ชีวิตผมกำลังจะชิบหาย...
"มึง กูไปร้านปริ๊นท์ก่อนนะ"
ผมตะโกนบอกเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งกำลังปั่นโปรเจคมือระวิงกันบนโต๊ะทำงานในหอที่เราเช่าอยู่ด้วยกันสามสี่คน
"เออๆ มึงไปก่อนเลย กูจัดหน้าใกล้เสร็จละ เดี๋ยวตามไป"
ไม่รอให้สิ้นเสียงของเพื่อน ผมรีบยัดตัวเองเข้าไปในรถท่ามกลางอากาศร้อนระอุของประเทศไทย ก่อนจะสตาร์ทเครื่องเปิดแอร์อย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือร้านปริ๊นท์ร้านประจำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย
ใช่ครับ ช่วงนี้คือฤดูไฟนอลนั่นเอง
คณะที่ผมอยู่น่ะหรอ คาดว่าคงไม่ต้องเดากันมาก คณะสถาปัตย์ฯนั่นแหละครับ จะมีคณะไหนนอกจากคณะผมกับศิลปกรรมฯล่ะที่ต้องใช้ร้านปริ๊นท์ ถ้าถามว่าทำไมไม่ซื้อเครื่องปริ๊นท์ไว้ที่บ้านน่ะหรอครับ ขนาดกระดาษที่พวกผมต้องปริ๊นท์มันใหญ่เกินไปน่ะสิ จะA3ก็ไม่ได้นะ ต้องอย่างน้อยA2 ยิ่งงานไฟนอลแบบนี้คือA0 เท่านั้นแหละครับ
ไม่กี่นาทีผมก็มาถึงร้านปริ๊นท์เจ้าประจำ แต่ก็ต้องอึ้งกับจำนวนคนที่มายืนออกันหน้าร้าน ดีหน่อยที่ยังไม่มีปีหนึ่งเพราะส่วนมากเด็กปีหนึ่งยังต้องทำงานวาดมืออยู่ แต่เนื่องจากร้านนี้ใกล้มหาลัยที่สุดแล้ว จำนวนของเด็กปีสองถึงปีห้าของภาคไทยนั้นจึงไม่น้อยเลย
ทำไงดีวะ...
ผมมองคิวยาวเหยียดแล้วถอนหายใจหนักๆ ในใจว้าวุ่นพอสมควร จริงๆแล้วสถาปัตย์อินเตอร์อย่างพวกผมไม่ได้มีส่งงานจริงวันนี้หรอก แต่อาจารย์ฝรั่งชอบให้มีถ่ายรูปและอีเมลส่งก่อนเพื่อกันการผิดพลาด ปริ๊นท์งานไม่ทัน แกบอกไว้งี้น่ะครับ
แต่ปัญหาคืออิส่งก่อนนี่แหละครับ แกต้องการอีเมลล์ภายในหกโมงเย็น ใครส่งช้าแกจะตัดคะแนนไม่เลี้ยงเลยครับ แล้วตอนนี้ก็สี่โมงแล้วด้วย การปริ๊นท์ไม่ได้ใช้เวลาแค่สิบนาทีอะไรแบบนั้นนะครับ
พอหัวสมองประมวลผลอย่างลนลาน ผมก็หยิบไอโฟนหกขึ้นมากดยิกๆหาเบอร์ร้านปริ๊นท์ที่เพื่อนเคยส่งมาให้ แม้มันจะอยู่อีกฟากโลกของคณะแต่ผมว่าคิวคงน้อยกว่าที่นี่แน่ๆ
"ฮัลโหลครับพี่ ผมไปปริ๊นท์ตอนนี้เลยได้ไหมอะ คิวว่างหรอครับ โอเคเลยครับ ผมจะรีบไปเลย"
ใจสงบลงครึ่งอัตราเมื่อได้ยินว่าตอนนี้ที่ร้านมีคิวค้างแค่อีกคิวเดียว เพราะฉะนั้นถ้ากะเวลาผมไปถึงก็จะเป็นคิวของผมทันที ผมกระโดดขึ้นรถอีกครั้งก่อนจะเหยียบคันเร่งจนเกือบมิดไปร้านปริ๊นท์ทันที ไกลหน่อยแต่ก็ชัวร์ล่ะวะ
ขอบคุณกูเกิ้ลแม็พที่ไม่ทรยศผมในวันนี้ ทำให้ผมมาถึงร้านในเวลาไม่มากไม่น้อย ผมคว้าแมคบุ๊คเรติน่าสิบห้านิ้วและกระเป๋าสตางค์พร้อมแฟลชไดรฟ์ลงจากรถแล้วเปิดประตูเข้าหาแอร์ฉ่ำๆภายในร้านโล่งๆทันที
อะไรมันจะดีขนาดนี้ ร้านโล่งในวันปริ๊นท์ไฟนอลไม่ได้หาได้ง่ายๆนะครับ
ผมรีบยื่นแฟลชไดรฟ์ให้พี่ร้านปริ๊นท์พร้อมอธิบายไซส์งานและรายละเอียดทุกอย่างแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในร้านพร้อมเปิดไฟล์เช็คงานอีกรอบ ขณะเดียวกันกับที่มีอีกบุคคลเดินเข้ามาภายในร้าน
"หวัดดีครับพี่ ผมโทรมาจองคิวไว้อะ สี่โมงสี่สิบห้า"
ผมเหลือบมองนาฬิกาในแลปท็อปของตัวเองเมื่อได้ยินคำชี้แจงของอีกฝ่าย นี่มันก็สี่โมงสามสิบแปดละ ของผมปริ๊นท์ไม่ทันสี่สิบห้าแน่นอน แต่ผมจะทำไงได้อะ ในเมื่อผมก็ต้องรีบเหมือนกัน
"เอ๋ โทรจองกับใครไว้ พี่ไม่เห็นใครเขียนคิวไว้เลยนะ"
พี่ที่คุมร้านเอ่ยขึ้นพร้อมกับหาแผ่นโพสอิทหรือใบจองคิวที่ปกติถ้าโทรมาเขาจะติดไว้ก่อนกันลืมหรือกันเปลี่ยนกะน่ะครับ
"อ้าว โทรจองกับพี่อิ๊งอะ ผมเจ้าประจำเลยนะ ทำไมทำกับผมงี้อะพี่"
"โอ๋ๆ รอแป๊บละกัน นี่ก็มีคิวเดียวเนี่ย"
ไม่ต้องเงยหน้าไปมองก็รู้ว่าอีกคนต้องทำหน้างอเบะปากแถมแอบหงุดหงิดแน่ๆ ฟังจากการทักทายอย่างสนิทสนมของพี่ที่ร้าน คนนี้คงเป็นขาประจำจริงๆ
การเทสปริ๊นท์ซึ่งตอนนี้ยังไม่เสร็จกินเวลาไปเกือบสิบห้านาทีแล้ว ทำให้ผมเริ่มกระสับกระส่าย
มันจะทันไหมวะ...
ผมกัดปากอย่างเครียดเล็กน้อย ตาก็ก้มมองจอที่แสดงโปรแกรม illustrator ของงานไฟนอลตัวเอง และแล้วผมก็ชีวิตใกล้จะชิบหายจริงๆ... อยากจะตบตัวเองที่ไม่เช็คคำให้ดี
"พี่! แก้ไฟล์แป๊บได้ปะ พิมพ์ผิดนิดนึงอะ"
"เออ มาๆ เทสปริ๊นท์ยังไม่เสร็จอยู่ดี วันนี้หัวหมึกเป็นไรไม่รู้ ไม่คมเท่าไหร่เลย พี่ขอเช็ดแป๊บ"
ว่าแล้วพี่ร้านปริ๊นท์ก็เสียสละเก้าอี้ประจำตำแหน่งให้ผมโดยปริยาย ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมของตัวเองก็เจอกับผมปรกหน้าปรกตาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งก้มหน้าจ้องหน้าจอคอมของตัวเองอย่างจดจ่อ ไม่บอกก็รู้ว่าคณะไม่ใกล้ไม่ไกลกันแน่นอน
"เสร็จแล้วครับ"
พิมพ์แก้การอธิบายคอนเซ็ปนิดหน่อยผมจึงผละตัวออกมาจากบริเวณการทำงานของพี่เขา พอดีว่าพวกผมต้องทำทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ บางทีจัดหน้ามันก็เบลอๆทำให้พิมพ์ผิดไปบ้างถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็น first language ของผมก็ตามที
อ่า...ผมยังไม่เคยบอกสินะครับว่าผมเป็นคนไต้หวันสัญชาติอเมริกัน แต่มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่สามขวบ ผมจึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไทยไปโดยปริยาย เอาเข้าจริงๆผมว่าผมพูดภาษาไทยชัดกว่าภาษาจีนอีก
"พี่ อีกนานไหมอะ ผมรีบอะ"
เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นอีกครั้งเมื่อนาฬิกาบอกเวลาใกล้ห้าโมงครึ่ง ให้ผมเดานะ มันก็ต้องส่งงานหกโมงเวลาเดียวกับผมแน่ๆ
"วันนี้ปริ๊นท์ไรล่ะ ถ้าปริ๊นท์แบบทุกทีก็ปริ๊นท์ได้เลยนะ เครื่องเล็กว่าง"
"มันไม่ได้อะดิ วันนี้ปริ๊นท์ A1 อะพี่"
เสียงนั้นกระวนกระวายพอสมควร ถ้าเป็นเวลาอื่นผมก็คงสละคิวให้น่ะนะ แต่วันนี้ไม่ได้จริงๆ ผมเองก็ต้องถ่ายรูปงานที่ปริ๊นท์แล้วส่งเมลให้เจ๊หัวหน้าชั้นปี ไม่งั้นเกรดผมไม่เหลือแน่ๆ
"งั้นลองคุยกับเขาดูสิ เผื่อจะสลับคิวไรกัน"
พี่ร้านปริ๊นท์โยนขี้ให้ผมทันที โอ้โห ทำไมทำกันแบบนี้ล่ะครับ
ใบหน้าเรียวไม่แม้แต่จะเงยขึ้นจากแล็ปท็อปสีเงิน สายตายังคงกรอกไปมาผ่านจออย่างรีบเร่งท่ามกลางหน้าตาเหมือนคนไม่ได้นอน ริมฝีปากอิ่มกำลังจะเอื้อนเอ่ยบางอย่างแต่เป็นผมเองที่พูดขึ้นมาเสียก่อน
"โทษทีว่ะ กูต้องส่งงานหกโมง"
คนตัวเล็กกว่าเบ้ปากอย่างขัดใจพร้อมกับส่งเสียงบ่นในลำคอ
"ชิ ไร้น้ำใจ"
"อ่าว มึงจะว่ากูก็ไม่ได้นะ งานไฟนอลกูก็ต้องส่ง"
ผมที่มีอารมณ์ไม่คงที่เนื่องจากการอดนอนมาสองวันเพราะมัวแต่นั่งปั่นงานเอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดน้อยๆที่โดนตำหนิแบบไร้เหตุผล
"ปกติกูก็มาร้านนี้ของกูอยู่คนเดียว มึงไม่ไปร้านแถวมอวะ"
"ก็คนมันเยอะไหมล่ะ ถ้าคนไม่เยอะกูไม่ถ่อมาถึงนี่หรอก"
"โอ๊ย ละเทอมนี้กูก็ดันต้องปริ๊นท์โปสเตอร์A1 อาจารย์แม่ง ปกติทำบุ๊คก็จบละ"
จากคำพูดของมันแล้วผมเดาเอาเองว่าหมอนี่น่าจะอยู่ภาคนิเทศศิลป์หรือกราฟฟิกของคณะศิลปกรรมฯอะไรเทือกนั้น
"พวกกูปริ๊นท์ใหญ่ตลอดอะ แม่งเปลืองเงินชิบหาย ทั้งม็อคอัพ ทั้งของจริง ของเฟสที่แล้วก็ต้องปริ๊นท์ใหม่ คนก็อย่างกับมด"
จากที่เถียงกันไปเถียงกันมา คนที่ปกติพูดน้อยอย่างผมดันระเบิดคำบ่นออกมามากกว่าปกติ แต่ตอนนี้ไม่ไหวครับ ต้องการบ่น ผมนั่งทำงานมาราธอนเช้าจรดเย็นมาสามวันติด นอนรวมกันสามวันไม่ถึงแปดชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำไมชีวิตต้องอนาถขนาดนี้ก็ไม่อาจทราบได้
"พวกมึงแม่ง ชอบแย่งร้านปริ๊นท์พวกกู"
ท่าทางอีกฝ่ายก็คงจะอารมณ์ขุ่นมัวไม่แพ้กัน ผมเคยได้ยินมาว่างานของภาคนิเทศศิลป์นั้นไม่ใหญ่ก็จริง แต่โปรเจคเยอะกว่าของพวกผมที่ส่วนมากจะทำกันระยะยาว ของพวกมันจะเป็นโปรเจคสั้นๆแต่งานถี่ๆ
ชีวิตแม่งบัดซบไม่ต่างกัน...
"มึงไปว่าอาจารย์ไหมล่ะ"
เจ้าของมือบางเสยผมที่ตกลงมาปิดตาลวกๆอย่างหงุดหงิดแล้วมองไปที่เครื่องปริ๊นท์เครื่องใหญ่ราวกับจะสั่งให้มันรีบปริ๊นท์เร็วๆ
ทันใดนั้นโทรศัพท์ในมือก็สั่นเป็นสัญญาณสายเข้า ผมกดไสลด์หน้าจอก่อนเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเพื่อนๆจะดังเข้ามาในโสตประสาท
[มาร์คมึงอยู่ไหนเนี่ย]
"ร้านปริ๊นแถว xx ร้านหน้ามอแม่งคนเยอะ ไม่ทัน"
[สัสสส แล้วทำไมมึงไม่บอกพวกกูก่อนวะ กูกับไอ้แพทมาปริ๊นหลังหอเนี่ยจะเสร็จละ แต่แอนดริวมันบอกจะตามมึงไป]
"เออมันบอกละ สัส"
[โทษทีว่ะ กิ๊กไอ้แพทมัน รุ่นพี่เราอะแหละ เปิดร้านปริ๊นพอดี กูลืมไป]
อยากจะโดดถีบขาคู่ใส่พวกมันจริงๆครับ แม่ง มีร้านดีและใกล้ทำไมไม่บอก ไปร้านนั้นคงได้ลดราคาด้วยแน่ๆ
"เอ้า ได้ร้านใหม่แล้วก็ไปสิ กูจะได้แซงคิวมึงปริ๊นท์"
ผมเลิกคิ้วให้กับเสียงเล็กๆและเจ้าของเสียงซึ่งโบกมือปัดๆเป็นเชิงไล่ ไปก็แย่ละครับ งานผมออกมาสองแผ่นกว่าละครับ
"งานกูออกมาแล้วไหมล่ะ"
"ฮึ่ย ก็ได้วะ มึงปริ๊นท์กี่แผ่น"
"หกเอศูนย์"
สิ้นเสียงของผมแล้วเจ้าของแก้มอูมก็เบิกตากว้างขึ้นอีกสองเท่าราวกับว่าจำนวนนั้นมันมากมายเสียเหลือเกิน
"ไอ้ห่า ปริ๊นท์เยอะชิบหาย มึงให้กูแทรกคิวไม่ได้หรอวะ ไหนๆของมึงก็ไม่ทันหกโมงหรอก"
เอ้าไอ้นี่ คิดเองเออเองซะงั้น
"แล้วมึงรู้ได้ไงว่าไม่ทัน นี่เกือบครึ่งละ"
"ก็มึงช้าอะ แม่ง!"
อีกฝ่ายกระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนจะยกมือเสยผมอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง จะให้ผมทำไงวะครับ มันไม่ใช่ความผิดผมนะที่เทสปริ๊นท์ใช้เวลานานเพราะหัวหมึกไม่คมแต่แรกน่ะ
"เชี่ยมาร์ค"
เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวภายในร้าน ผมหันไปมองตามเสียงเรียกก็พบกับเพื่อนตัวโตนามว่าแอนดริวซึ่งยืนหัวยุ่งอยู่หน้าประตูพร้อมกับแฟลชไดรฟ์อันเล็กในมือ
"ช้า ต่อคิวไปละกัน ไอ้ตัวเล็กนี่ต่อคิวจากกูอยู่"
"มึงเรียกใครตัวเล็ก"
เจ้าของสรรพนามตัวเล็กโวยขึ้นมาทันทีแต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันแล้วคุยกับแอนดริวต่อไป
"เออๆ กูไม่มีอะไรจะเสียละมึง กูแม่งสายตลอดจนอาจารย์เกลียดขี้หน้าละ"
"เอ้า แผ่นสี่ละน้อง"
บรรยากาศในร้านตอนนี้ถ้าคนนอกสายอย่างหนุ่มสาวคณะบริหารเดินเข้ามาคงงงงวยน่าดู แต่สำหรับผมมันปกติธรรมดามากที่ทุกคนจะคุยกันแต่เหมือนไม่ได้พูดเรื่องเดียวกันอยู่
เวลาห้าโมงห้าสิบแผ่นงานสุดท้ายของผมก็เริ่มคลอดออกมาจากเครื่องปริ๊นท์ขนาดใหญ่ซึ่งปริ๊นท์หน้ากว้างสุดได้ถึงเมตรครึ่ง ผมเหลือบมองมือที่ยังกดเม้าส์เป็นระวิงละอยากแหย่ชอบกล
"อ้าวพี่ อันนี้เส้นไม่คมเลยว่ะ"
เท่านั้นเด็กแก้มอูมก็แทบจะหันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่ผมแต่ด้วยความรีบเร่งเขาจึงก้มหน้าให้ผมปรกตาต่อไป และพ่นคำหยาบออกมาอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังแทน
"ก็เหี้ยละมึง เสร็จไปเถอะ"
"เออ กูล้อเล่นน่ะ พี่ครับ โอเคละ"
"อ้าวไอ้พวกเวร กูเกือบกดแคนเซิลละ"
พี่ร้านปริ๊นท์ยิ้มก่อนจะส่ายหัวน้อยๆในความกวนส้นตีนซึ่งหาได้ทั่วไปและแพร่หลายมากในกลุ่มคนอย่างพวกผม
"พูดมากจังวะมาร์ค"
ผมเลือกที่จะเมินสิ่งที่แอนดริวเพิ่งพูดก่อนก้มลงมองแผ่นงานสมบูรณ์ในมือแล้วคว้ามือถือมากดถ่ายก่อนจะส่งอีเมลไปให้เจ๊หฤโหดประจำชั้นปีในเวลาห้าโมงห้าสิบแปดนาที ฉิวเฉียดมากเหลือเกิน...
"อ๊ากกกก เสร็จแล้ววว พี่ผมไปก่อนนะ นี่เงิน"
เสียงร้องดังลั่นร้านทำให้ผมผละจากงานลูกรักไปมองร่างเล็กที่กระโดดเหยงๆก่อนจะวิ่งออกจากร้านไปเหมือนกับพายุ
"อ้าว ไอ้แบมลืมแฟลชไดรฟ์อีกละ"
"เดี๋ยวผมเอาไปให้เองครับ"
นั่นเสียงใคร อ่อ เสียงผมเองครับ แอนดริวมองหน้าผมด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาเมื่อผมส่งสายตากลับไปประมาณว่า กูพูดหรอ
"มึงรู้จักเขาหรอวะ"
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ
เออ ไม่รู้จักนี่หว่า แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ดูคณะไม่ได้ห่างไกลกันขนาดนั้น ซักวันอาจจะบังเอิญเจอ ผมไหวไหล่น้อยๆก่อนจะบอกพี่ที่ร้านปริ๊นว่าเดี๋ยวผมเก็บแฟลชไดรฟ์นั่นไว้เองแล้วเดินออกมาโดยไม่รอเพื่อนสนิท
พวกเราเป็นกลุ่มคนสันโดษน่ะครับ เพื่อนสนิทแค่ไหนแต่ถ้าผมง่วงเพียงนี้ ก็ไม่มีคำว่ารอหรอกครับ
ผมขับรถออกจากร้านปริ๊นท์กลับมาที่หอพักหรือคอนโดแถวมหาลัย ก้าวลงจากรถพอดีกับแสงยามโพล้เพล้ของวัน มือที่ว่างหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายแสงสีทองที่กระทบบนตึกและเงาของต้นไม้
โดยไม่ได้สังเกตุว่ามีอีกคนกำลังทำแบบเดียวกันอยู่
-
"ขอให้สนุกกับการเดินชมนะคะ"
พนักงานสาวสวยแต่งตัวเรียบร้อยยืนฉีกยิ้มอยู่หน้าประตูทางเข้าในท่าทางสุภาพและนอบน้อม
ร่างสูงก้าวขายาวเข้าไปในทางเดินมืดมิด มีเพียงแสงจากหลอดไฟขาวซึ่งกระทบกับสิ่งอื่นในสถานที่ ทำให้ไฟส่วนมากออกมาเป็นสีฟ้าและน้ำเงินแทน
อะควาเรียมในวันแรกของการปิดเทอมนี่มันดีจริงๆ...
มองแสงริ้วลายน้ำที่สะท้อนอยู่บนรองเท้าคอนเวิร์สแจ็คเพอร์เซลสีขาวเปรอะฝุ่นพอประมาณของตัวเองก่อนจะเริ่มออกเดินช้าๆไปตามเส้นทางเดิน มือใหญ่หยิบกล้องดิจิตอลตัวโปรดออกมาเปิดฝาเลนส์พร้อมใช้งาน
เสียงชัตเตอร์เบาๆดังขึ้นภายในอะควาเรียมซึ่งตอนนี้มีคนไม่เยอะมากนัก มาร์คไปหยุดอยู่หน้าตู้ปลาน้ำลึกขนาดใหญ่ก่อนจะลดกล้องในมือลง มือหนาวางทาบไปบนกระจกเย็นโดยไม่รู้ว่ามันผิดกฎของอะควาเรียมหรือไม่ ขายาวยืนอยู่แบบนั้นซักพักก็ถอยหลังมานั่งบนม้านั่งไม้อย่างใจเย็น
"ชิบหายละ ลืมแบตสำรอง"
เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังเขามาในโสตประสาทของมาร์คที่นั่งหลับตาอยู่บนม้านั่ง คิ้วหนาเลิกขึ้นนิดหน่อยก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วพบกับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังยืนบ่นกับกล้องยี่ห้อเดียวกันกับเขา
"ยืมมั้ย"
เอ่ยถามโดยไม่ได้ลุกขึ้นยืนแต่อย่างใด แขนยาวยื่นแบตเตอรี่สำรองของกล้องโปรให้กับอีกฝ่ายซึ่งยืนงงอยู่ที่เดิม
"จะดีหรอ"
ดวงตากลมโตฉายแววลังเล นัยน์ตาสีดำขลับสะท้อนลายน้ำของตู้ปลาฝั่งตรงข้ามคนที่ยืนอยู่ มาร์คพยักเพยิดให้อีกฝ่ายรับแบตเตอรี่สำรองนั่นไป
"ถ่ายให้ซักรูปก็พอ"
ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆพร้อมยัดถ่านก้อนใหม่เข้าไปในตัวกล้องแล้วยกขึ้นกดชัตเตอร์ มาร์คโคลงหัวนิดหน่อย ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะออกเดินไปในทางที่มีอุโมงค์และพื้นเป็นกระจกใส
ปลากระเบน...
อุทานในใจเมื่อตาเรียวสอดส่องไปพบสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มาร์คชอบมากอย่างหนึ่ง ตอนเด็กๆแม่ของเขาจะเรียกปลากระดูกอ่อนชนิดนี้ว่าปลายิ้ม ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงเรียกแบบนั้น ใบหน้าคมเงยมองส่วนท้องของปลากระเบนเหนือศีรษะก็พบกับปากเล็กๆซึ่งเหมือนกับกำลังยิ้มอยู่ตลอดเวลา
แชะ
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอีกหน คราวนี้ไม่ใช่ของมาร์คที่ยังคงเพลิดเพลินไปกับฝูงปลาในอุโมงค์ แต่เป็นเสียงจากกล้องของร่างบางที่ยืนอยู่ตรงปลายอุโมงค์
"เอาเมลล์มาด้วย เดี๋ยวส่งรูปให้"
เมื่ออีกคนว่าดังนั้น มาร์คจึงจำเป็นต้องควานหาเศษกระดาษในตัวพร้อมกับเดินไปด้วย ไม่นานนักร่างสูงก็ยื่นกระดาษลองน้ำหอมที่ได้มาตอนเดินผ่านห้างซึ่งมีลายมือหวัดๆเขียนอีเมลล์บอกไว้
"เลนส์ตัวนั้น..."
"อือ กว่าจะได้มา แทบกลั้นหายใจซื้อ"
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้มากมาย แค่ตวัดสายตามองอุปกรณ์ที่อยู่ในมืออีกฝ่ายแล้วมาร์คก็เข้าใจทันทีว่าทำไมจะต้องกลั้นใจซื้อ และทำไมจะต้องซื้อในเมื่อมันลำบากขนาดนั้น
"อืม ของหายาก ตอนแรกว่าจะซื้อเหมือนกัน"
เลนส์รุ่นที่ไม่ถึงกับเป็นที่นิยมมากมาย แต่เป็นหนึ่งในเลนส์หายากซึ่งมีแค่คนที่เล่นกล้องเท่านั้นที่จะรู้ว่าตัวนี้น่ะแจ่มกว่าตัวแพงๆของยี่ห้อท็อปๆอีกต่างหาก แต่ก็อย่างว่า ของดีย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่น่าใจหาย แม้จะไม่แพงเหยียบระดับแสนอย่างยี่ห้อไลก้า แต่ก็ไม่ได้มีราคาต่ำไปกว่าสองหมื่นแต่อย่างใด
"แล้วทำไมไม่ซื้อล่ะ"
ดวงตาหวานช้อนขึ้นมองร่างสูงกว่าผ่านผมซึ่งยังคงยาวปรกตาเพราะเจ้าตัวเลือกที่จะเอาเวลาว่างวันแรกของปิดเทอมมาเดินถ่ายรูปแทนที่จะไปตัดผมแต่งหล่อ
"ตอนนั้นไปเจอตัวหายากของฟิล์ม"
แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยยิ้มๆ เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าได้ลองเล่นกล้องแล้ว ส่วนไม่น้อยเลยที่ไม่ว่าจะชอบความสะดวกของกล้องดิจิตอลขนาดไหน ก็อยากจะมีประสบการณ์กับกล้องฟิล์มให้ได้ซักครั้งในชีวิต
"รุ่นไรล่ะ"
เอ่ยถามออกไปทั้งๆที่นัยน์ตายังคงมองโลกของสัตว์น้ำผ่านเลนส์ตัวโปรด อีกฝ่ายยืนนิ่งงันไม่คิดจะตอบแต่อย่างใด ส่วนคนถามเองก็ไม่ได้คิดจะคะยั้นคะยอรอเอาคำตอบเช่นกัน
"ไปละ เดี๋ยวเจอกันหน้าประชาสัมพันธ์"
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินแยกทางเข้าไปในส่วนที่มืดกว่าของอะควาเรียม
"แปลกคน"
ร่างบางเอ่ยกับตัวเองด้วยใบหน้านิ่งเฉยก่อนจะมองทุกสิ่งผ่านเลนส์กล้องเหมือนเคย ไม่ช้าไม่นานแบมแบมก็ได้รูปที่ตนเองพึงพอใจ ขาเรียวจึงก้าวมาหยุดอยู่หน้าประชาสัมพันธ์อย่างที่อีกฝ่ายบอกเขาไว้ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีเวลามาเพลิดเพลินขนาดนั้นในเมื่อเขามีธุระที่ต้องไปทำอีกหลายที่
"พี่ครับ ฝากไว้หน่อยนะ เดี๋ยวก็มีคนที่ใช้กล้องรุ่นเดียวกับผมเดินออกมาเอา"
*
อ้าว... คนนั้นไม่อยู่แล้วนี่นา...
"ขอโทษนะคะ นี่แบตเตอรี่ของคุณรึเปล่าคะ"
คนถูกเรียกหันกลับไปยังต้นทางของเสียงก็พบกับมือเล็กกำลังยื่นวัตถุอันคุ้นเคยมาตรงหน้าอย่างสุภาพ
"อ้อ เขาฝากนี่ไว้ให้ด้วยค่ะ"
มาร์คเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นเล็กซึ่งพับไว้หลายชั้นเสียเหลือเกินออกมา มุมปากกระตุกยิ้มกับข้อความที่ 'เขา' จรดปากกาเขียนไว้ให้กับตนเอง
'ขอเดาว่าใช้ nikon fm2'
อ่า...
ท่าทาง 'เขา' จะเป็นคนเดาไม่เก่ง
No comments:
Post a Comment