'วันนั้น' ซึ่งผ่านไปแล้ว
'วันไหน' ที่อยากจดจำ
'วันก่อน' อาจจะพลาดพลั้ง
'วันพรุ่งนี้' ที่ยังไม่มา
แต่ 'วันนี้'
แค่ 'ตรงนี้'
ณ 'เวลานี้'
น่าจะพอ.
*
ความคิดไม่ได้หมุนวนอยู่ในสมองแต่อย่างใด มีเพียงแค่เสียงเพลงคริสต์มาสจากลำโพงน้อยใหญ่ตามถนนและบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าและโรงแรมซึ่งแข่งกันเรียกลูกค้าอย่างจริงจัง ภาพของพุ่มไม้ถูกตัดเป็นรูปสัตว์ต่างๆกลายเป็นความเคยชิน เป็นหนึ่งในสิ่งที่คิดเสมอว่าจะต้องเจอในเทศกาลนี้
แม้ว่ายังเป็นเวลาอีกเกือบสองอาทิตย์เต็มๆกว่าปฏิทินจะเปลี่ยนเป็นวันที่ 24 ธันวาคม มาร์คก็ไม่แปลกใจว่าทำไมทุกสถานที่จึงรีบจัดแสงสีกัน
ทุกอย่างอาจจะมีช่วงเวลาของมันล่ะมั้ง
ประมาณนั้น เขาคิดว่าน่าจะประมาณนั้น..
มาเล่าเรื่องที่ไรก็เป็นช่วงส่งไฟนอลของเทอมทุกที ผมเองก็ไม่แน่ในว่าทำไมไม่เล่าเวลาเรียนปกติบ้าง อาจเป็นเพราะมันไม่น่าสนใจเท่ารึเปล่าก็งงอยู่ แต่ตอนไฟนอลมันพีคไปหมดทุกลมหายใจ คือแค่กินข้าวผิดเมนูยังพีค ผิดทีระบบรวนไปหมด
โปรเจคจบเทอมหนึ่งเบากว่าเทอมสองเสมอ นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้สึกได้ แต่คำว่าเบากว่าก็ไม่ได้แปลว่าเบา ทุกคนยังคงต้องลืมตาอย่างอดทนทุกคืนที่ใช้ปั่นงาน เอาเข้าจริงๆถ้าทำตั้งแต่ตอนเช้ามันก็เสร็จแหละครับ อย่างผมบางทีก็ยิงยาวตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงหกโมงเย็น เสร็จแล้วกินข้าวอาบน้ำคือสลบเป็นวัน
ไม่รู้ว่ารอบนี้เป็นโชคดีส่วนตัวของผมหรือเปล่าที่ได้เด็กกราฟฟิคมาช่วยวิจารณ์ infographics ของพวก data ที่ใช้ในงานรีเสิร์ชดีไซน์ แบมแบมให้คำติชมได้สมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์ดี
แต่ถึงอย่างนั้นมันคือการส่งข้อความนั่นแหละครับ เราไม่ได้เจอกันบ่อยขนาดนั้น ออกแนวมีชีวิตส่วนตัวที่กินปริมาณไปมากกว่าครึ่ง ผมเคารพในเปอร์เซนต์ที่โลกส่วนตัวของแต่ละฝ่ายกินไป ส่วนที่เหลือจะเป็นของผมหรือของเพื่อนๆและครอบครัวเขาก็ค่อยว่ากันอีกที
แบบนี้คนคณะแบบพวกผมจึงนิยมคบกันเอง เขาที่ใครว่ากันคงถูกที่บอกว่าคนประเภทเดียวกันเข้าใจกันได้มากกว่า
ผมเดินเข้าประตูรถไฟฟ้าก่อนเสียงเตือนแหลมสูงจะดังขึ้น ผมยืนมองประตูอัตโนมัติเคลื่อนตัวปิดไม่ช้าไม่เร็วแต่เร็วพอจะทำให้คนที่เพิ่งวิ่งมาถึงหยุดตัวลงหน้าประตูอย่างเสียดาย
ผมกำลังไปปริ๊นท์งานครับ
แน่นอนร้านใกล้มอเป็นสถานที่คับคั่งเช่นเคย ร้านของรุ่นพี่ก็มีพวกเพื่อนๆในภาคที่ล่วงรู้ความลับไปต่อคิวกันแน่นเอี้ยด
หรือจริงๆมันแค่ข้ออ้างที่ผมจะถ่อไปร้านปริ๊นเดิมกับคราวที่แล้วก็ไม่รู้
วันนี้ไม่มีรถขับอย่างวันนั้นเพราะน้องชายของผมยืมขับไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ด้วยความที่เขาอยู่โรงเรียนอินเตอร์เลยปิดเร็วกว่าพวกผมที่อยู่มหาลัย
การสัญจรที่ลำบากและใช้เงินมากกว่าที่ควรในระยะทางที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ไกลนักถ้าไม่นับระยะของการจราจรซึ่งติดขัดไม่มากก็มากมาก ถ้าจริงๆแล้วพื้นตรงฟุตบาทเรียบ ถ้าสมมติรถไฟฟ้ามีสถานีเยอะและสายที่หลากหลายกว่านี้ ถ้าวันนึงรถเมล์สะอาดและน่านั่ง เอาดีๆผมคงพาตัวเองไปไหนก็ได้อย่างสงบสุขกว่านี้
แต่ก็นั่นแหละครับ มีแบบนี้ก็อยู่ไปจนกว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หรือไม่ก็จนกว่าจะสามารถย้ายไปที่อื่นได้ล่ะมั้ง
ลงจากรถไฟฟ้าและต่อแท็กซี่เข้าซอยอีกพอประมาณก็ถึงร้านจุดหมาย คราวนี้มีคนมาก่อนผมหนึ่งคน ผมเปิดประตูเข้าไปกระดิ่งร้านใหม่เอี่ยมที่ไม่รู้จะติดไว้ทำไมก็ส่งเสียงดังขึ้น บุคคลที่เคยเจอเมื่อครั้งที่แล้วนั่งอยู่ตรงที่เดิมและไม่มีวี่แววว่าจะเงยหน้าขึ้นมา
เป็นแบบเดิม
เหมือนเดิมที่เคยได้พบ
ผมควานหาแฟลชไดรฟ์ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบยื่นให้พี่ร้านปริ๊น
"ไฟล์สองอันนี้นะครับ หน้ากว้าง A0 แต่เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส กระดาษพีพีเคลือบด้านนะพี่"
ผมลงมานั่งแหมะที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามกับคนที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาเผชิญโลก ผมของแบมแบมยาวเท่ากับตอนที่เจอกันในแบบที่ผมไม่นึกแปลกใจ เพราะเส้นผมสีเข้มของตนเองก็ยาวจนมัดได้แล้วเช่นกัน
มีแค่ความเงียบ เสียงเครื่องปริ๊นท์ เสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงคลิ๊กเมาส์ดังในระยะเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนที่แบมแบมจะลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้
"โอยยยย เสร็จแล้ววววว เสร็จซะที ฮือออ"
พูดไปก็กางแขนกางขาบิดขี้เกียจก่อนจะดึงแฟลชไดรฟ์ออกจากแล็ปท็อปยื่นให้พี่ร้านปริ๊น
ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับคิ้วที่เลิกขึ้นนิดหน่อย ก่อนผมจะเห็นรอยยิ้มสดใสในฉบับกันต์พิมุกต์
"ไง"
ผมเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อนจะฟุบหน้าลงบนแขนตัวเอง ตอนนี้ง่วงมากจนจะหลับตั้งแต่ยืนบนรถไฟฟ้าละครับ พอเห็นงานที่ปริ๊นท์ออกมาอยู่ในระดับโอเคก็อยากจะทรุดตัวลงนอนเสียเดี๋ยวนี้
ผมรู้สึกได้ถึงเงาของอีกฝ่ายที่ลดตัวลงนั่งและทำท่าเดียวกับผม เสียงเล็กงึมงำในลำคอ
"ง่วงชิบหาย แต่เสร็จแล้ว เสร็จซะที"
"อืม เสร็จซะที อยากนอน"
"รอก่อน เดี๋ยวกลับด้วย"
"อยากไปกินไรอร่อยๆ"
มนต์นมสดแถวเสาชิงช้าก็น่าสน
"อยากไปเที่ยว"
สายลมสายลมแสงแดด
"แต่แม่งง่วง"
คิดถึงเตียงมากกว่า
"เออเห็นด้วย"
"เอ้าตื่นๆๆ งานเสร็จละแบม กลับไปนอนต่อที่บ้านไป๊"
เมื่อเจ้าของร้านไล่พวกเราก็หอบงานสองม้วนกลับหอด้วยสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ร่างกายอ่อนวูบชั่วขณะ พลังงานชีวิตอยู่ในระดับที่โคตรจะต่ำ
ผมกับแบมแบมแยกย้ายกันไปนอนหอใครหอมัน ตอนที่ตื่นก็พบว่าพระอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปชั่วโมงกว่าแล้ว ซุกหน้าลงไปในผ้านวมสีขาวก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของวัตถุสื่อสารชิ้นสำคัญของชีวิต
"หืม"
กรอกเสียงลงไปไม่เชิงเป็นการทักทาย
[ไปพระอาทิตย์กัน]
"มีกระสวยอวกาศหรอ"
[รู้จักคำว่ากระสวยด้วยหรือไง หมายถึงถนนพระอาทิตย์ต่างหาก]
"เออไปดิ ขอสิบห้านาที"
[ไม่ให้ว่ะ เปิดประตูเร็ว]
ความปุบปับที่ผมรู้จักดีเพราะมีในตัวเหมือนกันไม่เข้าใครออกใครหรอกครับ นี่แหละมั้งที่เขาว่าคนเหมือนกันมักจะโคจรมาได้ใกล้กันอย่างน่าพิศวง
ผมลากขาไปเปิดประตูห้องด้วยหัวยุ่งราวรังนกและเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวกับกางเกงวอร์มสีเทา พอดีตอนกลับห้องมามีอารมณ์เปลี่ยนแค่กางเกงครับ ความง่วงครอบงำจนต้องล้มแผ่ลงบนเตียงหลังจากเปลี่ยนได้แค่กางเกง
"ขออีกสิบห้านาที"
พอเปิดประตูเสร็จร่างกายก็เหมือนโดนพลังลึกลับของวัตถุนุ่มที่เรียกว่าเตียงนอนดูดกลับไปอีกครั้งราวกับแรงโนมถ่วง
ผมได้ยินเสียงแบมแบมหัวเราะเบาๆก่อนจะรู้สึกถึงความยวบของพื้นที่ข้างๆกัน กลิ่นแชมพูอ่อนๆกระทบจมูกทำให้สติที่มีเหลือน้อยนิดจะสั่งให้วาดทั้งแขนและผ้าห่มโอบรอบร่างโปร่งอย่างหลวมๆ
ซุกหน้าลงบนแผ่นหลังบางที่สั่นไหวเล็กน้อย(คาดว่า)จากการหัวเราะ ผมปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ไม่ได้นับว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คนข้างกายขยับตัวหันหน้าเข้าหากัน
นิ้วเรียวจิ้มลงตรงหว่างคิ้วของผม
"ไปฟังเพลงแจ๊ซกันดีกว่า"
*
ณ ถนนพระอาทิตย์ ที่ตอนนี้มีพระจันทร์ลอยเหนือศีรษะ
บรรยากาศเต็มไปด้วยแสงไฟน้อยใหญ่ทั้งสว่างและริบหรี่จากไฟถนนไฟในร้านอาหารร้านค้ารวมถึงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ ถ้าหรี่ตาลงก็จะเห็นไฟเป็นดวง bokeh กลมๆเหมือนภาพ abstract
เสียงเพลงจากหลายร้านคลอออกมาปะปนกันอย่างสะเปะสะปะ แต่ผมคิดว่าความมั่วซั่วนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่
แบมแบมเดินนำเยื้องด้านหน้าไม่ไกลนัก เสื้อเชิ้ตสีเข้มตัดกับผิวที่ขาวขึ้นทุกวันเนื่องจากไม่ได้ออกไปข้างนอกเสียเท่าไหร่ กางเกงยีนส์สามส่วนสีขาวขาดนิดรุ่ยหน่อยเข้ากันดีกับรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สแจ๊คเพอร์เซลรุ่นคลาสสิค และที่ขาดไม่ได้คือกล้องฟิล์มแสนคุ้นมือ
ใครๆก็เรียกคนแบบพวกผมว่าฮิปสเตอร์
ใครๆก็บอกว่าคนแบบเราๆคือความอินดี้
คนส่วนใหญ่ยังคงเห็นความติสท์เป็นเรื่องของแฟชั่น เป็นไลฟ์ไสตล์อย่างหนึ่ง เป็นศิลปะ
แต่ถ้าผมบอกพวกคุณว่าพวกผมเองยังไม่รู้เลยว่าฮิปสเตอร์คืออะไรและความติสท์หรืออินดี้นั้นอยู่ที่ตรงไหน
การใช้ชีวิตรูปแบบใดแบบหนึ่งจำเป็นจะต้องมีชื่อเรียกด้วยหรืออย่างไร
จำเป็นขนาดไหนที่คนอื่นจะต้องเข้าใจชีวิตของเรา
หรือไม่มีความจำเป็นเลยด้วยซ้ำ?
ใช้ชีวิตอย่างที่อยากจะใช้ในแบบของผม ในแบบของคนแบบพวกผมที่มีคนมาขนานนามเรียกชื่อให้เสร็จสรรพ ผมคิดว่าจริงๆแล้วมันก็แค่การปล่อยตัวปล่อยใจไปในทางที่ทั้งสมองและหัวใจเกี่ยวทับกัน บางทีมีรางรถไฟสองรางก็อาจจะเลือกเดินตรงกลางหญ้าที่ไม่มีรางเลยด้วยซ้ำ บางครั้งไม่ได้จำเป็นต้องตัดสินใจเสมอไป
ปล่อยบ้างก็ได้ ไม่คิดบ้างก็ได้
ถ้าผมเป็นคนคิดมากและว่ากันตามความจริง ผมคงจะหมกมุ่นกับการคิดว่าตัวเองเป็นเกย์หรือไม่ ผมชอบผู้ชาย ผมเบี่ยงเบนตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อแม่ผมจะตำหนิอะไรมั้ย
แต่มันไม่จำเป็นต้องลงเอยแบบนั้น
แน่นอนซักวันผมอาจต้องคิด แต่มันยังมีวันที่ยังไม่ต้องคิด แล้วเราจะรีบไปทำไมกัน
เหมือนแบมแบมจะได้ยินเสียงในหัวของผมที่กำลังพูดกับตัวเองอย่างออกรส ใบหน้าหวานแต่งแต้มรอยยิ้มบาง ไม่ได้สดใสแต่ก็ไม่เชิงหมองเศร้า
เอาเป็นว่าไม่มีนิยาม
"ชอบกินอาหารญี่ปุ่นมั้ย"
เอ่ยเสร็จมือบางออกแรงผลักบานประตูกระจกใสเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นไสตล์ฟิวชั่น คณะผมน่ะรู้จักมันดีเชียวล่ะร้านนี้ มีเพื่อนในภาคคนสองคนชอบมารับจ้างเป่าแซ็คโซโฟนและเล่นเปียโนที่ร้านบ่อยๆ มันจะมาทีไรก็ชวนพวกผมเสมอ พวกแอนดริวมาบ่อยมากส่วนผมก็แล้วแต่อารมณ์ คนเยอะไปเสียงคุยก็กลบเสียงเพลง
ขึ้นอยู่กับว่าอยากฟังเสียงไหนมากกว่ากัน
มื้อค่ำดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อน พอโน้ตตัวแรกของบาร์ที่สองในเพลง Fly me to the Moon ดังขึ้น จานอาหารว่างเปล่าก็ถูกบริกรเดินถือออกไปเก็บ พร้อมกับเบียร์โฮการ์เด้นเย็นๆเข้ามาแทนที่
Fly me to the moon
and let me play among the stars
Let me see what it is like
On Jupiter and Mars
บิลถูกนำมาวางบนโต๊ะไม้เคลือบสีดำด้าน แบงค์ร้อยจำนวนพอดีนอนแน่นิ่งบนถาดพร้อมกับร่างของแบมแบมที่ลุกขึ้นยืน คนตัวเล็กคว้าขวดเบียร์ที่ยังดื่มได้ไม่ถึงครึ่งมาไว้ในในมือข้างขวา ก่อนที่มือซ้ายจะยื่นออกมาตรงหน้าผม
In other words,
Hold my hand
จับมือข้างหน้าราวกับร่างกายถูกสั่งงานอัตโนมัติ แรงกระชากไม่น้อยของอีกฝ่ายทำให้เซเล็กน้อย ความคิดเดียวที่มีคือต้องคว้าขวดเบียร์ไว้ในมือและออกวิ่งตามคนด้านหน้า
ออกจากร้านมาไม่ไกลนักแบมแบมก็หยุดวิ่ง เรามาอยู่ตีนสะพานตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อย่างว่าแหละครับว่าการหลงทางมันน่าพิศวงตรงที่ไม่รู้ว่าการเลี้ยวตรงไหนมันทำให้ออกจากเส้นทางหลัก
มือเล็กยังคงกระตุกและชักนำให้ผมเดินตามเขา คราวนี้ไปรับลมข้างสะพาน แสงไฟประดับมากมายทำให้ไม่รู้สึกเหงา หรือแค่เพราะปกติก็ไม่เหงา และยิ่งมีคนมาด้วยก็ยิ่งไม่เหงาก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผมหยิบกล้องโพลารอยด์รุ่นเก่ากึ๊ก ตาเล็งไปที่ใบหน้าด้านข้างของบุคคลร่วมเดินทาง แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นพร้อมกับแบมแบมที่ยิ้มขำออกมาเมื่อรู้ตัวว่าถูกแอบถ่าย
In other words,
Please be true
"ปิดเทอม ขึ้นดอยกันมั้ย"
ผมเอ่ยปากชวน ไม่ได้ผ่านความคิดหลายสิบตลบหรือการชั่งใจแปดล้านรอบอย่างที่คนปกติเวลาชวนแฟนจะทำ ไม่รู้สิ แค่รู้สึกอยากไปกับคนตรงหน้า ก็เลยชวน น่าจะแค่นั้น
ดวงหน้าหวานหันมาอย่างงงๆ ตากลมโตกระพริบปริบๆ ผมไม่เข้าใจว่าเขางงอะไรจนกระทั่งประโยคต่อไปกระทบกับแก้วหู
"รู้ได้ไงว่าเรามีบ้านที่เชียงใหม่"
เท่านั้นทั้งผมและเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ไม่รู้ว่าขำอะไร รู้แต่ว่ามันตลกดี
"งั้นพาเที่ยวสิ"
"กิ่วแม่ปาน คนเชียงใหม่คนนี้ยังไม่เคยไปเลย"
จะว่าพูดกันรู้เรื่องผมว่าก็ไม่เชิงนะ เอาเป็นว่าการแพลนทริปเคาท์ดาวน์ปีนี้สำเร็จไปได้ด้วยดีล่ะมั้ง
"ไปวันไหนดี"
ดวงตาที่หันมาสบกันส่อแววสนุกสนานถึงแม้จะโดนความเหนื่อยล้าบดบังไปบ้าง
"ไม่เกินอาทิตย์หน้า"
เมื่อไหร่จะเลิกทำอะไรแบบปุบปับน่ะหรอครับ
บอกได้เลยว่าคงไม่มีวันนั้น
*
ตอนนี้ผมอยู่บ้าน ใช่ครับ บ้านของผมที่เชียงใหม่
จริงๆก็ขึ้นมาได้เกือบสิบวันแล้ว
เราตกลงจะนั่งเครื่องมาหลังจากวิเคราะห์แล้วว่าไม่อยากเสียเวลาเกือบหนึ่งวันไปกับการนอนบนรถไฟซึ่งเคลื่อนตัวช้าเสียเหลือเกิน ไฟลท์เย็นเมื่อวานลงที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ผมพาคนกรุงเชื้อชาติไต้หวันสัญชาติอเมริกานั่งรถแดงมาจนถึงหน้าปากซอยบ้าน
แปลกดีที่มาร์คดูเข้ากับเชียงใหม่
อาจจะเป็นเพราะอากาศเย็น
เขาดูเป็นคนของอากาศเย็น
การพักผ่อนดำเนินไปอย่างเนิบนาบ ผมเอาเสื่อออกมาปูบนสนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อรับประทานอาหารเช้า แน่นอนมันคืออาหารเหนือ
"กินเป็นปะ"
เกือบลืมถามผู้ร่วมเดินทางถึงประสิทธิภาพการทดลองอาหารที่ไม่คุ้นชิน มาร์คมองอาหารในจานเซรามิคก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
โอเคไม่แปลก
"ไม่เป็น แต่กินได้"
ไม่เกินความคาดหมาย
เขาดูเป็นคนปรับตัวง่ายและเร็ว แต่ก็น่าสนใจที่ยังคงคอนเซ็ปของตัวเองไว้ได้อย่างแน่นหนา
วันหนึ่งวันผ่านไปไวเหมือนอ่านนิทาน เราตัดสินใจเข้านอนเร็วเพื่อที่พรุ่งนี้เช้าจะออกเดินทางไปยังดอยอินทนนท์และกิ่วแม่ปาน
ช่วงเทศกาลแบบนี้คนขึ้นเยอะ ฉะนั้นเรื่องการไปไหนมาไหนก็ไม่ใช่เรื่องยาก รถให้เช่า รถเหมา หรือการติดต่ออะไรก็ดูจะมีคนไปทางเดียวกันตลอด
ที่ต้องเตรียมให้พร้อมนอกจากเสบียงและเสื้อผ้าเห็นทีจะมีแค่อุปกรณ์การถ่ายรูปและหูฟัง
อ้อ
ต้องเตรียมใจไปดูดาวด้วย.
*
จากดอยอินทนนท์เดินเท้าไปอีกเกือบชั่วโมงก็ย่างเข้าเขตที่เรียกว่ากิ่วแม่ปาน หญ้าแห้งๆสีเหลืองทองปลิวไสวตามสายลมบนเทือกเขาสูงสุดในประเทศ พร้อมๆกับที่พระอาทิตย์ขึ้นทักทายก้อนเมฆประดับท้องฟ้า
ไม่รู้ว่าผืนหญ้ากับทะเลหมอกอะไรดึงดูดใจกว่ากัน
มาร์คดึงมือผมให้เดินไปบริเวณที่มีเนินเล็กๆ ร่างสูงเอนกายพิงผืนหญ้าก่อนสายตาจะทอดมองทะเลหมอก
บางทีมีทั้งสองสิ่งก็ได้
บางที่ไม่ต้องเลือกก็ยังได้
ผมลดตัวลงนั่งเอนหลังข้างอีกฝ่าย มือควานหาหูฟังในกระเป๋าเป้และไอพอดรุ่นเก่ากึ๊กที่ยังใช้ระบบหมุนเป็นวงกลมเพื่อเลื่อนรายชื่อเพลง พอเจอเพลงที่คิดว่าน่าจะเข้ากับบรรยากาศก็หลับตาลงก่อนจะปล่อยให้ไอเย็นเข้าแทนที่ด้วยไออุ่นของแดดที่เริ่มจะชัดขึ้นตามเข็มนาฬิกา
ไม่นานนักสัญชาตญาณการถ่ายรูปก็บอกให้ทั้งผมและมาร์คเด้งตัวจากกองหญ้าและกระจายตัวไปเก็บภาพวิวสวยๆที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ
ใช้เวลาถ่ายรูปอยู่บนนั้นนานเท่าไหร่ไม่ได้นับ รู้แค่เรายอมลงมาเพราะท้องไส้ประท้วง
จุดตั้งเต๊นท์ของดอยอินทนนท์ในช่วงปีใหม่คนเยอะเสมอ เช่นตอนนี้ก็มีวัยรุ่นอายุราวเดียวกันสามสี่คนมาตั้งเต๊นท์ใกล้ๆพวกผม
นอนเล่นนั่งเล่นไปๆมาๆพระอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้าอีกครา คราวนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอยากถ่ายรูป แค่เอนหัวไปพิงกับไหล่ของคนข้างๆก็รู้สึกสบายใจแล้ว
แน่นอนมีแคมป์ก็ต้องมีไฟเพื่อเพิ่มความอุ่น ผมกระชับหมวกไหมพรมสีแดงของตัวเองก่อนจะเอื้อมไปดึงหมวกสีน้ำเงินของมาร์คเล่น อากาศหนาวแบบนี้ถ้าไม่มาช่วงนี้ก็คงไม่มีวันได้เจอในประเทศโซนร้อน นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องการในปีๆนึง
มีคนเหนือหลายคนปะปนมากับชาวกรุงขึ้นดอย เสียงบทสนทนาแซมกันไปอย่างมีศิลป์
"นี่ๆ ปิ้งมาร์ชเมลโล่กัน"
ชายวัยยี่สิบกว่านามว่ามาร์คชูก้านเสียบมาร์ชเมลโล่ที่ผมเองก็ยังสงสัยว่าไปเอามาจากไหนและเมื่อไหร่ กลับกลายเป็นว่าเรามานั่งย่างขนมหวานสีขาวให้อุ่นพร้อมทานคู่กับโกโก้ร้อนสำเร็จรูปที่เอาติดตัวมาด้วย
มันไม่ได้เพอร์เฟ็คเหมือนอยู่ที่บ้าน แต่ว่ากันตามตรงก็ไม่ได้หวังให้อะไรสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว
หลายชั่วโมงผ่านไปแบตเตอรี่โทรศัพท์ก็หมดลง ตอนนี้ก็เท่ากับไร้อุปกรณ์บอกเวลาเพราะทั้งผมและมาร์คไม่ใส่นาฬิกา มีเพียงแค่กองไฟซึ่งยังไม่มอดและแสงดาวบนท้องฟ้า
วันนี้วันที่ 31 ธันวาคม
คนมากมายรอนังถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่
ปีที่บางคนหวังว่าให้ดีเหมือนเดิม
บางคนหวังให้ดีกว่าเดิม
และบางคนที่หวังแค่ให้ผ่านไปอีกปี
ผมมุดเข้าไปในเต๊นท์เมื่อคนเริ่มแห่มารวมตัวกันเพื่อทำการนังถอยหลัง ไม่ใช่ว่าผมเป็นโรค anti-social แต่ผมชอบฟังแค่เสียงเคาท์ดาวน์อย่างไกลๆเท่านั้น
มาร์ครูดซิปเต๊นท์และมุดเข้ามาด้วยอีกคน ถ้าผมจำไม่ผิดเขาเกลียดเสียงดังและคนเยอะมากกว่าผมเสียอีก
เรานอนแผ่รอให้เวลาผ่านไปอีกครั้ง
เสียงด้านนอกเริ่มนับจากเลข 10
ไม่มีนาฬิกบอกเวลา
ไม่มีเสียงพลุและความสว่างไสวของประกายระเบิด
ไม่มีข้อความจากโทรศัพท์ว่าสุขสันต์วันปีใหม่
ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากเสียงเชียร์และดวงดาว
9
แต่แค่ดวงดาวก็พอ
8
แค่คนข้างๆ
7
แค่รู้ว่าตัวเองยังอยู่
6
แค่หันไปสบตากับเพื่อนร่วมเดินทาง
5
แค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในนั้น
4
แค่บรรจงหลับตา
3
แค่ปลายจมูกที่ชนกันและความอุ่นของมือที่ทาบลงบนแก้ม
2
แค่รู้สึกถึงลมหายใจ
1
แค่จุมพิตแผ่วเบา
กับรอยยิ้มบาง
เท่านี้ก็เห็นทีจะพอ
เท่านี้ที่รู้สึกก็น่าจะพอ
เกินพอ
และพอดี
0
แค่วันนี้ก็ค่อนข้างจะเพียงพอ
No comments:
Post a Comment