Be True - Montonn & Hanna
https://youtu.be/t6s-wwPQtRs
When life takes you by surprise
Suddenly realize
Got to get away
Where would you go?
What would you do?
Would you say no?
Would you be true to yourself?
"มาร์คเอาคั่วกลิ้งไปไว้ไหนวะ อยากกิน"
"ในตู้เย็นนั่นแหละ กล่องซุปเปอร์ล็อคอะ"
ผมได้ยินคำตอบของคนที่กำลังนอนเอาหนังสือปิดหน้าขาชี้ฟ้าแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อภาพตู้เย็นตรงหน้ามีกล่องซุปเปอร์ล็อคสีขุ่นที่เจ้าตัวบอกเรียงกันเป็นตับ
"มาหาดิ๊ กล่องเยอะ"
เดินไปด้านหลังศีรษะแล้วดึงหนังสือ Le Corbusier ออกจากหน้าของอีกฝ่าย ตาเรียวหยีเล็กน้อยเพราะแสงตอนเที่ยงส่องเข้ามาแยงตาพอดิบพอดี
มือหนาคว้ามือของผมไปวางไว้บนตาของเขาแทน ผมหัวเราะก่อนจะแกล้งเลื่อนมือไปตบแก้มตอบก่อนจะเดินกลับไปที่ครัว
ร่างหนาเดินตามมาแล้วก้มๆเงยๆเอากล่องเข้าออกไม่กี่ทีก็เจอเมนูอาหารที่กำลังตามหา
"ไปนอนต่อไป เดี๋ยวทำให้"
เห็นสภาพคนหัวฟูเดินสะลึมสะลือถือหนังสือสถาปัตยกรรมแล้วดูน่าสงสารไม่น้อยเลยไล่กลับไปให้ได้นอนอีกซักสิบห้านาทีก่อนที่ผมจะอุ่นอาหารเสร็จ
ตอนเรียนจบมาร์คก็ปลีกตัวออกไปเรียนต่อที่ลอนดอนมาปีนึง ช่วงนั้นผมก็รับจ๊อบไปเรื่อย ทั้งถ่ายรูป ขายรูปวาด ขายโปสการ์ด บ้างก็มีไปช่วยกองถ่ายเอ็มวี
ผมรู้สึกว่าช่วงที่เราไม่ได้เจอกันปีนึงเต็มๆ ก็ทำให้อากาศถ่ายเทดีนะ เหมือนได้เจอคนใหม่ๆ ทั้งผมและเขาได้ไปค้นหาตัวเองให้มากขึ้น
ก็อย่างว่าแหละนะครับ
ตัวตนของคนๆนึงน่ะ ค้นทั้งชีวิตยังไม่หมดเลย
ตอนนี้มาร์คเป็นผู้ช่วยอาจารย์อยู่ที่คณะสถาปัตย์ฯไปพร้อมกับรับจ๊อบถ่ายรูปทั่วไปประปราย ส่วนผมก็หันมาเป็นตากล้องฟูลไทม์ของแมกกาซีนจากสำนักพิมพ์หนึ่ง
การเป็นตากล้องแมกกาซีนทำให้ต้องเดินทางบ่อย ต่างจากอีกคนที่ส่วนมากจะถ่ายอยู่ในสตูดิโอ ปีนี้ผมไปมาแล้วเกินสิบจังหวัดในไทย และกำลังจะไปไต้หวันสัปดาห์หน้า
ไล่สายตาไปตามกองหนังสือภาษาอังกฤษและรีเสิร์ชมากมายเรียงรายกันบนพื้นห้องและไม่เว้นกระทั่งเตียงนอน ทำให้รู้สึกว่าผมโชคดีกว่ามาร์คนิดหน่อยตรงที่ไม่ต้องมานั่งอุดอู้ทำรายงานถึงแม้เขาจะใกล้ได้เลื่อนเป็นอาจารย์ประจำแล้วก็ตามที
กลิ่นหอมของพริกไทยเครื่องเทศในคั่วกลิ้งอาหารปักษ์ใต้โชยออกมาจากตู้ไมโครเวฟทันทีที่เสียงติ๊งบอกเวลาอุ่นเสร็จดังขึ้น ผมละจากภวังค์เล็กๆก่อนจะเดินไปจัดเคาท์เตอร์อาหารตรงครัว
"เอ้า กินแล้วตื่นได้แล้ว"
มาร์คเด้งตัวขึ้นมานั่งขยี้ผมด้วยหน้ามึนๆซักพักก็เดินมาร่วมโต๊ะอาหาร
"เดี๋ยวออกไปข้างนอกกันปะ"
เสียงทุ้มติดแหบนิดๆเอ่ยขึ้นก่อนตักข้าวหอมมะลิพร้อมคั่วกลิ้งพอดีคำเข้าปาก ผมเหลือบไปเห็นไรหนวดเคราของคนตรงหน้าแล้วก็อมยิ้มเล็กน้อย
"นี่ไม่มีเวลาจนลืมโกนหนวดหรอ"
เจ้าของไรหนวดคลำบนใบหน้าตัวเองไปมาก่อนจะหัวเราะ มื้อเที่ยงของวันเสาร์ดำเนินไปอย่างปกติดีทุกอย่าง หลังจากข้าวคำสุดท้ายเข้าปากก็เกิดการสนทนาอีกครั้ง
"ตกลงไปมั้ย"
ผมรวบช้อนในจานคู่กันเป็นสัญญาณว่าทานเสร็จแล้วมาร์คก็ทำเช่นเดียวกัน
ผมไม่ได้ตอบคำถามแต่จูงมือเขาเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะหยิบครีมโกนหนวดและใบมีดโกนมาไว้ในมือ
จัดการชโลมครีมบริเวณเหนือริมฝีปาก คาง และตามแนวสันกรามให้เรียบร้อยก่อนจะหยิบใบมีดโกนมาจัดการกับไรหนวดเคราของอีกฝ่าย
"อะ ไปไหน"
เช็ดครีมจากใบหน้าของมาร์คเรียบร้อยแล้วอีกฝ่ายก็กอดเอวผมไว้หลวมๆ
ใบหน้าคมลดระดับลงมาให้ปากของเราแตะกันก่อนจะยิ้มน้อยๆผ่านดวงตาเรียวสีเข้ม
"บางปู"
ผมจับใบหน้าของเขาที่กำลังผละออกให้กลับลงมาอีกครั้งก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปที่ส่วนเดียวกันอีกครา
"ใส่ฟิล์มสองร้อยละกันวันนี้แดดแรง"
*
ก็ถึงบอกว่าการปุบปับของพวกเราจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยั่งยืนบนความไม่แน่นอน ยิ่งตอนนี้มีรถขับกันทั้งคู่ก็กลายเป็นว่าอยากไปไหนก็ไป
ผมกับแบมแบมเดินทางมาที่บางปู
ปิดเครื่องสื่อสารทั้งหมดที่มี เหลือแค่กล้องฟิล์ม ม้วนฟิล์ม แสงแดด สายน้ำ เสียงนก ลมพัด
มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น
"เหมือนไม่เคยเลิกกันเลยว่ะ"
เสียงหวานแหบดังขึ้นปะทะกับลมแรงซึ่งพัดมาให้ผมยุ่งเล่นๆ
"มองกลับไปตอนนันก็ตลกดี"
ผมยิ้มหน่อยๆให้กับแสงแดดจ้ายามบ่ายแก่ๆที่เหมือนจะเผาหน้ากันให้ได้
เวลาช่วงนั้น เหมือนแดดที่แรงไป
สลับกับอากาศที่หนาวไป
There's the whole world out there
When love tears your world apart
where you could grow up really hard
all you got to get away
ย้อนไปตอนที่ผมไปลอนดอนหนึ่งปีกว่าๆ
ตอนนั้นเหมือนเคว้งคว้างไปพักใหญ่ล่ะมั้ง เวลาที่ไม่ตรงกันอย่างจริงจังกว่าตอนเรียนปริญญาตรีเพราะผมเองก็ทำงานไปด้วยและแบมแบมก็รับจ๊อบจนเกือบจะได้ทำงานฟูลไทม์แล้ว
เราต่างก็ได้เจอคนใหม่ๆมากขึ้น
มันไม่ได้แปลว่าเจอคนใหม่ที่ถูกใจกว่า
แต่อาจจะเหมือนฟิล์มที่ค้างล่ะมั้ง
พอค้างแล้วมันไปไหนไม่ได้
อิ่มตัวเกินไป พอดีเกินไป นิ่งเกินไป
จะกดชัตเตอร์ก็ไม่ได้ จะถ่ายต่อก็ไม่ได้
แค่ขึ้นฟิล์มเฟรมต่อไปยังไม่ได้เลย
'ไว้กรอฟิล์มออกมาได้ค่อยกลับมาเจอกันมั้ย'
ประโยคที่ตัวผมเองทิ้งไว้ก่อนเราทั้งคู่จะหายไปใช้ชีวิตของกันและกัน
ไม่ช้า แต่ก็ไม่ได้นาน
เหมือนต้องรอเวลาที่ฟิล์ม้วนที่ถูกต้องวนกลับมาขายในร้าน รอวันที่จะสามารถทำใจแงะเอาเจ้าฟิล์มม้วนเก่าที่เสียออกมาจากกล้องได้
แบมแบมบอกว่าตอนนั้นนั่งอยู่เฉยๆน้ำตาก็ไหล เพราะการที่เราไม่ได้มาเพื่อหาความรักจากกันและกันยิ่งทำให้การจากกันเศร้าขึ้นกว่าเดิม
เมื่อมันเป็นความรักที่ทำให้ฟองสบู่มาเชื่อมต่อ
ผมเข้าไปส้รางโลกในโลกของเขา เช่นเดียวกับที่เขาเข้ามาสร้างพื้นที่ในโลกของผม
ตอนจากกันเหมือนมีสิ่งที่ขาดหายไป ช่องว่างใหญ่โตไม่สามารถถมจนมิดได้ ทำให้เวลาเดินอย่างไม่ระวังก็พลันตกหลุมนั้นเรื่อยๆ
กว่าจะรู้ตัวว่าต้องมีความกล้าที่จะทิ้งฟิล์มม้วนเก่าไปเพื่อจะเริ่มใหม่กับคนๆเดิมก็ปาไปเกือบหนึ่งปี
และตอนกลับมา ผมพบว่าเราทำมันได้
No need to run, no need to hide
Like fate has begun again
Oh darling, enjoy the ride
'หมุนวนย้อนเข็มนาฬิกาน่ะ'
เป็นประโยคแรกที่แบมแบมพูดเมื่อเจอกัน จำได้ว่าอ้อมกอดตอนนั้นกลิ่นเหมือนลมหนาวและน้ำค้างของเชียงใหม่
เหมือนตอนที่ลอยโคมแล้วอธิษฐานให้เห็นดาวบนฟ้า
อยากแค่เห็นดาวบนฟ้า
เพราะนั่นคงทำให้ดวงตาของคนข้างๆเป็นประกาย
และนั่นคงทำให้ดวงตาของผมเป็นประกายเช่นกัน
*
"ตอนนี้ก็ดีแล้ว"
ผมรู้สึกถึงไออุ่นที่มือเมื่อยื่นออกไปสอดประสานนิ้วกับคนข้างกาย ลมเย็นยังพัดอย่างต่อเนื่อง เราหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ผมไม่รู้ว่าทุกอย่างจะยั่งยืนขนาดนั้นไหมหรืออย่างไร
ไม่รู้ลึกขนาดนั้นและไม่อยากพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ
ความรักมันเป็นความรู้สึก
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเชื่อมต่อกับอะไรอยู่
รู้แค่ว่าคนๆนี้ที่กุมมืออยู่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นได้อย่างน่าประหลาด
แบบเดียวกันกับตอนมองผ่านเลนส์
"แบม ฟิล์มหมดอะ"
ยิ้มแหยๆให้กับเจ้าของชื่อแต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะใส่หน้าผมแทน ฟิล์มหมดอายุ agfa 400 ถูกยัดใส่มือผมก่อนจะตามมาด้วยอ้อมกอดอันคุ้นเคยและประโยคเรียกรอยยิ้ม
"เจ๊ากันแล้วนะ ตอนนั้นแบมยืมแบตมาร์ค ตอนนี้มาร์คยืมฟิล์มแบม"
ตอนนั้นยืมแบตสำรอง
ตอนนี้ยืมฟิล์ม
รู้สึกเหมือนจะยืมชีวิตกันไปมาจนชิน
แต่ดีนะ ผมรู้สึกดีกับการยืมแบบนี้
อาจจะไม่ได้ให้ถาวร
บางครั้งก็ดึงกลับมา บางครั้งก็ต้องคืนกลับไป
แต่การเชื่อมต่อแบบนี้ดีนะ
เหมือนเวลามีร้านประจำไปล้างฟิล์ม
เหมือนเวลาได้ส่วนลดสำหรับลูกค้าประจำ
ก็ยืมใจกันใช้ประจำ
ก็คือสัญญาไร้ข้อบังคับระหว่างเรา
พัดผ่านเหมือนสายน้ำ
ปล่อยผ่านเหมือนสายลม
พยุงให้ปีกของนกบินไปเรื่อยๆ
"เปิดมือถือได้แล้ว"
พูดไม่ทันขาดคำคนที่ทำงานประจำก็มีสายเรียกเข้าทันที แบมแบมรับสายด้วยหน้าแหยๆก่อนจะมีเสียงตะโกนลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือ
ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มแม้เราจะรู้กันดีว่าเขากำลังโดนดุอยู่เป็นแน่
"นายด่าเลยว่ะ บอกว่างานนี้ให้คนอื่นทำไป ให้แบมรอไปไต้หวันเลย"
คนตัวเล็กพูดกลั้วเสียงหัวเราะซะดูกวนไม่เบา ผมขยี้ผมที่ตอนนี้เป็นสีไวน์แดงให้ยุ่งขึ้นไปอีกก่อนจะกอดคอโอบไหล่ร่างบางมาแนบกับอก
"นี่ไง จะได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น"
แน่นอนผลของการกระทำ (โดยเฉพาะการปิดมือถือของคนทำงานสายผม) นั้นมีอยู่จริง โลกมันไม่ได้ใจดีให้เราได้ทีทางหลบหลีกเสมอไป
แต่บางครั้งมันดันเหนื่อยที่ต้องทำตามกฎเกณฑ์เสมอ
เหนื่อยที่ต้องแบกรับโลกทั้งใบ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
มันดีมากจริงๆที่มีซักคนมากอดแล้วกระซิบบอกทางสายลมเย็นว่า
'เหนื่อยก็บินลงมาบนพื้น
พักซะหน่อย
พรุ่งนี้ก็คงไม่สายเกินจะบินต่อ'
ดีที่ได้มองท้องฟ้าหลากสี ที่ไม่ได้มีแค่สีฟ้า
จะสีเทาก็ได้ สีม่วงสีส้มบ้างก็ได้
ผมคิดว่ามันไม่ใช่ประเด็น
บางครั้งจุดสำคัญมันอยู่ที่มองขึ้นไปแล้วท้องฟ้ายังคงเป็นท้องฟ้า มองลงมาแล้วเท้าสองข้างยังแตะผืนดิน
ตอนนี้หมุนทวนเข็มนาฬิกาจนหมดรอบ
แกะฟิล์มที่ขาดออกมาจากกล้องแล้วโบกกลางแดดโดยไม่กลัวอีกต่อไปว่ารูปจะเสีย
เราไม่มีวันเสียมันไปหรอกถ้าในดวงตาสะกดความทรงจำไว้ได้และในใจจดจำได้ดีว่าทุกอย่างเป็นเช่นไร
ถึงจะห่างหายกันไปบ้าง
แต่ฟิล์มม้วนใหม่นั้นย่อมมีอะไรมาเติมเต็มส่วนที่ขาดไปเช่นกัน
"แบบนี้ก็ไม่เลว"
ถ้ายังมีอ้อมกอดที่สำคัญนี้
มีไหล่ให้ซบพักน้ำตา
มีคนที่สามารถสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องพูด
ยังมีสิ่งที่รู้กันแค่สองคน
แค่สองคนตลอดมาและคงสองคนไปเรื่อยๆ
อาจจะไม่ตลอดไป
เพราะตลอดไปไม่มีจริง
แต่คงตลอดมาถึงจนกว่าจะไม่มี
จนกว่าจะลืมว่าเคยรู้สึกยังไงเวลาได้ยินประโยคนี้จากเสียงเดิมอันคุ้นเคย
"โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ"
ผมว่าเรายังคงโอเค.

No comments:
Post a Comment