วยกันดูลงตัว อาจจะแปลกไปนิด อาจจะมีเพี้ยนไปบ้างเหมือนสายกีตาร์ แต่เขาว่ามันเป็นการเจอกันของภูเขาและทะเลที่ดี



ดูจะเป็นมิตรภาพที่ดีเกิดคาด



เสียงเพลงดังไปเรื่อยๆจนถึงเวลาของวันที่ควรจะกลับ ก่อนที่ฝูงคนมหาศาลจะทะลักออกมาจากบริษัทและโรงเรียนมหาลัยต่างๆมากมายในตัวเมืองแออัดของกรุงเทพมหานคร


การเดินทางกลับครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนๆ

มีแต่ความเงียบที่ทำให้รู้สึกสบายใจ มีความเงียบและเสียงเพลงเดียวกันผ่านหูฟังคนละข้างในหูหนึ่งข้างของแต่ละคน


เพลงที่เหมาะกับการเดินทางเสียเหลือเกิน



Though nothing, will keep us together
We could steal time,
just for one day
We can be Heroes, for ever and ever
What d'you say?


ไม่ต้องถึงกับนั่งรถเล่นและกางแขนรับลมบนสะพานแขวนอย่าง Emma Watson ในภาพยนตร์เรื่อง The perks of being a wallflower... แค่เสียงเพลงกับการเคลื่อนไหวของรถไฟฟ้าและวิวไม่สวยแต่ก็ไม่เลวร้ายไปซะหมดของตึกสูงเฉียดฟ้าในตัวเมือง ก็ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก


แค่ไหล่ที่ชนกันในรถไฟฟ้าบนการเดินทางสิบห้านาที ทั้งขาไปและขากลับ ก็ทำให้ใครบางคนยิ้มอย่างที่น้อยครั้งจะยิ้มได้



...และทำให้ใครอีกคนยิ้มตาม



Sunday, 21 June 2015

#ฟิคปลากระเบน 03

"ฮ้าาาาา"

เสียงถอนหายใจที่ไม่ได้แสดงถึงความเหนื่อยล้าในแง่ลบแต่อย่างใดดังขึ้นท่ามกลางแสงแดดซึ่งเริ่มอ่อนลง เกลียวคลื่นยังพัดกระทบกับหาดทรายละเอียดไม่หยุดหย่อน สองร่างนอนแผ่หลาอยู่กลางชายหาด แขนสองข้างของทั้งคู่กางออกอย่างสบายใจ

เงยหน้าเห็นท้องฟ้าแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนกำลังบินอยู่ในอากาศ

ผมกับแบมแบมนอนอยู่แบบนี้มาซักพักแล้วล่ะครับ มันไม่ใช่ว่าเราเหนื่อยจนลุกไปไหนไม่ไหว เราไม่ได้เล่นกันหนักขนาดจะทำให้เหนื่อยขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ผมชอบการนอนมองการเคลื่อนตัวช้าๆของเมฆในวันฟ้าเปิดเสียเหลือเกิน


การนอนแบบนี้ทำให้ผมสบายใจ

และยิ่งสบายใจมากกว่าเดิมเมื่อปลายนิ้วของผมกับแบมแบมบังเอิญแตะกัน


"นี่"

เสียงเรียกของคนข้างกายทำให้หันไปมองเหมือนถูกกดรีโมทสั่งการ ผมซึ่งเปียกน้ำของแบมแบมกระจายไปทั่วใบหน้า ปรกตาที่บางครั้งก็ค้อนและขวางบ้าง ลู่แนบแก้มที่ส่วนมากจะอูมและน่าหยิกบ้าง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีกับรอยยิ้มของเขาน้อยลง


ปากที่ใช้ยิ้มน่ะดีกว่าตอนลับวาจากันเป็นไหนๆ

อ่า

ผมเผลอพูดไปแล้วสินะ



คุณรู้แล้วสินะว่าผมจำเขาได้แล้ว



*



เราใช้เวลาไม่นานในการหาบังกะโลติดชายหาดราคาย่อมเยา ผมผลัดกันอาบน้ำกับเพื่อนร่วมเดินทางที่รู้จักกันแค่ชื่อ เสร็จแล้วก็มานั่งชิวบนเก้าอี้ผ้าใบด้านหน้าบังกะโลพร้อมเบียร์คนละขวดในมือ


แชะ


เสียงชัตเตอร์อันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมแสงแฟลชขณะที่ผมกำลังวางขวดเบียร์ลงบนผืนทรายข้างเก้าอี้

หันไปมองก็พบแบมแบมส่งยิ้มทะเล้นมาให้พร้อมกับหมุนเลนส์กล้องหวังสรรหาภาพทำร้ายกันอีกรอบ


แชะ


แสงแฟลชจ้าขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมือของผมที่ยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง

"ชิ"

จิ๊ปากขำๆอย่างพอเป็นพิธีแล้วแบมแบมก็ลดกล้องลงแล้วหยิบขวดเบียร์ของตนเองขึ้นกระดกโดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าผมได้หยิบกล้องของตัวเองออกมาเหมือนกัน

ผมค่อยๆเล็งเป้าหมายผ่านเลนส์กล้อง หน้าหวานกว่าผู้ชายทั่วไปของอีกฝ่ายก้มลงเล็กน้อยทำให้ผมลงมาปรกตาเหมือนในตอนที่ผมเจอเขาครั้งแรกไม่มีผิด

มือหมุนเลนส์ปรับโฟกัสอย่างเคยชินและเคลื่อนไปหน้าอีกหน่อยเพื่อปรับค่าแสงต่างๆตามตัวฟิล์มที่ใส่ไว้ external flash ที่ติดไว้ก็ดูน่าจะทำงานได้ปกติดีเพราะเริ่มมีเสียงชาร์จแฟลชดังขึ้นเบาๆ ดีที่อีกฝ่ายคงไม่ได้ยินเพราะโดนเสียงคลื่นกลบเสียหมด

แบมแบมยังคงก้มๆเงยๆเช็ครูปในกล้องและพิมพ์บางอย่างลงบนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้แตะมาทั้งวัน

จนกระทั่งผมปรับทุกอย่างเสร็จ


"มาร์คๆ"


แชะ


ร่างบางเงยหน้าขึ้นมาจังหวะเดียวกับที่ผมกดชัตเตอร์และลั่นแฟลชออกไป แสงสว่างจ้ากระทบกับวัตถุต่างๆเพียงเสี้ยววินาทีทุกอย่างก็กลับมามืดตามเคย

แบมแบมทำหน้าตกใจเมื่อเห็นว่าผมใช้กล้องฟิล์มในการถ่ายรูปแบบเผลอๆของเขา


"ว่า"

"เฮ้ยยยยย แฟลชสภาพดีมากกกก ขอลองหน่อยๆ"

ผมว่าแบมแบมน่าจะลืมสิ่งที่เขาจะพูดก่อนหน้านี้ไปแล้วล่ะมั้ง แต่ก็ไม่แปลกที่เขาโดนก่อกวนด้วยแฟลชกล้องฟิล์ม ปกติแล้วกล้อง dslr น่ะครบครันไงครับ มีแฟลชให้ และหาซื้อแฟลชง่าย แต่สำหรับกล้องฟิล์มมันให้อีกอารมณ์นึงเลยล่ะ ก็ไม่ถึงกับหายาก แต่หาในสภาพที่ดีและไม่เหลืองจนเกินไปก็ไม่ง่าย

"ชอบหรอ"

"โคตร"

"ใช่มั้ยล่ะ ภาพดิบๆอะ แต่คลีน เข้าใจใช่ปะ"

"นั่นมันดีที่สุดแล้ว"

"มาลองถ่ายกัน"

พอมาถึงเรื่องทดลองกล้องหรืออุปกรณ์เสริม พวกหลังกล้องอย่างพวกผมที่ปกติจะเขินกล้องเสียเองเวลาโดนถ่ายก็สะบัดความเขินนั้นทิ้งไปทันที รูปดีๆมันจำเป็นต้องมีตัวทดลองเสมอ และตัวทดลองที่ว่านั่นก็คือพวกเบื้องหลังอย่างผมๆเนี่ยแหละครับ

แชะ

แชะ

แชะ

เสียงชัตเตอร์ของทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตอลทำงานไม่หยุดหย่อนไปราวครึ่งชั่วโมงก่อนที่แขนจะเริ่มรู้สึกล้าจากการเล่นน้ำเมื่อตอนบ่าย


"ฉันชอบถ่ายด้วยแฟลชพอๆกับชอบถ่ายช่วง magic hour เลย นายเป็นมั้ย"

"ฉันชอบถ่ายทุกช่วงนั่นแหละ ว่าแต่นายเคยดู mary is happy ปะ"

ผมสัมผัสได้ว่าแบมแบมเองก็เป็นคอหนังอินดี้ สังเกตุจากที่เขาเก็ทมุข sofia coppola ของผมก่อนหน้านี้ ผมชอบดูหนังนะ แต่ผมไม่ค่อยดูอะไรที่คนเขาดูกัน ว่าง่ายๆคือผมไม่ค่อยได้ดูหนังเมนสตรีมที่ฉายในโรงเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะอินดี้ฮิปสเตอร์อะไรหรอก แต่ว่าไงดีล่ะ มันไม่ใช่แนวที่ผมชอบ แค่นั้นเองล่ะมั้ง


"เคยดิ แม่งเจ๋งมาก ตอนแรกดูละจะหลับด้วยซ้ำ ไปๆมาๆแม่งรู้สึกว่ามันดีมาก"

"เออดิ ตอนแรกเงียบมาก นายรู้มั้ยว่าตอนเพื่อนสนิทแมรี่ตายฉันนั่งงงไปห้าวิ"

"พลิกแบบไม่บอกไม่กล่าวไง แล้วนายเคยดู 36 ปะ"

พอพูดถึงหนังเรื่องนี้ผมก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้คืนแผ่นให้ไอ้แพทเลยนี่นา

"นายรู้มั้ยว่าฉันหาลิ้งค์โหลดนานแค่ไหนกว่าจะเจอ แต่มันก็ดันโหลดไม่ได้ซะงั้น"

แต่เดี๋ยวค่อยคืนก็ได้มั้ง

"ยืมแผ่นมั้ย ลิ้งค์โหลดผิดกฎหมายนะ ฮะๆ"

"อย่างกับนายโหลดเพลงอย่างถูกกฎหมายงั้นแหละ"

"พูดถึงเพลง ชอบฟังเพลงแบบไหน"

"ได้เรื่อยๆ ส่วนมากก็ alternative rock pop indie folk ได้หลายแนวอยู่"

ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงตลาดทั่วไปติดหูก็จริง แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันเข้าไม่ถึงผม และผมเองก็ไม่สามารถเข้าถึงมันได้ เหมือนกับการที่ผมไม่ค่อยดูหนังในโรงแหละมั้ง

"หน้าตานายเหมือนพวกฟังเมนสตรีมป๊อบ"

ไอ้หน้าตากับรสนิยมในการฟังเพลงนี่มันสัมพันธ์กันยังไงหรอ?

"ฉันไม่รู้ว่าคำวิจารณ์นั้นคือแง่บวกหรือลบ"

"เคยฟัง paperweight มั้ย"

เมื่อผมส่ายหน้าแบมแบมจึงล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงและจัดการเปิดเพลงแข่งกับเสียงคลื่น

เสียงดีดคอร์ดบนกีตาร์ดังขึ้นเป็นการเปิดเพลง ผมเอนกายพิงผืนผ้าใบด้านหลังแล้วปิดตาลง ดนตรีสบายๆคลอไปกับเสียงของเกลียวคลื่นอย่างลงตัว

พอเริ่มจะค่ำผมก็ชักชวนเพื่อนร่วมทริปเข้าไปนอนเล่นในห้องก่อนที่ยุงจะหามเอาไข้เลือดออกมาฝากกันทั้งคู่ หน้าต่างเปิดรับลมจากข้างนอกแต่ยังกันแมลงด้วยตาข่ายแข็ง เราต่างทิ้งตัวลงบนเตียงอันไม่นุ่มมาก ต่างกันตรงที่ผมหงายหน้าแต่เขาตะแคงข้าง

ผมหันหน้าไปมองคนข้างตัวจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาสบตากัน


บางอย่างบอกผมว่าเขาเองก็กำลังรู้สึกสบายใจ


และเสียงเพลงที่เขาเปิดให้ผมฟังเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหูราวกับเปิดซ้ำๆ แต่นั่นไม่ทำให้ผมเบื่อเลยซักนิด


I've been this way
With so many before
But this feels like the first time

Happy to lay here
Just happy to be here
I'm happy to know you


รอยยิ้มเกิดขึ้นตอนไหนผมก็ไม่อาจทราบได้
และผมไม่ได้เป็นคนเดียวที่ยิ้ม



*

เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นด้วยบรรยากาศสบายๆเช่นเดิม แสงแดดอ่อนๆส่องเข้ามาทางม่านโปร่ง ไม่ได้ให้ความรู้สึกแยงตาหรืออะไรแต่กลับให้ความสดชื่นที่แดดเมืองกรุงให้ไม่ได้

ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับมือของแบมแบมซึ่งเอื่อมมาแตะเบาๆบนมือที่หงายขึ้นของผม ปลายนิ้วสัมผัสกันเพียงเบาบางเหมือนลมเย็นยามเช้าที่สัมผัสผ้าม่าน


"จะบอกว่าขอแฟลชไดรฟ์คืนด้วย"


50%


.
.
.
.
.
.
.
.

เอ๋อแดกสิครับยังไง

เอ้อ

เขาก็จำผมได้

เอ้ออออ…

สรุปจำกันได้ทั้งคู่

ผมเด้งตัวขึ้นมานั่งในท่าขัดสมาธิหลวมๆด้วยความแปลกใจปนตื่นเต้นอย่างที่ไม่ค่อยได้รู้สึกยกเว้นตอนแบบตึกรอบแรกผ่านอย่างไม่โดนอาจารย์ล้ม

“รู้ได้ไงว่าฉันเอาไป”

เท่านั้นแบมแบมก็ระเบิดเสียงหัวเราะราวกับจะสร้างเฮอริเคนเสียงหัวเราะเสียอย่างงั้น เมื่ออีกฝ่ายยังไม่อธิบายเรื่องราวผมก็ยิ่งคำถามไปอีก “แล้วจำกันได้เมื่อไหร่”

“เอาตรงๆปะ ตอนแรกจำไม่ได้หรอก”

“อ้าว”

“ไม่เคยเป็นหรอ รู้ว่าคุ้นหน้าแต่ไม่รู้ว่าเคยเห็นที่ไหนอะ”

“นั่นมันก็เคย ตอนแรกฉันเห็นนายก็รู้สึกงั้นแหละ”

แว๊บที่ผมเห็นใบหน้าของคนที่กำลังสนทนาอยู่ในอะควาเรี่ยมนั้นน่ะ มันคุ้นเสียจริงๆครับ เพียงแต่แสงอันน้อยนิดจากตู้ปลานั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรๆบนใบหน้าของแบมแบมเด่นชัดขึ้นมานอกจากเส้นผมที่ปรกตาอยู่ตลอด เอาเป็นว่าผมมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าจริงๆเขาหน้าตาเป็นอย่างไร

“จนกระทั่ง?”

แล้วไหงผมกลับเป็นฝ่ายตอบคำถามซะงั้นล่ะครับเนี่ย

“จนนายยื่นหน้าเข้ามาในเฟรมกล้องนั่นแหละ”

“โห นี่จำกันได้ตั้งแต่อยู่หัวลำโพงแล้วหรอ”

ร่างเล็กกว่าแสร้งทำเสียงล้อเลียนและอ้าปากราวกับตกใจ

“นายจะบอกว่านายจำฉันไม่ได้จนกระทั่งเมื่อคืนไรงี้หรอ ใจร้ายชะมัด”

“ไม่ถึงกับเมื่อคืนนะ ตั้งแต่ตอนที่ฉันมัดผมให้นายล่ะมั้ง”

ว่าไปแล้วตอนไปร้านปริ๊นท์ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้เอายางมัดผมไปด้วยความเร่งรีบจะส่งงาน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าตอนส่งงานอีกแล้วล่ะครับ คอนเฟิร์ม

“แล้วอะไรทำให้จำกันได้ล่ะ”

“พี่ที่ร้านปริ๊นท์ไลน์มาบอกว่าแฟลชไดรฟ์ของฉันอยู่กับคนที่ชื่อมาร์ค แต่เท่าที่ฉันนึกๆดูฉันไม่น่าจะมีเพื่อนชื่อมาร์คถ้าจำไม่ผิด”

ผมหัวเราะให้กับท่าทางแกล้งคิดของอีกฝ่าย คณะแบบพวกผมนะครับเพื่อนเยอะก็จริง แต่ส่วนมากก็จะเป็นเพื่อนสายเดียวกันเนี่ยแหละครับ ไม่ในคณะ ก็ไม่พ้นคณะลูกพี่ลูกน้องอย่างศิลปกรรมหรอกครับ

“มาร์คมีตั้งเยอะตั้งแยะ”

ร่างบางกระเถิบไปนั่งเยื้องๆหลังผมแล้วจัดการรวบผมสีเข้มยุ่งเหยิงรับการตื่นนอนยามเช้าของผมไปมัดหลวมๆ

“กระเซิงแบบนี้ มีไม่กี่คนหรอก”

“พวกสินกำก็กระเซิงนะ”

ผมยังคงเถียงกวนๆไปด้วยอารมณ์ดีที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงอารมณ์ดี เงยหน้าไปด้านหลังก็พลันสบตากับอีกฝ่ายซึ่งนั่งอมยิ้มเสมือนอารมณ์ดีไม่แพ้กัน มือบางทำท่าจะกดตัวผมลงนอนเพื่อกลั่นแกล้งและผมก็ดันพลาดท่าเสียการทรงตัวลงทำให้ผมที่เพิ่งมัดไปหมาดๆกระทบกับหมอนข้างเข่าของแบมแบม

นับเป็นครั้งที่สองล่ะมั้งที่ผมได้มองเขาในมุมช้อนแบบนี้ ผมปรกตาแบบนี้แหละที่ทำให้ผมจำได้ว่าเขาคือแบมแบม แบมแบมเด็กกราฟฟิคที่มาบ่นในร้านปริ๊นท์ละจากไป

นัยน์ตาของคนตัวเล็กดูมีอะไรที่ผมเองก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้ แต่ผมว่าผมเข้าใจสิ่งที่เขาอยากจะสื่อหรือบังเอิญเผลอสื่อออกมา ซึ่งเป็นอารมณ์เดียวกับเวลาผมดูหนังที่ไม่ค่อยมีบทพูดแหละมั้งครับ

บางอย่าง บางคำพูด บางอารมณ์ มันไม่จำเป็นต้องใช้การออกเสียงหรือตัวอักษร
แต่มันออกมาจากบรรยากาศที่เราแผ่ออกมารอบตัว

แบมแบมยิ้มบางก่อนจะปัดปอยผมด้านหน้าซึ่งค้างอยู่ตรงหว่างคิ้วของผมออก

“มาร์คที่แย่งร้านปริ๊นท์น่ะ จะมีซักกี่คนเชียว”

อ่า…
มาร์คที่แย่งร้านปริ๊นท์ก็เป็นชื่อที่ไม่เลวนะ…

ผมพลิกตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับแบมแบมที่ตอนนี้หยิบกล้องดิจิตอลขึ้นมาเช็ครูปที่เหลือจากเมื่อวาน ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับคำถาม

“แล้วตกลงแฟลชไดรฟ์อะ เอามาปะ”

“ฮึ”
ผมสงเสียงปฏิเสธในลำคอพร้อมส่ายหน้าเบาๆ
“จะรีบเอาคืนทำไม”

“มีงานอยู่ในนั้นอะ อาจารย์ส่งเมลมาว่าให้ลงเว็บ”

อ่านไม่ผิดหรอกครับ ใช่ครับ ถึงจะปิดเทอมแล้วอาจารย์ก็ยังมีอำนาจมืดบางอย่างในการจิกพวกผมให้กลับไปเปิดคอมทำงานได้ ถึงจะเป็นแค่การเอารูปจัดหน้าโยนๆลงเว็บแต่มันก็ไม่ได้ใช้เวลาแค่ห้านาทีเสมอไปหรอกครับ ไหนจะต้องเขียนบรรยายงานอะไรเทือกนั้นอีก ปรับไซส์ไฟล์อีก อย่างต่ำยี่สิบนาที…

“อืม งั้นกลับไปแวะหอก่อนละกัน เดี๋ยวหยิบให้”

“เฮ้ยไม่รีบๆ หอนายอยู่ไหน อาจจะไกลกับหอฉันมากก็ได้”

แบมแบมโบกมือชิวๆอย่างไม่ซีเรียสก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องแล้วก้าวเท้าออกสัมผัสทรายอุ่นๆยามเช้า กลิ่นไอทะเลพัดเข้ามาให้สูดอย่างเต็มปอด คลอเคลียไปกับกลิ่นสบู่อาบน้ำที่พัดผ่านตัวของผู้ร่วมห้องเข้ามากระทบจมูกของคนอยู่ปลายลมอย่างผม

มือหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายแผ่นหลังของแบมแบมตั้งแต่ตอนไหนผมเองก็ไม่รู้ตัว แปลกดีที่ถึงจะชอบถ่ายรูปแค่ไหน รูปที่ถ่ายจากมือถือดันมีไม่ถึงพันรูปด้วยซ้ำ เห็นทีผมคงเป็นพวกติดนิสัยการส่องโลกจากเลนส์ล่ะมั้งครับ

แต่การแอบถ่ายคนคงเป็นข้อยกเว้นและข้ออ้างในการใช้กล้องมือถือที่ดีทีเดียว

“หอฉันอยู่หลังมอเอง นายอะอยู่ไหน”

ในตอนนั้นผมที่จ้องมองแผ่นหลังบางอยู่ไม่รู้เลยว่าคิ้วของเขานั้นเลิกขึ้นก่อนรอยยิ้มสดใสจะตามมาสมทบบนใบหน้าหวาน เสียงใสเอ่ยลอยๆผ่านเสียงลมพัดและเสียงโมบายเปลือกหอยบริเวณหน้าต่าง

“ความบังเอิญโคตรจะไม่สิ้นสุดเลยให้ตายสิ”

ผมเดาว่าเขาเองก็อยู่ละแวกเดียวกัน
แต่ที่ไหนได้…

“ฉันอยู่หอนอก x”

เราอยู่หอข้างๆกันนี่เอง


*

รถไฟจะเดินทางกลับจากระยองไปกรุงเทพใช้เวลาซักพักใหญ่ๆ เป็นระยะเวลาเดียวกับขามา เพียงร่างสูงไม่ได้หลับใหลทันทีที่ขึ้นมานั่งพิงเบาะหนังสีกรมท่าเหมือนเมื่อวานตอนเช้า ดวงตาเรียวมองผ่านกระจกไปยังทิวทิศน์ข้างทางซึ่งค่อยๆแปรเปลี่ยนจากต้นมะพร้าวต้นปาล์มและทะเลเป็นทุ่งนาและเทือกเขาประปราย

แบมแบมจ้องมองไปยังกระจกเดียวกัน แต่ในสายตาของเขาไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งรอบตัวด้านนอกรถไฟ ร่างเล็กพิจารณาใบหน้าของมาร์คบนเงาสะท้อนของกระจกก่อนจะยิ้มกับตัวเองในความคิดเงียบๆ


วันนั้นที่ร้านปริ๊นท์แทบไม่ได้มองหน้ากันด้วยซ้ำไป
แต่ก็ยังอุตส่าห์จำกันได้


ร่างบางเบือนหน้าจากกระจกใสมาหันหน้าตรงก่อนจะค่อยๆหลับตาลงโดยไม่ทันที่จะเห็นว่าสายตาของคนเคยถูกมองบัดนี้เปลี่ยนเป็นฝ่ายมองแทน และก็เป็นอีกครั้งที่มาร์คเลือกใช้กล้องสมาร์ทโฟนเพราะมันสามารถเก็บเสียงชัตเตอร์ที่กล้องใหญ่ไม่สามารถทำได้

ไม่รู้ว่าเขาชอบแสงที่กระทบลงบนใบหน้าของแบมแบมในตอนนี้
หรือชอบใบหน้าของแบมแบมตอนหลับตาพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก

...ไม่รู้จริงๆว่าชอบอะไรมากกว่ากัน

พอคิดไม่ตกศีรษะของร่างหนาก็กลับมาพิงไว้ที่เบาะตามเดิม เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆตามระดับความง่วงที่มี เพลงในเพลย์ลิสต์ที่ตั้งไว้เฉพาะฟังเวลาเดินทางถูกเร่งเสียงขึ้นอีกครา มาร์คได้เข้าสู่ภวังค์ที่มีแต่ตนเองตามแบมแบมไปติดๆ

การนั่งรถไฟขากลับเหมือนกับการนั่งรถไฟขามาทุกอย่าง
มาร์คยังคงหลับลึกเหมือนเดิม และหัวหนักๆยังคงพิงมาที่ไหล่ของแบมแบมเช่นเดิม
หูฟังยังคงส่งต่อเสียงเพลงคนละเพลงสู่ใบหูคนละคู่

ที่เพิ่มขึ้นเห็นจะเป็นไออุ่นจากมือคนข้างๆที่เคลื่อนมาจับกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
...ก็แค่นั้นเอง

Wednesday, 17 June 2015

Back when 02

Maybe Lucifer wasn't evil after all

Maybe he or she was just the moon

Trailing after the earth who was set to be the 'creation'

Orbiting in the bounded force within a controlled track of life.

Trailing after what we call

the Almighty Sun


I wrapped up my short poem with the last drop of black ink from my pigma pen. The slightly rough feeling when the tip of the pen scratched on the surface of a piece of paper was what kept me physically writing and using up natural resources rather than going fully electronic.


Before I found out that writer was actually quite a decent career, I wanted to be an archeologist. I was so intertwined with the mysteries of Ancient Egypt stories. Their culture was like a novel - a tale to be told, a film to be seen, a photograph to be kept.


I trailed my eyes on the racks of history books about ancient cultures and realised my love for that had never really vanished. ( I mean I still write fictional books where characters are implemented in ancient egyptian cultures.)


These reminded me of the conversation I had with Youngjae a couple days ago. We went to this museum and there was an exhibition about astronomy in ancient beliefs. It stated the possibilities of the shapes of the earth in reference to the shadow the moon casted on ground. Even though the earth was believed to be flat, paleolithic ancestors knew we were living on something circular.


But that's not the point. When I read this theory where they called the moon Lucifer, I sparked this idea that humanity never actually 'know' (or knew) things for real.


We exist and we have proves. Yes.

But we make judgements upon which things exist and which do not.

We believe that for something to 'exist' it must at least have a physical form or formula.


But Mark was beyond every theory and textbooks I had ever flipped through so far.


He was like a hologram. A projected mind.

He can communicate

He can think

He can react

He can sense me


It was as if we can feel each other's existence without being 'together'.


*


I came home one night from giving special philosophical lecture in a university to find another 'vision' of Mark. The guy wore a very comfy looking t-shirt with casual grey sweatpants - seemed like he was as ready for bed as I happened to be.


His brown eyes kept looking through mine with this same old recognisable way of looking. Yet, no matter how familiar the stare seemed to be, I still couldn't manage to figure out how and why I happened to feel that he was a very 'everyday' material for me.


Not everyday as in now.

But everyday as in somewhen so long before.


I moved my lips without any voices,

"Why can I see you?"


"I don't know"

His lips parted to mime some words without having to actually cause vibrations in the larynx.


That's the new fact we learned about lately - if any of us speak, the vision of each other would be gone for a day or longer. 


It was like we were not meant to communicate.

...Not yet.


It was okay at first. It was okay the first time he disappeared completely from my sight for 24 hours even though the voice still remained.


But somehow I missed the feeling.

That feeling to be lost, you know?


It was clear blue sky but one second later a swirl of sparkling ignited rocks.


I missed wondering in these fluctuating eyes


*


So we'd been talking. You might wonder what it was like when we talk. It was pretty much like talking on the phone except we didn't need to hold anything. We just continue our normal activities and talk. Sometimes out loud, sometimes just thinking.


Today was another of those days we slipped our voices out and the visualisation got blacked out.


It was Mark who started the conversation.


"I have a question"


"Go on"


"Are you real. I mean. Do you have a life or is this just my weird hallucination"


It was quite a humour when he asked exactly the same question I asked myself every single day.


"My name is Bambam Kunpimook Bhuwakul. I am 24. I graduated Master's degree in philosophy for half a year already and I sometimes give occasional lectures to university students"


"Oh... Wow"


"What do you mean 'wow'?"


"Nothing. I just... Did not expect you to be so real"


Neither did I


"And you... Mark... Are you real?"


"I'm Mark Tuan, taiwanese living in LA. I'm 25 years old, studying diploma in astronomy. Part-time working as a guest lecture, too, actually. So how real do you think I am now?"


"Even more real than I expected."


A smile automatically appeared on my face. I guess it was my subconscious. Talking to him made me grin lightly almost all the time.


"Why do you think I'm in your head and you happen to be in mine?"


"Honestly, not a clue. But you know a friend of mine mentioned reincarnation"


Youngjae's face popped up the next thing in my head. He had been repeating this theory to me since the day I decided to tell them this incidence of Mark.


"Reincarnation? So you friend suggests we were involved in previous life?"


"Well, I mean, it sounds weird. Not total stupidity but very strange as you may think."


"No no, I think it's very interesting"


"You do?"


"You see. There can't be anything more weird than what we're doing right now."


"Lol true."


Then we had some kind of dead air. I did not think it could be called awkward since I did not feel awkward at all. It differed from all the pauses we had so far.


Normally if we had pauses, we continued on whatever we were physically doing in our real worlds. I was about to grab a cup of hot tea from the dining table when Mark started to speak again.


"My colleague once said 'sometimes there's this person you never really get over'. Do you think it has something to do with this?"


I didn't know what he wanted to say

I didn't think I was allowed to make expectations

I didn't think I was capable of giving any comments.


So I lightly joked around instead, even though i felt like I was about to drop my white ceramic cup.


"Wait. Are you confessing? Haha"


That question I asked was our turning point.




"What if I am"




And from then on, I started to feel his arms around me.




*



I woke up one sunday morning feeling warmer and cozier than I usually did. I blinked my eyes several times in order to adjust to the level of brightness.


That was when my eyes shot wide open.


Someone had his arms around me from my back. Without any useless hesitation, I turned my whole body around, facing that mysterious man. I turned around just to find he was no stranger.


It was Mark Tuan.


He had his arms around me. We were cuddling in my bed. It felt warm. Really warm.


And that's the problem.


We hugged a couple of times since that turning point conversation but honestly it never felt this warm.


I decided not to speak despite how much I really wanted to do that because if I do, he might disappear and this new thing would lead to nothing at all. I nudged him on the shoulder and Mark opened his almond shaped eyes.


I quickly put my index finger over my lips so he understood we were not meant to speak but to mime.


'This feels new'

Was the first sentence he mimed. We could not mime a very long sentence since neither of us were experts at miming.


'I know'


I looked up into his eyes and realised our faces were only an inch apart. I could even feel his warm breath breathing onto my nose. My body told me to run my hand on his face and I followed its command.


I could feel his skin. His jawbones. His nose. His eyelids. His lips.


We did not break eye contact until he started moving closer and I felt more nervous than ever. Our noses touched and I felt my chubby cheeks burning.


He reminded me what being shy felt like.


His gentle hand caressed the side of my face, trailing on to my dark hair. And he moved in even closer.


Closer... and closer...



Until our lips met.



Until we both closed our eyes.





It really felt like a real kiss.