Friday, 22 May 2015

#ฟิคปลากระเบน 01

ชีวิตผมกำลังจะชิบหาย...



"มึง กูไปร้านปริ๊นท์ก่อนนะ"
ผมตะโกนบอกเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งกำลังปั่นโปรเจคมือระวิงกันบนโต๊ะทำงานในหอที่เราเช่าอยู่ด้วยกันสามสี่คน

"เออๆ มึงไปก่อนเลย กูจัดหน้าใกล้เสร็จละ เดี๋ยวตามไป"

ไม่รอให้สิ้นเสียงของเพื่อน ผมรีบยัดตัวเองเข้าไปในรถท่ามกลางอากาศร้อนระอุของประเทศไทย ก่อนจะสตาร์ทเครื่องเปิดแอร์อย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือร้านปริ๊นท์ร้านประจำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย

ใช่ครับ ช่วงนี้คือฤดูไฟนอลนั่นเอง


คณะที่ผมอยู่น่ะหรอ คาดว่าคงไม่ต้องเดากันมาก คณะสถาปัตย์ฯนั่นแหละครับ จะมีคณะไหนนอกจากคณะผมกับศิลปกรรมฯล่ะที่ต้องใช้ร้านปริ๊นท์ ถ้าถามว่าทำไมไม่ซื้อเครื่องปริ๊นท์ไว้ที่บ้านน่ะหรอครับ ขนาดกระดาษที่พวกผมต้องปริ๊นท์มันใหญ่เกินไปน่ะสิ จะA3ก็ไม่ได้นะ ต้องอย่างน้อยA2 ยิ่งงานไฟนอลแบบนี้คือA0 เท่านั้นแหละครับ

ไม่กี่นาทีผมก็มาถึงร้านปริ๊นท์เจ้าประจำ แต่ก็ต้องอึ้งกับจำนวนคนที่มายืนออกันหน้าร้าน ดีหน่อยที่ยังไม่มีปีหนึ่งเพราะส่วนมากเด็กปีหนึ่งยังต้องทำงานวาดมืออยู่ แต่เนื่องจากร้านนี้ใกล้มหาลัยที่สุดแล้ว จำนวนของเด็กปีสองถึงปีห้าของภาคไทยนั้นจึงไม่น้อยเลย



ทำไงดีวะ...



ผมมองคิวยาวเหยียดแล้วถอนหายใจหนักๆ ในใจว้าวุ่นพอสมควร จริงๆแล้วสถาปัตย์อินเตอร์อย่างพวกผมไม่ได้มีส่งงานจริงวันนี้หรอก แต่อาจารย์ฝรั่งชอบให้มีถ่ายรูปและอีเมลส่งก่อนเพื่อกันการผิดพลาด ปริ๊นท์งานไม่ทัน แกบอกไว้งี้น่ะครับ


แต่ปัญหาคืออิส่งก่อนนี่แหละครับ แกต้องการอีเมลล์ภายในหกโมงเย็น ใครส่งช้าแกจะตัดคะแนนไม่เลี้ยงเลยครับ แล้วตอนนี้ก็สี่โมงแล้วด้วย การปริ๊นท์ไม่ได้ใช้เวลาแค่สิบนาทีอะไรแบบนั้นนะครับ


พอหัวสมองประมวลผลอย่างลนลาน ผมก็หยิบไอโฟนหกขึ้นมากดยิกๆหาเบอร์ร้านปริ๊นท์ที่เพื่อนเคยส่งมาให้ แม้มันจะอยู่อีกฟากโลกของคณะแต่ผมว่าคิวคงน้อยกว่าที่นี่แน่ๆ


"ฮัลโหลครับพี่ ผมไปปริ๊นท์ตอนนี้เลยได้ไหมอะ คิวว่างหรอครับ โอเคเลยครับ ผมจะรีบไปเลย"


ใจสงบลงครึ่งอัตราเมื่อได้ยินว่าตอนนี้ที่ร้านมีคิวค้างแค่อีกคิวเดียว เพราะฉะนั้นถ้ากะเวลาผมไปถึงก็จะเป็นคิวของผมทันที ผมกระโดดขึ้นรถอีกครั้งก่อนจะเหยียบคันเร่งจนเกือบมิดไปร้านปริ๊นท์ทันที ไกลหน่อยแต่ก็ชัวร์ล่ะวะ


ขอบคุณกูเกิ้ลแม็พที่ไม่ทรยศผมในวันนี้ ทำให้ผมมาถึงร้านในเวลาไม่มากไม่น้อย ผมคว้าแมคบุ๊คเรติน่าสิบห้านิ้วและกระเป๋าสตางค์พร้อมแฟลชไดรฟ์ลงจากรถแล้วเปิดประตูเข้าหาแอร์ฉ่ำๆภายในร้านโล่งๆทันที


อะไรมันจะดีขนาดนี้ ร้านโล่งในวันปริ๊นท์ไฟนอลไม่ได้หาได้ง่ายๆนะครับ


ผมรีบยื่นแฟลชไดรฟ์ให้พี่ร้านปริ๊นท์พร้อมอธิบายไซส์งานและรายละเอียดทุกอย่างแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในร้านพร้อมเปิดไฟล์เช็คงานอีกรอบ ขณะเดียวกันกับที่มีอีกบุคคลเดินเข้ามาภายในร้าน


"หวัดดีครับพี่ ผมโทรมาจองคิวไว้อะ สี่โมงสี่สิบห้า"


ผมเหลือบมองนาฬิกาในแลปท็อปของตัวเองเมื่อได้ยินคำชี้แจงของอีกฝ่าย นี่มันก็สี่โมงสามสิบแปดละ ของผมปริ๊นท์ไม่ทันสี่สิบห้าแน่นอน แต่ผมจะทำไงได้อะ ในเมื่อผมก็ต้องรีบเหมือนกัน


"เอ๋ โทรจองกับใครไว้ พี่ไม่เห็นใครเขียนคิวไว้เลยนะ"


พี่ที่คุมร้านเอ่ยขึ้นพร้อมกับหาแผ่นโพสอิทหรือใบจองคิวที่ปกติถ้าโทรมาเขาจะติดไว้ก่อนกันลืมหรือกันเปลี่ยนกะน่ะครับ


"อ้าว โทรจองกับพี่อิ๊งอะ ผมเจ้าประจำเลยนะ ทำไมทำกับผมงี้อะพี่"


"โอ๋ๆ รอแป๊บละกัน นี่ก็มีคิวเดียวเนี่ย"


ไม่ต้องเงยหน้าไปมองก็รู้ว่าอีกคนต้องทำหน้างอเบะปากแถมแอบหงุดหงิดแน่ๆ ฟังจากการทักทายอย่างสนิทสนมของพี่ที่ร้าน คนนี้คงเป็นขาประจำจริงๆ


การเทสปริ๊นท์ซึ่งตอนนี้ยังไม่เสร็จกินเวลาไปเกือบสิบห้านาทีแล้ว ทำให้ผมเริ่มกระสับกระส่าย



มันจะทันไหมวะ...



ผมกัดปากอย่างเครียดเล็กน้อย ตาก็ก้มมองจอที่แสดงโปรแกรม illustrator ของงานไฟนอลตัวเอง และแล้วผมก็ชีวิตใกล้จะชิบหายจริงๆ... อยากจะตบตัวเองที่ไม่เช็คคำให้ดี


"พี่! แก้ไฟล์แป๊บได้ปะ พิมพ์ผิดนิดนึงอะ"


"เออ มาๆ เทสปริ๊นท์ยังไม่เสร็จอยู่ดี วันนี้หัวหมึกเป็นไรไม่รู้ ไม่คมเท่าไหร่เลย พี่ขอเช็ดแป๊บ"


ว่าแล้วพี่ร้านปริ๊นท์ก็เสียสละเก้าอี้ประจำตำแหน่งให้ผมโดยปริยาย ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมของตัวเองก็เจอกับผมปรกหน้าปรกตาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งก้มหน้าจ้องหน้าจอคอมของตัวเองอย่างจดจ่อ ไม่บอกก็รู้ว่าคณะไม่ใกล้ไม่ไกลกันแน่นอน


"เสร็จแล้วครับ"


พิมพ์แก้การอธิบายคอนเซ็ปนิดหน่อยผมจึงผละตัวออกมาจากบริเวณการทำงานของพี่เขา พอดีว่าพวกผมต้องทำทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ บางทีจัดหน้ามันก็เบลอๆทำให้พิมพ์ผิดไปบ้างถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็น first language ของผมก็ตามที


อ่า...ผมยังไม่เคยบอกสินะครับว่าผมเป็นคนไต้หวันสัญชาติอเมริกัน แต่มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่สามขวบ ผมจึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไทยไปโดยปริยาย เอาเข้าจริงๆผมว่าผมพูดภาษาไทยชัดกว่าภาษาจีนอีก


"พี่ อีกนานไหมอะ ผมรีบอะ"

เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นอีกครั้งเมื่อนาฬิกาบอกเวลาใกล้ห้าโมงครึ่ง ให้ผมเดานะ มันก็ต้องส่งงานหกโมงเวลาเดียวกับผมแน่ๆ


"วันนี้ปริ๊นท์ไรล่ะ ถ้าปริ๊นท์แบบทุกทีก็ปริ๊นท์ได้เลยนะ เครื่องเล็กว่าง"


"มันไม่ได้อะดิ วันนี้ปริ๊นท์ A1 อะพี่"


เสียงนั้นกระวนกระวายพอสมควร ถ้าเป็นเวลาอื่นผมก็คงสละคิวให้น่ะนะ แต่วันนี้ไม่ได้จริงๆ ผมเองก็ต้องถ่ายรูปงานที่ปริ๊นท์แล้วส่งเมลให้เจ๊หัวหน้าชั้นปี ไม่งั้นเกรดผมไม่เหลือแน่ๆ


"งั้นลองคุยกับเขาดูสิ เผื่อจะสลับคิวไรกัน"


พี่ร้านปริ๊นท์โยนขี้ให้ผมทันที โอ้โห ทำไมทำกันแบบนี้ล่ะครับ


ใบหน้าเรียวไม่แม้แต่จะเงยขึ้นจากแล็ปท็อปสีเงิน สายตายังคงกรอกไปมาผ่านจออย่างรีบเร่งท่ามกลางหน้าตาเหมือนคนไม่ได้นอน ริมฝีปากอิ่มกำลังจะเอื้อนเอ่ยบางอย่างแต่เป็นผมเองที่พูดขึ้นมาเสียก่อน


"โทษทีว่ะ กูต้องส่งงานหกโมง"


คนตัวเล็กกว่าเบ้ปากอย่างขัดใจพร้อมกับส่งเสียงบ่นในลำคอ


"ชิ ไร้น้ำใจ"


"อ่าว มึงจะว่ากูก็ไม่ได้นะ งานไฟนอลกูก็ต้องส่ง"

ผมที่มีอารมณ์ไม่คงที่เนื่องจากการอดนอนมาสองวันเพราะมัวแต่นั่งปั่นงานเอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดน้อยๆที่โดนตำหนิแบบไร้เหตุผล


"ปกติกูก็มาร้านนี้ของกูอยู่คนเดียว มึงไม่ไปร้านแถวมอวะ"


"ก็คนมันเยอะไหมล่ะ ถ้าคนไม่เยอะกูไม่ถ่อมาถึงนี่หรอก"


"โอ๊ย ละเทอมนี้กูก็ดันต้องปริ๊นท์โปสเตอร์A1 อาจารย์แม่ง ปกติทำบุ๊คก็จบละ"


จากคำพูดของมันแล้วผมเดาเอาเองว่าหมอนี่น่าจะอยู่ภาคนิเทศศิลป์หรือกราฟฟิกของคณะศิลปกรรมฯอะไรเทือกนั้น


"พวกกูปริ๊นท์ใหญ่ตลอดอะ แม่งเปลืองเงินชิบหาย ทั้งม็อคอัพ ทั้งของจริง ของเฟสที่แล้วก็ต้องปริ๊นท์ใหม่ คนก็อย่างกับมด"


จากที่เถียงกันไปเถียงกันมา คนที่ปกติพูดน้อยอย่างผมดันระเบิดคำบ่นออกมามากกว่าปกติ แต่ตอนนี้ไม่ไหวครับ ต้องการบ่น ผมนั่งทำงานมาราธอนเช้าจรดเย็นมาสามวันติด นอนรวมกันสามวันไม่ถึงแปดชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำไมชีวิตต้องอนาถขนาดนี้ก็ไม่อาจทราบได้


"พวกมึงแม่ง ชอบแย่งร้านปริ๊นท์พวกกู"


ท่าทางอีกฝ่ายก็คงจะอารมณ์ขุ่นมัวไม่แพ้กัน ผมเคยได้ยินมาว่างานของภาคนิเทศศิลป์นั้นไม่ใหญ่ก็จริง แต่โปรเจคเยอะกว่าของพวกผมที่ส่วนมากจะทำกันระยะยาว ของพวกมันจะเป็นโปรเจคสั้นๆแต่งานถี่ๆ


ชีวิตแม่งบัดซบไม่ต่างกัน...


"มึงไปว่าอาจารย์ไหมล่ะ"


เจ้าของมือบางเสยผมที่ตกลงมาปิดตาลวกๆอย่างหงุดหงิดแล้วมองไปที่เครื่องปริ๊นท์เครื่องใหญ่ราวกับจะสั่งให้มันรีบปริ๊นท์เร็วๆ


ทันใดนั้นโทรศัพท์ในมือก็สั่นเป็นสัญญาณสายเข้า ผมกดไสลด์หน้าจอก่อนเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเพื่อนๆจะดังเข้ามาในโสตประสาท


[มาร์คมึงอยู่ไหนเนี่ย]


"ร้านปริ๊นแถว xx ร้านหน้ามอแม่งคนเยอะ ไม่ทัน"


[สัสสส แล้วทำไมมึงไม่บอกพวกกูก่อนวะ กูกับไอ้แพทมาปริ๊นหลังหอเนี่ยจะเสร็จละ แต่แอนดริวมันบอกจะตามมึงไป]


"เออมันบอกละ สัส"


[โทษทีว่ะ กิ๊กไอ้แพทมัน รุ่นพี่เราอะแหละ เปิดร้านปริ๊นพอดี กูลืมไป]


อยากจะโดดถีบขาคู่ใส่พวกมันจริงๆครับ แม่ง มีร้านดีและใกล้ทำไมไม่บอก ไปร้านนั้นคงได้ลดราคาด้วยแน่ๆ


"เอ้า ได้ร้านใหม่แล้วก็ไปสิ กูจะได้แซงคิวมึงปริ๊นท์"


ผมเลิกคิ้วให้กับเสียงเล็กๆและเจ้าของเสียงซึ่งโบกมือปัดๆเป็นเชิงไล่ ไปก็แย่ละครับ งานผมออกมาสองแผ่นกว่าละครับ


"งานกูออกมาแล้วไหมล่ะ"


"ฮึ่ย ก็ได้วะ มึงปริ๊นท์กี่แผ่น"


"หกเอศูนย์"


สิ้นเสียงของผมแล้วเจ้าของแก้มอูมก็เบิกตากว้างขึ้นอีกสองเท่าราวกับว่าจำนวนนั้นมันมากมายเสียเหลือเกิน


"ไอ้ห่า ปริ๊นท์เยอะชิบหาย มึงให้กูแทรกคิวไม่ได้หรอวะ ไหนๆของมึงก็ไม่ทันหกโมงหรอก"


เอ้าไอ้นี่ คิดเองเออเองซะงั้น


"แล้วมึงรู้ได้ไงว่าไม่ทัน นี่เกือบครึ่งละ"


"ก็มึงช้าอะ แม่ง!"


อีกฝ่ายกระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนจะยกมือเสยผมอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง จะให้ผมทำไงวะครับ มันไม่ใช่ความผิดผมนะที่เทสปริ๊นท์ใช้เวลานานเพราะหัวหมึกไม่คมแต่แรกน่ะ


"เชี่ยมาร์ค"


เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวภายในร้าน ผมหันไปมองตามเสียงเรียกก็พบกับเพื่อนตัวโตนามว่าแอนดริวซึ่งยืนหัวยุ่งอยู่หน้าประตูพร้อมกับแฟลชไดรฟ์อันเล็กในมือ


"ช้า ต่อคิวไปละกัน ไอ้ตัวเล็กนี่ต่อคิวจากกูอยู่"


"มึงเรียกใครตัวเล็ก"

เจ้าของสรรพนามตัวเล็กโวยขึ้นมาทันทีแต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันแล้วคุยกับแอนดริวต่อไป


"เออๆ กูไม่มีอะไรจะเสียละมึง กูแม่งสายตลอดจนอาจารย์เกลียดขี้หน้าละ"


"เอ้า แผ่นสี่ละน้อง"


บรรยากาศในร้านตอนนี้ถ้าคนนอกสายอย่างหนุ่มสาวคณะบริหารเดินเข้ามาคงงงงวยน่าดู แต่สำหรับผมมันปกติธรรมดามากที่ทุกคนจะคุยกันแต่เหมือนไม่ได้พูดเรื่องเดียวกันอยู่


เวลาห้าโมงห้าสิบแผ่นงานสุดท้ายของผมก็เริ่มคลอดออกมาจากเครื่องปริ๊นท์ขนาดใหญ่ซึ่งปริ๊นท์หน้ากว้างสุดได้ถึงเมตรครึ่ง ผมเหลือบมองมือที่ยังกดเม้าส์เป็นระวิงละอยากแหย่ชอบกล


"อ้าวพี่ อันนี้เส้นไม่คมเลยว่ะ"


เท่านั้นเด็กแก้มอูมก็แทบจะหันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่ผมแต่ด้วยความรีบเร่งเขาจึงก้มหน้าให้ผมปรกตาต่อไป และพ่นคำหยาบออกมาอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังแทน


"ก็เหี้ยละมึง เสร็จไปเถอะ"


"เออ กูล้อเล่นน่ะ พี่ครับ โอเคละ"


"อ้าวไอ้พวกเวร กูเกือบกดแคนเซิลละ"


พี่ร้านปริ๊นท์ยิ้มก่อนจะส่ายหัวน้อยๆในความกวนส้นตีนซึ่งหาได้ทั่วไปและแพร่หลายมากในกลุ่มคนอย่างพวกผม


"พูดมากจังวะมาร์ค"


ผมเลือกที่จะเมินสิ่งที่แอนดริวเพิ่งพูดก่อนก้มลงมองแผ่นงานสมบูรณ์ในมือแล้วคว้ามือถือมากดถ่ายก่อนจะส่งอีเมลไปให้เจ๊หฤโหดประจำชั้นปีในเวลาห้าโมงห้าสิบแปดนาที ฉิวเฉียดมากเหลือเกิน...


"อ๊ากกกก เสร็จแล้ววว พี่ผมไปก่อนนะ นี่เงิน"

เสียงร้องดังลั่นร้านทำให้ผมผละจากงานลูกรักไปมองร่างเล็กที่กระโดดเหยงๆก่อนจะวิ่งออกจากร้านไปเหมือนกับพายุ


"อ้าว ไอ้แบมลืมแฟลชไดรฟ์อีกละ"


"เดี๋ยวผมเอาไปให้เองครับ"


นั่นเสียงใคร อ่อ เสียงผมเองครับ แอนดริวมองหน้าผมด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาเมื่อผมส่งสายตากลับไปประมาณว่า กูพูดหรอ


"มึงรู้จักเขาหรอวะ"


ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ


เออ ไม่รู้จักนี่หว่า แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ดูคณะไม่ได้ห่างไกลกันขนาดนั้น ซักวันอาจจะบังเอิญเจอ ผมไหวไหล่น้อยๆก่อนจะบอกพี่ที่ร้านปริ๊นว่าเดี๋ยวผมเก็บแฟลชไดรฟ์นั่นไว้เองแล้วเดินออกมาโดยไม่รอเพื่อนสนิท


พวกเราเป็นกลุ่มคนสันโดษน่ะครับ เพื่อนสนิทแค่ไหนแต่ถ้าผมง่วงเพียงนี้ ก็ไม่มีคำว่ารอหรอกครับ


ผมขับรถออกจากร้านปริ๊นท์กลับมาที่หอพักหรือคอนโดแถวมหาลัย ก้าวลงจากรถพอดีกับแสงยามโพล้เพล้ของวัน มือที่ว่างหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายแสงสีทองที่กระทบบนตึกและเงาของต้นไม้


โดยไม่ได้สังเกตุว่ามีอีกคนกำลังทำแบบเดียวกันอยู่


-


"ขอให้สนุกกับการเดินชมนะคะ"


พนักงานสาวสวยแต่งตัวเรียบร้อยยืนฉีกยิ้มอยู่หน้าประตูทางเข้าในท่าทางสุภาพและนอบน้อม


ร่างสูงก้าวขายาวเข้าไปในทางเดินมืดมิด มีเพียงแสงจากหลอดไฟขาวซึ่งกระทบกับสิ่งอื่นในสถานที่ ทำให้ไฟส่วนมากออกมาเป็นสีฟ้าและน้ำเงินแทน


อะควาเรียมในวันแรกของการปิดเทอมนี่มันดีจริงๆ...


มองแสงริ้วลายน้ำที่สะท้อนอยู่บนรองเท้าคอนเวิร์สแจ็คเพอร์เซลสีขาวเปรอะฝุ่นพอประมาณของตัวเองก่อนจะเริ่มออกเดินช้าๆไปตามเส้นทางเดิน มือใหญ่หยิบกล้องดิจิตอลตัวโปรดออกมาเปิดฝาเลนส์พร้อมใช้งาน


เสียงชัตเตอร์เบาๆดังขึ้นภายในอะควาเรียมซึ่งตอนนี้มีคนไม่เยอะมากนัก มาร์คไปหยุดอยู่หน้าตู้ปลาน้ำลึกขนาดใหญ่ก่อนจะลดกล้องในมือลง มือหนาวางทาบไปบนกระจกเย็นโดยไม่รู้ว่ามันผิดกฎของอะควาเรียมหรือไม่ ขายาวยืนอยู่แบบนั้นซักพักก็ถอยหลังมานั่งบนม้านั่งไม้อย่างใจเย็น


"ชิบหายละ ลืมแบตสำรอง"


เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังเขามาในโสตประสาทของมาร์คที่นั่งหลับตาอยู่บนม้านั่ง คิ้วหนาเลิกขึ้นนิดหน่อยก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วพบกับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังยืนบ่นกับกล้องยี่ห้อเดียวกันกับเขา


"ยืมมั้ย"


เอ่ยถามโดยไม่ได้ลุกขึ้นยืนแต่อย่างใด แขนยาวยื่นแบตเตอรี่สำรองของกล้องโปรให้กับอีกฝ่ายซึ่งยืนงงอยู่ที่เดิม


"จะดีหรอ"


ดวงตากลมโตฉายแววลังเล นัยน์ตาสีดำขลับสะท้อนลายน้ำของตู้ปลาฝั่งตรงข้ามคนที่ยืนอยู่ มาร์คพยักเพยิดให้อีกฝ่ายรับแบตเตอรี่สำรองนั่นไป


"ถ่ายให้ซักรูปก็พอ"


ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆพร้อมยัดถ่านก้อนใหม่เข้าไปในตัวกล้องแล้วยกขึ้นกดชัตเตอร์ มาร์คโคลงหัวนิดหน่อย ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะออกเดินไปในทางที่มีอุโมงค์และพื้นเป็นกระจกใส


ปลากระเบน...


อุทานในใจเมื่อตาเรียวสอดส่องไปพบสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มาร์คชอบมากอย่างหนึ่ง ตอนเด็กๆแม่ของเขาจะเรียกปลากระดูกอ่อนชนิดนี้ว่าปลายิ้ม ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงเรียกแบบนั้น ใบหน้าคมเงยมองส่วนท้องของปลากระเบนเหนือศีรษะก็พบกับปากเล็กๆซึ่งเหมือนกับกำลังยิ้มอยู่ตลอดเวลา


แชะ


เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอีกหน คราวนี้ไม่ใช่ของมาร์คที่ยังคงเพลิดเพลินไปกับฝูงปลาในอุโมงค์ แต่เป็นเสียงจากกล้องของร่างบางที่ยืนอยู่ตรงปลายอุโมงค์


"เอาเมลล์มาด้วย เดี๋ยวส่งรูปให้"


เมื่ออีกคนว่าดังนั้น มาร์คจึงจำเป็นต้องควานหาเศษกระดาษในตัวพร้อมกับเดินไปด้วย ไม่นานนักร่างสูงก็ยื่นกระดาษลองน้ำหอมที่ได้มาตอนเดินผ่านห้างซึ่งมีลายมือหวัดๆเขียนอีเมลล์บอกไว้


"เลนส์ตัวนั้น..."


"อือ กว่าจะได้มา แทบกลั้นหายใจซื้อ"


ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้มากมาย แค่ตวัดสายตามองอุปกรณ์ที่อยู่ในมืออีกฝ่ายแล้วมาร์คก็เข้าใจทันทีว่าทำไมจะต้องกลั้นใจซื้อ และทำไมจะต้องซื้อในเมื่อมันลำบากขนาดนั้น


"อืม ของหายาก ตอนแรกว่าจะซื้อเหมือนกัน"


เลนส์รุ่นที่ไม่ถึงกับเป็นที่นิยมมากมาย แต่เป็นหนึ่งในเลนส์หายากซึ่งมีแค่คนที่เล่นกล้องเท่านั้นที่จะรู้ว่าตัวนี้น่ะแจ่มกว่าตัวแพงๆของยี่ห้อท็อปๆอีกต่างหาก แต่ก็อย่างว่า ของดีย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่น่าใจหาย แม้จะไม่แพงเหยียบระดับแสนอย่างยี่ห้อไลก้า แต่ก็ไม่ได้มีราคาต่ำไปกว่าสองหมื่นแต่อย่างใด


"แล้วทำไมไม่ซื้อล่ะ"


ดวงตาหวานช้อนขึ้นมองร่างสูงกว่าผ่านผมซึ่งยังคงยาวปรกตาเพราะเจ้าตัวเลือกที่จะเอาเวลาว่างวันแรกของปิดเทอมมาเดินถ่ายรูปแทนที่จะไปตัดผมแต่งหล่อ


"ตอนนั้นไปเจอตัวหายากของฟิล์ม"


แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าได้ลองเล่นกล้องแล้ว ส่วนไม่น้อยเลยที่ไม่ว่าจะชอบความสะดวกของกล้องดิจิตอลขนาดไหน ก็อยากจะมีประสบการณ์กับกล้องฟิล์มให้ได้ซักครั้งในชีวิต


"รุ่นไรล่ะ"


เอ่ยถามออกไปทั้งๆที่นัยน์ตายังคงมองโลกของสัตว์น้ำผ่านเลนส์ตัวโปรด อีกฝ่ายยืนนิ่งงันไม่คิดจะตอบแต่อย่างใด ส่วนคนถามเองก็ไม่ได้คิดจะคะยั้นคะยอรอเอาคำตอบเช่นกัน


"ไปละ เดี๋ยวเจอกันหน้าประชาสัมพันธ์"


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินแยกทางเข้าไปในส่วนที่มืดกว่าของอะควาเรียม


"แปลกคน"


ร่างบางเอ่ยกับตัวเองด้วยใบหน้านิ่งเฉยก่อนจะมองทุกสิ่งผ่านเลนส์กล้องเหมือนเคย ไม่ช้าไม่นานแบมแบมก็ได้รูปที่ตนเองพึงพอใจ ขาเรียวจึงก้าวมาหยุดอยู่หน้าประชาสัมพันธ์อย่างที่อีกฝ่ายบอกเขาไว้ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีเวลามาเพลิดเพลินขนาดนั้นในเมื่อเขามีธุระที่ต้องไปทำอีกหลายที่


"พี่ครับ ฝากไว้หน่อยนะ เดี๋ยวก็มีคนที่ใช้กล้องรุ่นเดียวกับผมเดินออกมาเอา"



*


อ้าว... คนนั้นไม่อยู่แล้วนี่นา...


"ขอโทษนะคะ นี่แบตเตอรี่ของคุณรึเปล่าคะ"


คนถูกเรียกหันกลับไปยังต้นทางของเสียงก็พบกับมือเล็กกำลังยื่นวัตถุอันคุ้นเคยมาตรงหน้าอย่างสุภาพ


"อ้อ เขาฝากนี่ไว้ให้ด้วยค่ะ"


มาร์คเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นเล็กซึ่งพับไว้หลายชั้นเสียเหลือเกินออกมา มุมปากกระตุกยิ้มกับข้อความที่ 'เขา' จรดปากกาเขียนไว้ให้กับตนเอง


'ขอเดาว่าใช้ nikon fm2'





อ่า...






ท่าทาง 'เขา' จะเป็นคนเดาไม่เก่ง

No comments:

Post a Comment