ปิดเทอมฤดูร้อนผ่านไปไวเหมือนหายใจทิ้งว่างๆได้แค่หนึ่งอาทิตย์ เทศกาลรับน้องเริ่มทยอยเข้ามา คณะของผมกับแบมแบมก็เป็นอีกสองคณะที่ขึ้นชื่อเรื่องการรับน้องอันพิศวง เพราะเป็นการรับน้องแบบปิดและค่อนข้างจะเน้นการบิ๊วอารมณ์ รุ่นพี่ที่รับผิดชอบจึงต้องเก็บรายละเอียดเป็นความลับสุดยอดราวกับหน่วยซีไอเอ
"ช่วงนี้ว่างไหมมาร์ค"
เพื่อนผู้หญิงร่วมรุ่นคนนึงเอ่ยถามขึ้น ถ้าให้เดาคงคิดว่าต้องเป็นเกี่ยวกับเรื่องรับน้องแน่ๆ
"มีไรหรอ"
"คือว่า..."
สายตาของเพื่อนสาวเลิ่กลั่กไปมาอย่างที่ปกติไม่เห็นจะเป็น มองไปรอบๆตัวก็พบว่าทุกคนดูมีอาการคล้ายกันหมด มันต้องเป็นอะไรที่ไหว้วานให้เข้าทำแน่ๆ
"คืองี้เว้ยต้วน คือแบบ มันมีวันแฟชั่นโชว์ใช่ปะ"
เพื่อนผู้ชายผมยาวมัดจุกใส่เสื้อเชิ้ตลายฮาวายคนนึงเอ่ยขึ้น
เริ่มจะมีลางสังหรณ์แปลกๆ...
"แล้ว..."
"คือพวกกูอยากให้มึงมาเดินอะ"
"ห๊ะ"
เดี๋ยวนะ
อะไรแฟชั่นโชว์
อะไรเดินแบบ
นึกว่าจะมาวานให้ไปช่วยต่อไฟรีมิกซ์เพลง...
"เดินแบบเนี่ยนะ? กูเดินเป็นที่ไหนมึงบ้าหรอ"
ทั้งหมดทำหน้าประมาณแบบ มึงก็แค่เดินไหมหรือยังไง
"มาร์คแต่เอาดีๆ กูเสียดายหน้าตาที่พ่อแม่มึงให้มาไง หล่อก็หล่อแต่ชอบทำตัวล่องหนไปวันๆ กว่าพวกกูจะนัดมึงมาคณะได้วันนี้คือยากเย็นมากอะบอกเลย มึงแม่งชอบหายตัวอยู่เรื่อย ปีที่แล้วจะเรียกให้มาช่วยจู่ๆก็บอกว่าอยู่เมกา โว๊ะ"
ผมได้แต่นั่งทำหน้าเอ๋อแดกใส่เพื่อนที่จู่ๆก็อาจจะอยากเป็น eminem และบ่นใส่เหมือนพ่นบทแร็พออกมาไม่ยั้ง
"กูแค่ไม่ชอบคนเยอะๆ"
"ปัญหาคือมันมีคนเยอะมากที่ชอบมึงไงมาร์ค ไอ้ง่าว"
พูดอะไรไปก็โดนตอกกลับอย่างที่ไม่เคยโดนมาก่อน
ผมผิดอะไรครับตอบ แค่ปวดหัวเวลาคนมารวมตัวกันอย่างยั้วเยี้ย จิตใต้สำนึกเลยสั่งให้หลีกหนีสถานการณ์และสถานที่แบบนั้นซะ ก็แค่นั้นเอง...
ผมก็เคยได้ยินจากพวกไอ้แพทไอ้แอนดริวนะว่าหน้าของผมได้มีคนทำการเอาไปแปะลงบนเพจเฟสบุ๊คของคิ้วบอยอะไรก็ว่าไป แต่ผมเองก็ไม่มีเฟสบุ๊คไงครับ และไอ้การจะเข้าไปส่องตัวเองมันก็ออกจะแปลกๆไปหน่อย เลยไม่ได้สนใจมาจนถึงทุกวันนี้
"เราให้โอกาสมาร์คตัดสินใจสองชั่วโมง เราคัดรายชื่อน้องเสร็จหวังว่าจะได้คำตอบที่ดีจากมาร์คนะ"
โอ้โห นี่ข่มขู่กันชัดๆ
เพื่อนผู้หญิงนี่ถ้าลองพูดจาสุภาพขึ้นเมื่อไหร่คือพวกนางใกล้จะของขึ้นครับ คือมันน่ากลัวแปลกๆ
"เออๆ"
ตอบส่งๆไปก็ไม่วายโดนมันจิกตาใส่อีก เฮ้อ กรรมของเวร ไม่น่าใจอ่อนเข้ามาช่วยงานตามที่พวกแม่งเรียกเลย เสียเวลานอนชะมัด
ตอนนี้แบมแบมก็น่าจะกำลังเตรียมรับน้องคณะอยู่เช่นกัน เห็นเจ้าตัวก็บ่นว่าเพื่อนลากไปทำเหมือนกัน
ผมมองไปที่เสตจซึ่งเริ่มมีโครงขึ้นแล้วถอนหายใจ เอาดีๆยอมตอกตะปูต่อวงจรไฟควบคุมลำโพงหรือแม้แต่ทำวีดิโอไว้เปิดในงานยังจะดีกว่าให้มาเดิน
เมื่อครบสองชั่วโมงเป๊ะๆอย่างที่เพื่อนสาวรองหัวหน้ากิจกรรมได้กล่าวไว้ มันก็รีบเดินมาจิกตาใส่ผมอีกรอบทันที
"มึง กูเดินเป็นตัวไม่เด่นได้มั้ยอะ กูอยากทำเสตจมากกว่า"
ไหนๆก็น่าจะไม่สามารถยืนคำร้องขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงได้ ผมก็ต้องลองประนีประนอมดู
คุณเธอเคาะดินสอเป็นจังหวะพร้อมเปิดรายชื่อที่มีรูปรุ่นน้องและทุกคนที่จะร่วมเป็นนายแบบนางแบบพลิกไปพลิกมา
"กูจะให้มึงเดินคนสุดท้ายของเซทแรก แล้วมึงไปคุมไฟกับทำวีดิโอที่จะใช้เปิดตอนไคลแมกซ์ในตอนจบของเซทสุดท้าย"
อยากจะก้มลงกราบ
"ได้ๆ"
พอได้คำตกลงจากผมมันก็เตรียมสะบัดหางม้าแต่แล้วก็เหมือนมีอะไรที่ลืมพูดไป
"เอ้อ จะมีคนจากคณะข้างๆมาช่วยทำเสตจนะ เพื่อนเราบอกว่าคนไม่พอเพราะมีส่วนนึงทำพร็อพละครไปแล้วมันงอแงไม่ยอมมาทำเพิ่ม ไอ้พวกนี้ก็อิดออดกันจริง แม่ง กูก็เหนื่อยไหมล่ะ เฮ้อ"
บ่นทิ้งท้ายพร้อมข้อมูลก่อนจะเดินสะบัดก้นจากไป
ผมยิ้มให้กับข้อมูลใหม่และความคิดตลกๆของตัวเอง
คณะข้างๆหรอ... ก็สินกำไงครับ.
*
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป... วันจัดเสตจวันแรก
ตอนนี้แคทวอล์คโครงสร้างเสร็จหมดแล้ว พื้นเสร็จเรียบร้อย เหลือแค่ฟินนิชชิ่งดีเทลต่างๆที่จริงๆก็ไม่มีอะไรมากเพราะเป็นธีมดิบvsคลีนของสี่ฤดู
วันนี้เป็นวันแรกที่จะมีคนจากต่างคณะมาช่วยจัดงาน จะว่าไปก็แปลกไม่น้อยเพราะปกติสินกำเองดูจะยุ่งกว่าพวกผมด้วยซ้ำในส่วนของการรับน้อง ดูจริงจังและเข้มข้นกว่าน่ะครับ
จริงๆแล้วที่เพื่อนๆทั้งหลายให้ความสำคัญกับงานนี้ก็ไม่แปลกหรอกครับ ผมได้ยินมาว่าตัวท็อปๆในเพจคิ้วบอยนี่มาจากคณะผมเยอะอยู่เหมือนกัน แล้วยิ่งเป็นงานที่พรีเซ้นหน้าตาแล้วล่ะก็ คณะอื่นรวมถึงน้องๆม.ปลายก็มีแอบมาส่องทุกปี
"ต้วน มาดูไฟดิ๊"
ตอนนี้เรากำลังช่วยกันจัด light installation รอบๆเวทีแคทวอล์คและเหมือนว่าระบบไฟจะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประเด็นคือตัว uplight ที่สอดอยู่บริเวณส่วนล่างของเวทีหลักมันยังไม่ให้อารมณ์ฟุ้งๆแบบที่อยากจะได้กันน่ะครับ
ผมนั่งยองๆอยู่แถวนั้นซักพักก็ต้องตัดสินใจลงไปนั่งขัดสมาธิอย่างปักหลักปักฐานขึ้นมาอีกนิด เพราะตอนนี้ไฟยังไม่ได้ดั่งใจเสียที แสงแรงสว่างดีแต่ไม่ได้เอฟเฟคอย่างที่อยากได้ พอปรับให้อ่อนลงก็ดันมืดไป
ร่างสูงมัวแต่ก้มหน้าก้มตาพยายามปรับเปลี่ยนแสงจากหลอดไฟLED จนกระทั่งมีบุคคลมาใหม่เอ่ยให้คำแนะนำ
"ถ้าจะฟุ้ง เอานี่มาใส่ข้างบนก็พอ"
เสียงอันแสนจะคุ้นเคยดังขึ้นข้างกายผม ก่อนที่มือของเจ้าของเสียงนั้นจะหยิบแผ่นอะคริลิคขุ่นมาวางซ้อนบนแสงไฟซึ่งเปิดไว้ในระดับสว่างปานกลาง
ผมหันไปส่งสายตาให้เพื่อนช่วยถ่ายรูปเอฟเฟคไฟแบบใหม่ทันทีจะได้เอามาเปรียบเทียบกันได้ว่าจะเข้ากับธีมที่คิดไว้แต่แรกไหม ถ้าประเมินจากระยะใกล้มันก็ดูจะใช้ได้ดีเลยทีเดียว
"ไปไงมาไง"
เอ่ยทักแบมแบมก่อนร่างเล็กจะลงมานั่งขัดสมาธิข้างๆกัน มือบางค้นถุงพลาสติกใบใหญ่ที่ดูไปดูมาเหมือนกับกระเป๋าโดราเอม่อนยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก
"ก็เพื่อนถูกเรียกมา ก็เรียกต่อกันมาเป็นทอดๆ"
ว่าไปมือบางก็พลางลอกสติ๊กเกอร์ติดแผ่นอะคริลิคออกก่อนจะทำการประกอบกล่องอะคริลิกลวกๆด้วยเทปใสเพื่อทำการทดลองวางไว้บนไฟโดยไม่ต้องจับ
"ได้ละมึงๆๆๆ แบบนี้เลยมาร์ค เพื่อนมึงเจ๋งมาก ขอบใจๆๆ"
เสียงตะโกนจากปลายเวทีดังขึ้นเมื่อทุกคนมามุงเช็ครูปแสงไฟที่ถ่ายได้
ต่อมาไม่นานทุกคนก็เริ่มทยอยกันมานั่งบนพื้นเพื่อทำการต่อวงจรไฟLED ซึ่งดัดเป็นคำและสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้ประดับบนเวที ส่วนแบมแบมกับเด็กสินกำคนอื่นรับหน้าที่เพ้นท์แคทวอล์ค ดูมีความแฟนตาซีแต่ก็มีความคลีนและมินิมอล ก็ฟุ้งๆ สวยดี
ทางเดินถูกทาสีน้ำเงินสดตัดกับสีขาวสะอาดอย่างละครึ่ง มีบางส่วนของเวทีที่ระบายสีดำและเทา เป็นกราฟฟิคง่ายๆแต่สวยงามด้วยตัวมันเองอย่างสามเหลี่ยม สีเหลียม วงหลม และเส้นตรง
ผมนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นกระเบื้องพยายามจะติดเทปพันสายไฟให้เรียบร้อยก่อนนำไปแขวน พอติดเทปเสร็จก็มีเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง
"มาร์ค! มาลองชุด"
ตะโกนลงมาจากชั้นสองห้องประตูสีเหลืองสด ก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่โทรมาทั้งๆที่ก็มีเครื่องมือสื่อสารไฮเทค บางทีก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ปล่อยให้มันเป็นไปทั้งแบบนั้นแหละครับ ผมเงยหน้าขึ้นไปทำมือเป็นสัญลักษณ์ตกลงก่อนจะเดินผ่านแบมแบมไปทางบันไดหลังเวที
"เฮ้ยนี่เดินด้วยหรอ"
ว่าแล้วเสียงเล็กติดแหบนิดๆก็เอ่ยแซวจนได้ ดวงตาของแบมแบมมีประกายล้อเลียนอย่างเห็นได้ชัด
แหม่ สนุกมากมั้ย
เออก็คิดว่าน่าจะมากอยู่ดูจากการขำ
"เออ ถูกบังคับ"
ก็ไม่ได้เซ็งอะไรขนาดนั้นนะ ความจริงคือเดินก็ได้แหละ ชอบแสงสีเสียงนะแต่ไม่ชอบคนเยอะๆ อยากจัดงานให้ดีๆแทนล่ะมั้ง ชอบเป็นเบื้องหลังล่ะมั้ง...
*
การลองชุดก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีโหวกเหวกโวยวายบ้างเป็นเรื่องโคตรจะธรรมดาสำหรับมนุษยชาติ ชุดที่ผมได้ก็เรียบๆนะครับ ไม่มีดีเทลอะไรมาก แค่มันบอกให้ไปหั่นความยาวผมอันรุงรังนี่เสียก่อนถึงวันงาน
ไม่ได้คิดจะไว้นะทีแรกแค่ไม่มีเวลาตัด
แต่เวลามีคนมัดให้มันก็ดี...
คิดอะไรเพลินๆก็เดินลงมาถึงชั้นล่างหลังเวที แบมแบมกำลังนั่งดื่มนมเย็นที่น่าจะทำให้สดชื่นได้ในวันร้อนๆแบบนี้ ผมเห็นโปรเจคเตอร์มีแสงวาบขึ้นมาและผนังสีขาวกำลังมีวีดีโอบางอย่างฉายอยู่ พวกเราทั้งหมดจึงไปออกันอยู่หน้าเวที
น่าจะเป็นคลิปอินโทรของแฟชั่นโชว์รอบนี้ครับ ในคลิปสีดูวินเทจออกไปทาง 90s นะผมว่า ถ้าคุณเคยดูหนังของ Sofia Coppola ก็น่าจะเข้าใจ
เพลงไร้เนื้อคลอไปเรื่อยๆอย่างไม่มีไคลแมกซ์จนจบคลิป ผมว่ามันสื่ออะไรที่บ่งบอกตัวตนของพวกผมได้ค่อนข้างเยอะทีเดียว คลิปนั่นมีฉากทะเล ภูเขา ทุ่งหญ้า มีเส้นผมสยายของหญิงสาวปลิวไหวผ่านแสงแดดและต้นที่กำลังผลิดอก
เราล่องลอย แต่เราก็หนักแน่น
ถึงยังไงก็ยังคงความแน่นอนในแบบของตัวเอง
ผมเหลือบมองแบมแบมที่ตอนนี้ใบหน้ามีแต่ inspiration และประโยคว่า 'อยากลองทำวีดีโอแบบนี้'
ผมขำนิดๆกับดวงตาแสนเป็นประกายเหมือนเด็กๆ
"อยากทำล่ะสิ"
อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
แล้วเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น
"มาร์ค วีดีโอมึงกูขอประมาณนี้เลยนะ อย่าลืมนะเว้ย"
ผมไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าแบมแบมจะพูดประโยคต่อไปนี้
"ทำด้วยดิ"
*
ถัดมากี่วันไม่รู้ไม่ได้นับ น่าจะเป็นสองหรือสาม...
เมื่อวันก่อนผมไปตระเวนถ่ายคลิปกับแบมแบมมา เผอิญโชคดีได้ทำเลสวยและไม่ต้องไปไกลมาก การเดินทางไปสวนสนซึ่งอยู่ใกล้หัวหินไปไม่ยากเลย และยิ่งกว่านั้นคือเราบังเอิญอัธยาศัยดีไปเจอผู้หญิงฝรั่งที่คาดว่าน่าจะเป็นนางแบบ แบมแบมไปขออนุญาติถ่ายเธอในแบบที่ผมไม่เคยกล้าไปขอ (ขำดี แต่จริง) เธอตอบตกลงและการถ่ายทำก็ไม่ได้ยากและนานอะไรเท่าไหร่ เพียงสองชั่วโมงก็ถ่ายบริเวณชายหาดและขึ้นไปถ่ายบนโขดหินเสร็จเรียบร้อย
ลมเหนียวๆถึงจะไม่สบายตัวแต่ก็สบายใจ มีบางอย่างที่ทำให้ไม่อยากกลับไปเมืองกรุงแต่ก็ต้องไปอยู่ดี
ทริปแบบไปเช้ากลับค่ำเป็นเหมือนการไปมหาลัยในทุกๆวันของภาคเปิดเรียน พอกลับมาก็มุ่งเก็บของเพื่อจะไปทำการตัดต่อที่ห้องของแบมแบมเนื่องจากเจ้าตัวชอบนอนห้องตัวเองมากกว่า เป็นเหตุผลที่ก็ไม่ได้มีเหตุผลแต่ก็นับเป็นเหตุผล... ผมว่างั้นนะ
"มาๆ"
พออาบน้ำกันเสร็จเรียบร้อยก็มีขนมขบเคี้ยวสามถุง มาม่าสองถ้วย และแล็ปท็อปสองเครื่อง เป็นอันพร้อมทำภารกิจ
ผมรับหน้าที่ตัดต่อและปรับสีไฟล์ในขณะที่แบมแบมหาเอฟเฟคและเพลง
ผมชอบเพลงที่เขาเลือก
ผมว่าผมรู้สึกได้ถึงมัน ผมว่าอย่างนั้นนะ
สุดท้ายวีดีโอออกมาโทนเดียวกับอันอินโทรของงานเป๊ะ เปลี่ยนแค่เพลงที่มีเนื้อร้องและคลิปที่มีลูกเล่นเยอะกว่าอันตัวอย่างเล็กน้อย
ดีอย่างที่แบมแบมมีโปรเจคเตอร์ในห้อง ถึงจะไม่ HD และคมชัดอย่างอันในคณะแต่ผมก็เห็นด้วยที่หนังส่วนมากที่ดูกันก็ต้องดูแบบไม่ชัดนี่แหละดี
ร่างบางเอื้อมแขนขึ้นกดสวิตช์เปิดเครื่องฉาย ไม่นานกำแพงสีขาวโล่งๆก็มีหน้าแรกของคลิปอยู่บนนั้น เสียงคลื่นดังขึ้นเป็นปฐมบทพร้อมกับภาพดวงตาสีฟ้าอมเขียวของชาวตะวันตกซึ่งกระพริบช้าๆ เสียงเมโลดี้ที่คิดว่าคือ xylophone ดังแทรกเข้ามาพร้อมกับภาพเคลื่อนไหวของคลื่นที่ซ้อนทับกัน
ผมรู้สึกถึงน้ำหนักจำนวนหนึ่งบนไหล่ข้างขวา ซักพักความจั๊กจี้ที่เส้นผมนุ่มมาคลอบริเวณสันกรามก็บ่งบอกว่าคนข้างๆอาจจะกำลังหลับอยู่
สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่คลิปซึ่งยังเล่นไปเกินครึ่งแล้ว ตอนจบที่คนตัดต่อและผู้ร่วมเดินทางพ่วงตำแหน่งฝ่ายครีเอทีฟรู้จักดีกำลังจะมาถึง
หญิงสาวยืนกางแขนรับสายลมอุณหภูมิไม่อุ่นไม่เย็น เสื้อผ้าบางเบาสีมัดย้อมปลิวละลิ่วอย่างเสรี ภาพดอกหญ้าโอนอ่อนไปตามกระแสลมทับซ้อนขึ้นมา และในช่วงที่เพลงเหลือแต่ดนตรี มีมือคู่หนึ่งจับกันด้วยนิ้วก้อย จะเรียกว่าจับได้หรือเปล่าผมเองก็ไม่แน่ใจ
ค้างไว้เพียงไม่ถึงห้าวินาทีมือก็ปล่อยออกจากกัน เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเส้นขนาน
ผมเหลือบมองคนข้างกาย มือที่ไม่ได้จับกันเอื้อมไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าปรกตาออก
มันไม่เป็นไรหรอกถ้าจะจับมือกันโดยที่คนอื่นไม่เห็น
มันไม่เป็นไรถ้าจะไม่จับมือกันด้วยซ้ำ
มันไม่เป็นไร
เพราะยังไงนี่ก็เป็นสิ่งไม่แน่นอนที่แน่นอนที่มีแต่เรา
มีแต่เราที่เข้าใจ.
*
วันต่อมา... ซ้อมใหญ่รอบสุดท้าย
ผมกำลังนั่งดูมาร์คเดินแบบในวันซ้อมใหญ่รอบสุดท้ายก่อนถึงวันจริงซึ่งก็คือมะรืนนี้ แสงสีเสียงค่อนข้างจะจัดเต็ม ผมแอบตื่นเต้นแทนเขาเล็กน้อย ผมว่าผมเข้าใจนะว่าการต้องอยู่ในสปอตไลท์สำหรับคนที่เคยอยู่แต่ในเงาและเกือบจะล่องหนเป็นยังไง
เหมือนการเปลี่ยนที่นอน
ที่ซึ่งไม่คุ้นทำให้นอนไม่หลับ
อีกอย่างที่ผมตื่นเต้นไปกับมันคือวีดีโอที่ตอนนี้กำลังจะฉายบนโปรเจคเตอร์และคนตัดต่อก็วิ่งมานั่งข้างผมเพื่อจะดูไปด้วยกันพร้อมๆกับคนอื่นๆที่จะได้ดูเป็นครั้งแรก
ผมยิ้มไปกับมัน
ยิ้มไปกับเนื้อเพลงยิ้มไปกับภาพเคลื่อนไหว
ยิ้มให้กับสิ่งที่มีในตอนนี้
ถึงแม้จะไม่มีอะไรแน่นอน ถึงแม้วันต่อไปอาจจะปุบปับและจางหาย
แต่แค่มีวันนี้... เลยตัดสินใจช่างหัวพรุ่งนี้ไปก่อน
*
วันสุดท้ายของอาทิตย์ที่สอง... งานจริง
งานที่คณะสถาปัตย์แตกต่างจากงานในคณะผมเล็กน้อยตรงที่คณะนี้จะมีคนมาดูเยอะกว่า เนื่องจากเป็นงานค่อนข้างเปิดและจำนวนคนที่โปรโมทมีเยอะกว่า ของคณะผมออกไปทางงานปิดเฉพาะคนในคณะอะไรประมาณนั้นล่ะมั้งครับ
มีเพื่อนๆของมาร์คที่คุ้นหน้าคุ้นตาหลังจากมาช่วยงานหลังเสตจขึ้นมาพูดเปิดงาน ซักพักหลอดไฟประหยัดพลังงานก็ดับมืดลง
วีทีอาร์อินโทรค่อยๆเฟดเข้า ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีเสียงกู่ร้องเชียร์ ทุกคนเริ่มเข้าสู่โลกของตัวเอง
ไม่กี่อึดใจหลังจากคลิปแรกถึงตอนจบแสงจากหลอดนีออนดัดฝีมือเด็กในคณะก็สว่างขึ้น โชว์เซ็ทแรกเริ่มด้วยผู้หญิงคู่แฝดสองคนจากปีหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิด) เมคอัพที่เป็นเหมือนฤดูหนาว เกล็ดน้ำแข็งบนเสื้อผ้า อายแชโดว์สีขาวแซมเงิน ฉากหลังเป็นภาพเคลื่อนไหวของน้ำแข็งที่กำลังละลาย
ง่ายๆคือเป็นธีมสี่ฤดู
แต่แม่งก็มินิมอลสุดติ่งจริงๆ
มาร์คเป็นคนสุดท้ายของเซ็ทฤดูหนาว ผมสีเข้มโดนตัดให้เข้าทรงและเสปรย์ด้วยสีเงิน ทั้งหน้าแทบจะเป็นสีขาวของหิมะ ดวงตาที่ผมคุ้นเคยมีกากเพชรสีเงินละเอียดแต่งแต้มอย่างพิถีพิถัน เสื้อเชิ้ตเรียบๆติดกระดุมบนสุดปิดถึงคอใส่กับกางเกงแสลคสีเทาอ่อนยาวครึ่งแข้ง ปิดท้ายด้วยรองเท้าหนังกลับสีดำสนิท
เสียงเชียร์ดังขึ้นเมื่อคนสุดท้ายของเซ็ทเดินออกมา มาร์คดูแตกต่าง ยังเป็นสีโทนเย็น แต่แตกต่าง อาจจะเพราะแสง เพราะสี เพราะเสียงที่เติมแต่งเข้าไป ผมสัมผัสได้ว่าเขาเองก็รู้สึกแปลก ดวงตาเรียวหรี่เล็กน้อยตอนที่ออกมากระทบกับแสงสปอตไลท์หลายดวง
"นายว่าไหม ว่ามาร์คมันมีอะไรบางอย่าง"
คนที่เหมือนจะชื่อแอนดริว(เพื่อนในกลุ่มของมาร์ค)เหมือนจะกำลังพูดกับผม สายตาของเขามองไปยังร่างสูงโปร่งที่ตอนนี้เดินมาครึ่งเวทีแล้ว
ผมยกกล้องฟิล์มติดแฟลชขึ้นมา นัยน์ตามองผ่านเลนส์ตัวเดิม แต่คนที่เคยถ่ายกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเดิม เขาดูสว่างไสว ไม่ใช่ในแบบที่คุณจะมองเป็นเทวดาหรือดาราอะไรแบบนั้น แต่ใบหน้าและร่างกายที่กระทบกับแสงไฟสีโทนเย็นของฤดูหนาวนั้นดูมีอะไรมากกว่าคนหน้าตาดีที่ถูกลากมาเดินแบบ
ผมอาจจะเป็นคนเดียวที่คิดแบบนั้น
แต่ผมคงไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกถึงความเป็นเขา
ผมยิ้มในความมืดก่อนจะเอ่ยตอบแอนดริว
"Something inspiring"
และกดนิ้วลงบนชัตเตอร์
ผมไม่รู้ว่าแสงจากตรงนี้จะกระทบได้ถึงตรงไหน ไม่รู้ว่ามันจะไกลเท่าไหร่ ผมไม่ได้เรียนข้อนั้นมา แต่สองสิ่งที่ผมรู้และเข้าใจได้ดีกว่าใครคือไม่ว่าแสงจะตกลงตรงไหน รูปที่ออกมาก็ยังถือเป็นภาพถ่าย และไม่ว่ารูปจะออกมามืดหรือสว่าง ตัวผมก็ยังจะจดจำสิ่งที่ถ่ายได้ มันเป็นเรื่องที่ผมเท่านั้น ที่จะสามารถทำได้
เสียงชมดังขึ้นไม่ขาดปากแม้ว่ามาร์คต้วนจะเดินลับแคทวอล์คไปแล้ว ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นทอปปิคที่อยู่ไปอีกนาน ดูจากการที่เด็กปีหนึ่งและสองรวมทั้งรุ่นพี่ค่อนข้างจะกรี๊ดและตกใจในการยอมเดินแบบครั้งนี้
มาร์คเดินออกมาอีกรอบพร้อมกับผู้หญิงที่น่าจะเป็นคนดีไซน์และควบคุมโชว์เซ็ทฤดูหนาว
"สวยเนอะ"
"กูว่าเขาเข้ากันดีนะ"
"ตั้งแต่กูอยู่คณะมานะ ไม่เคยเห็นพี่มาร์คมีแฟนเลย มึงว่าคนนี้จะมีสิทธิ์มั้ยวะ"
ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมองผ่านเลนส์อีกครั้ง
"แต่เขาดูเหมาะกันดีนะมึง แบบดูสว่างไสวว่ะ"
แชะ
"จริงของมึง ดูแอบสนิทกันด้วย"
แชะ
โชว์สุดท้ายหรือซัมเมอร์กำลังดำเนินขึ้นโดยจะมีวีดีทัศน์ของผมและมาร์คเป็นตัวปิดงาน เพลงเล่นไปจนถึงท่อนฮุคสุดท้าย ทั้งนายแบบนางแบบทีมงานทุกส่วนถูกเชิญไปบนเวทีรวมทั้งตัวผมเอง
มาร์คจับมือผมในจังหวะเดียวกับที่ผมจำได้ว่าภาพการจับมือของเราจะอยู่บนสิ่งที่โปรเจคเตอร์กำลังฉาย
กดยิ้มบนมุมปาก
ไม่มีอะไรจะพูดให้มากความ
ไม่คิดจะพูดแข่งกับเสียงคนเป็นร้อยและเสียงปรบมือเกรียวกราว
ผมใส่ชุดดำทั้งตัวในขณะที่เขาโทนอ่อนเกือบทั้งตัว
ผมเป็นเหมือนเงาในขณะที่เขาเป็นแสง
แต่เขาอาจจะเห็นตัวเองเป็นเงาในขณะที่ผมเป็นแสง
แล้วใครกันกำหนดว่าแสงจะต้องสว่างเสมอไป
ใครกันกำหนดว่าเงาจะต้องมืดดำ
ใครกันกำหนดว่าต้องมีสิ่งตรงข้าม
และในเมื่อมีแสงย่อมมีเงา
ใครกัน
บอกว่าเราจับมือกันไม่ได้.
-
สำหรับใครที่อยากเห็นคลิปที่เราบรรยาย เผื่อไม่เห็นภาพ ตามลิ้งค์ด้านล่างไปได้เลยค่ะ
https://youtu.be/Tbj9RUIjWMM
Summer of Love by Topshop
No comments:
Post a Comment