All I want I
มือเย็นซึ่งเคยอบอุ่นพลิกรูปทะเลและท้องฟ้าสีครามขึ้นมาดู ในภาพถ่ายมีแผ่นหลังเบลอของใครบางคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี มาร์คหัวเราะแหบแห้งให้กับภาพถ่ายโฟกัสผิดจุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังจำคนๆนี้ได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด
คนที่เป็นเหมือนทะเล
คนที่เป็นเหมือนท้องฟ้า
คนที่ไม่ใช่ทุกสิ่งบนโลก
แต่เป็นทุกอย่างที่เขาต้องการ
นิ้วโป้งไล้บนรูปภาพอย่างนึกหวนในความทรงจำก่อนจะเอื้อมมือไปจับปอยผมสีเข้มของร่างบางที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง
“พี่มาร์ค…”
เสียงงัวเงียในการละเมอของร่างเล็กทำให้มาร์คชะงักมือกลับมาอย่างอัตโนมัติ แบมแบมดูเหมือนจะยังไม่ตื่นและหลับสนิทขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่วายเอ่ยประโยคในจิตใต้สำนึกขึ้นมา
“แบมขอโทษ...”
มาร์ควางนิ้วมือบนเปลือกตาช้ำของอีกคน ก่อนจะเช็ดน้ำตาบนแก้มซึ่งตอบลงไปเยอะมากของอีกฝ่าย นัยน์ตาเรียวร้อมลอบไปด้วยเปลือกตาและใต้ตาแดงช้ำสั่นไหวก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาอีกครั้ง
“อย่าไปได้ไหม…”
รู้ไหมว่าทำไมแบมไม่เคยบอกเรื่องนี้กับพี่มาร์ค…
เพราะแบมเองก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน
*
“พี่มาร์คคคค ตื่นนนๆๆ”
เสียงเล็กเรียกปลุกร่างสูงจากภวังค์ฝัน ดวงตาเรียวกระพริบถี่ๆพร้อมหรี่ตาเตรียมปรับสภาพให้เข้ากับแสงแดดยามสาย ร่างเล็กรูดม่านหนาทีบเปิดออกจนสุด เผยให้เห็นแค่ม่านโปรงและวิวด้านนอก
ทะเลสีครามสบายตาปะปนกับใบไม้สีเขียวประปรายและหาดทรายละเอียดสีขาวสะอาดตาหลังม่านนั้นทำให้มาร์คอมยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ แต่อะไรก็ไม่ดีเท่าภาพของคนตัวเล็กเดินออกไปยื่นอยู่ริมระเบียงพร้อมกับหลับตาสูดลใหายใจเข้าเต็มปอด ดวงหน้าหวานดูสดชื่นเป็นพิเศษเมื่อได้ปลีกวิเวกมาผ่อนคลายนอกตัวเมืองหลวงที่โรงแรมริมชายหาดแห่งนี้
ร่างสูงเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการล้างหน้าล้างตาก่อนจะนำตัวเองออกไปรับอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกเช่นกัน สองแขนแกร่งโอบรอบร่างบางจากด้านหลัง คางแหลมเกยบนไหล่ลาดของอีกฝ่ายก่อนจะฝังจมูกโด่งลงบนแก้มอูมหอมกลิ่นแป้งอย่างเคย
“สดชื่น”
“เนอะๆ เรามาแบบนี้กันบ่อยๆได้มั้ยอะ แบมชอบ”
“ว่าไงว่าตามกัน”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำแบมแบมหัวเราะอย่างชอบใจพร้อมหันไปบีบจมูกของคนตัวโตกว่าอย่างนึกหมั่นไส้ ใช่สิ งานของพี่มาร์คน่ะไม่จำเป็นต้องนั่งในออฟฟิศเกือบทุกวันอย่างเขานี่นา พี่มาร์คเปิดร้านอาหารบวกแกลอรี่ในตัว ตอนธุรกิจคงที่แล้วก็ปล่อยให้พนักงานทำกันไป ส่วนแกลอรี่ก็ขายพวกภาพวาดทั้งของพี่มาร์คเอง และกลุ่มเพื่อนกับคนรู้จักกลุ่มเล็กอีกไม่กี่คน
“นี่พี่มาร์ค”
จู่ๆคนในอ้อมกอดก็ส่งเสียงเรียกแต่เหมือนมีอะไรที่แบมแบมยังไม่อยากพูดออกมา คิ้วหนาของมาร์คเลิกขึ้นนิดหน่อย มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายที่ปั้นหน้าแปลกๆแล้วอยากดึงแก้มให้ยืดออกมาจะได้เลิกทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนั้นเสียที
แบมแบมเป็นคนคิดมาก
มาร์ครู้ตั้งแต่ไหนแต่ไรว่าคนรักของตนนั้นชอบให้ความคิดประหลาดและความกังวลว่ายวนอยู่ในหัว บางทีแบมแบมก็ดูจะกังวลและเครียดกับอนาคตมากจนเกินไป
“อะไรครับ หืม”
“ถ้าสมมตินะพี่มาร์ค…” แบมแบมเว้นช่วงเหมือนมีอะไรอยู่ในใจเหมือนอย่างเคย “สมมติว่าพรุ่งนี้ผมไม่อยู่อย่างกระทันหัน พี่จะทำยังไง”
ร่างหน้าเลิกคิ้วอีกรอบ ช่วงนี้แบมแบมถามคำถามแบบนี้เขาบ่อยเกินควรไปนิด ทำให้บางทีเขาก็เริ่มคิดตามว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีคนๆนี้อยู่ข้างกาย เขาควรจะทำยังไง
“แล้วเราจะหายไปไหนหรือไงกัน”
เสียงทุ้มย้อนถามอย่างที่ปกติทำเมื่ออีกฝ่ายขึ้นบทสนทนาแบบนี้ แบมแบมหมุนตัวเข้าหาอีกฝ่ายก่อนจะทำหน้าจริงจัง
“ไม่เอาดิพี่มาร์ค ตอบมาก่อน พี่จะอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีแบม”
มันอาจจะฟังดูหลงตัวเองถ้าแบมแบมจะบอกว่าเขาแอบคิดว่าคนตัวสูงอาจจะต้องผ่านช่วงเวลาลำบากมากพอสมควรถ้าจู่ๆเขาเกิดหายไป แต่เขาเองก็คิดกลับกันอยู่เสมอว่าถ้าวันหนึ่งพี่มาร์คหายไป เขาเองก็คงทำอะไรไม่ถูกเลยเช่นกัน
มันคงฟังดูเว่อร์ไปหน่อย แต่ถ้าคุณลองคิดว่าคุณตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่แล้วไม่เจอใครที่คุณเคยเจอทุกวัน ทั้งๆที่เมื่อวานคุณยังมองตาเขาอยู่ ทั้งๆที่มือที่เคยกุมยังคงหลงเหลือรองรอยความอบอุ่น ทั้งๆที่ร่างกายยังจำอ้อมกอดอันคุ้นเคยได้ดี ทั้งๆที่เมื่อวานริมฝีปากยังพร่ำบอกว่าตื่นมาพรุ่งนี้แล้วจะเจอกัน ทั้งๆที่เมื่อวานยังไม่มีปัจจัยอะไรซักอย่างบ่งบอกว่าเขาคนนั้นซึ่งสำคัญมากเหลือเกินจะหายไปอย่างไม่มีวันกลับมา
มาร์คเลือกที่จะไม่ตอบทั้งที่ปกติเขาจะพูดว่ามันจะไม่เกิดขึ้นหรืออะไรแบบนั้น ร่างหนาสวมกอดคนตรงหน้าไว้อีกหนกับความคิดในใจของทั้งคู่ซึ่งบังเอิญจะตรงกัน
คำถามที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ก็คงตอบไม่ได้เหมือนเดิม
...แต่สำหรับบางคำถาม เราอาจไม่ต้องการคำตอบด้วยซ้ำไป…
ทั้งสองเลือกที่จะเดินไปเรื่อยๆบนผืนทรายขาวสะอาดของชายหาดในอากาศเย็นสบายของอเดเลด ประเทศออสเตรเลียนั้นมีฤดูกาลผิดจากชาวบ้านเขาเสมอ ตอนนี้บ้านเกิดของแบมแบมคงเป็นฤดูร้อนมากที่สุดเช่นเดียวกับบ้านเกิดของมาร์ค
“กินซอฟท์เสิร์ฟกัน”
ร่างเล็กยิ้มแฉ่งโชว์แก้มยุ้ยแล้วจูงมือหนาเข้าไปในร้านแมคโดนอลด์ส์อันคุ้นเคย คนเอเชียไม่ได้เป็นที่น่าตกใจสำหรับเมลเบิร์นเท่าไหร่ แต่สำหรับอเดเลดซึ่งไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพราะเป็นเมืองเล็กๆเงียบๆห่างจากเมืองใหญ่อย่างเมลเบิร์นประมาณเจ็ดชั่วโมง
แบมแบมเดินถือซอฟท์ครีมหรือไอศครีมโคนที่บ้านเราเรียกกันมาให้มาร์คคนละอัน ก่อนจะรั้งมือให้ร่างสูงเดินตามออกไปอีกรอบ
อากาศตอนนี้ไม่หนาวไม่ร้อนสำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศจนชิน แดดอ่อนๆกระทบกับคลื่นที่กำลังซัดเข้าฝั่งทำให้เห็นประกายจากละอองน้ำ มาร์คหยิบกล้องตัวเล็กขึ้นมากดชัตเตอร์ภาพด้านหลังของคนข้างหน้า
อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นรีบเพราะกลัวถูกจับได้ว่าแอบถ่ายล่ะมั้ง รูปที่ออกมาจึงไม่ดีเท่าไหร่
“เฮ้ นกนั่นมันดุนะ”
เสียงทุ้มเอ่ยเตือนเมื่อแบมแบมทำท่าจะเข้าไปเล่นกับนกนางนวล จริงอยู่ที่นกนางนวลดูไม่ค่อยมีพิษสงอะไรเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเวลาพวกมันหิวและเห็นของกินในมือคน อะไรก็ไม่แน่นอนอีกต่อไป
“แบมไม่ยอมให้มันแย่งไอติมของแบมหรอกน่า ฮ่าๆ”
เสียงหวานหัวเราะร่วนก่อนจะวิ่งไล่ฝูงนกให้กระเจิดกระเจิงบินไปบนท้องฟ้า
แบมแบมเป็นคนสดใสและร่าเริง
ผิดกับเขาที่ค่อนข้างเงียบและไม่ค่อยจะมีมนุษย์สัมพันธ์
“Hey let’s go back to the hotel. It’s getting cold”
มาร์คส่งเสียงเรียกแบมแบมซึ่งกำลังเดินแกว่งเท้าในน้ำทะเลอย่างเพลิดเพลิน อากาศเริ่มหนาวและท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี วันๆนึงผ่านไปเร็วจนน่าตกใจ
“ขอดูพระอาทิตย์ตกก่อนได้ไหม”
พูดพลางส่งสายตาอ้อนวอนในแบบที่คนถูกอ้อนไม่อาจปฏิเสธได้
“ทำไมจะไม่ได้ละ ไอ้เด็กน้อย”
มือหนายู่หน้าก่อนจะขยี้เข้าที่กลุ่มผมสีบลอนด์ขาวที่โคนเริ่มจะดำ เจ้าตัวบอกว่าอยากรอให้ผมดำยาวออกมาธรรมชาติเพราะขี้เกียจที่จะย้อมต่อแล้ว
“แบม”
เสียงทุ้มติดแหบนิดๆเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงร้องระงมของนกนางนวล ดวงหน้ามนหันมาเล็กน้อยก่อนจะเสหลบตาหันไปมองดวงอาทิตย์สีสดอย่างเคย
แบมแบมเคยบอกว่าเวลาชอบใครจะไม่กล้าสบตานานๆ
“หืม?”
เสียงเล็กครางในลำคอพร้อมเขี่ยนิ้วมือของคนตัวโตกว่าเล่น
“Nothing. Just nothing”
เพียงแค่คำเดียวก็สามารถเรียกรอยยิ้มจากร่างเล็กข้างกายมาร์คได้เป็นอย่างดี
มาร์คเคยบอกว่า nothing จะเป็นการบอกรักของเขา
เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็จะไม่มีตัวตนเหลืออีกต่อไป
In the end, nothing might be the definition of everything.
ร่างหนากอบกุมมือบางไว้ส่งทอดไออุ่นก่อนจะยกขึ้นมาทาบข้างแก้มและจุมพิตลงบนข้อนิ้วเบาๆ สายตาของทั้งคู่ยังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังจะถูกผืนทะเลกลืนเข้าไปอย่างหมดจด แบมแบมเงยหน้าเบนสายตาไปที่ดวงจันทร์สีขาวนวลอยู่ไม่กี่อึดใจก่อนจะออกเดินกลับเข้าโรงแรมโดยมีมาร์คกุมมือเดินขนาบข้างเช่นทุกที
มาร์คมองดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่อยู่ร่วมกันเพียงเสี้ยวนาทีก่อนที่ดวงหนึ่งจะลับขอบฟ้าไป เขาคิดว่าตนเองกับแบมแบมคงเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีอยู่เสมอไป
ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสงเอื้อหนุนดวงจันทร์ให้ส่องสว่างยามค่ำคืน มันไม่จำเป็นต้องเลือกว่าโลกนี้ควรมีแค่ดวงใดดวงหนึ่ง บางสิ่ง… เป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้…
“จำตอนเราเจอกันได้ไหมพี่มาร์ค”
แบมแบมเอ่ยก่อนจะนอนหงายทันทีที่ถึงห้องพัก มาร์คยกยิ้มเบาบาง ร่างสูงพาตนเองไปข้างกายแบมแบมก่อนจะโน้มตัวไปจุมพิตอ่อนโยนที่ริมฝีปากสีสดของอีกฝ่าย
“ไม่ได้หรอก แต่จำได้ว่ามันรู้สึกเหมือนพระอาทิตย์ตก”
ไม่ใช่ว่ามาร์คจำเหตุการณ์ตอนที่เจอกันไม่ได้ แต่มาร์คนึกไม่ออกว่ามันคืออะไรที่ทำให้เขาตกหลุมรักคนๆนี้
มันไม่ใช่รักแรกพบ
เขาที่ไม่เชื่อในความรักเสียเท่าไหร่คงไม่มีวันมีรักแรกพบแบบคนอื่นได้หรอก มาร์คคิดว่ามันคือทุกอย่างที่ประกอบแบมแบมให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ มันคือรอยยิ้ม คำพูด เสียง หน้าตา หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้รู้ว่าคนๆนี้คือ แบมแบม
แต่แบมแบมก็มีด้านที่เขาไม่ชอบเช่นกัน เหมือนกับที่เขาเองก็มีด้านซึ่งคนตัวเล็กไม่ชอบ
เขาไม่ชอบให้แบมแบมคิดมาก
และแบมแบมก็ไม่ชอบให้เขาพูดน้อยเกินไป
อ่า… นั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรักเขาก็เป็นได้
Yes, it was a nice nostalgic dream
But yes, dreams end as reality approaches..
No comments:
Post a Comment